-๔-

บทที่ ๔ อริยะชน

ระวังความเห็นผิด ๒ อย่าง

ความเห็น (ความเข้าใจ) ที่พระพุทธเจ้าสอนว่าเป็นความเห็นผิดมี ๒ ประการ คือ

๑.สัสสตทิฏฐิ ความเห็นว่า มีตัวตนสืบต่อไว้เรื่อยไป (อัตตา)

๒.อุจเฉททิฏฐิ ความเห็นว่า ไม่มีตัวตนใดๆเลย (นิรัตตา)

ความเห็นว่ามีตัวตนสืบต่อไว้เรื่อยไปนั้นก็คือ ความเชื่อว่าจิตใจ หรือวิญญาณ ของเรานี้เป็นตัวตนที่แท้จริง หรือเป็นอมตะ (ตามคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่สอนว่าจิตหรือวิญญาณของคนเรานี้เป็นอัตตา) ที่ไม่มีวันดับหายไป คือแม้ร่างกายจะตายไปแล้ว ถ้าจิตยังมีกิเลสอยู่ ก็จะเกิดจิตขึ้นมาได้ใหม่สืบต่อไว้เรื่อยไป ซึ่งความเห็นนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตาย-เกิด เรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า และเรื่องเทวดา นางฟ้า รวมทั้งเรื่องกรรมชนิดที่ต้องไปรับผลเอาเมื่อตายไปแล้ว เป็นต้น ซึ่งความเห็นนี้ก็มีผลดีตรงที่ทำให้คนที่เชื่อไม่ทำความชั่วเพราะกลัวตกนรก และอยากทำความดีเพราะอยากขึ้นสวรรค์ อันส่งผลทำให้สังคมสงบสุขได้ แต่มีผลเสียตรงที่ความเชื่อนี้ไม่ใช่ปัญญา สำหรับนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า

ส่วนความเห็นว่าไม่มีตัวตนใดๆเลย (นิรัตตา)  นั้น เป็นความเชื่อของบางลัทธิในสมัยพุทธกาล ที่เชื่อว่า “ชีวิตของมนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้ ไม่ได้มีตัวตนใดๆเลย เพราะมันเป็นเพียงธาตุมาประกอบกันขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้นการกระทำของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้ จึงไม่มีผลใดๆเลย คือทำดีก็ไม่มีผลดี ทำชั่วก็ไม่มีผลชั่ว อันทำให้เกิดความเห็นว่า พ่อ-แม่ไม่มี บาป-บุญไม่มี เป็นต้น รวมทั้งเชื่อว่าชีวิตของเรานี้จะดับสูญไปเมื่อร่างกายตาย ดังนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ควรแสวงหาความสุขให้เต็มอิ่ม เพราะเมื่อตายไปแล้วก็จะไม่ได้เกิดมาเสพความสุขได้อีกแล้ว”  ซึ่งความเห็นนี้มีผลเสียตรงที่คนที่เชื่อจะไม่ชอบทำความดี เพราะเชื่อว่าไม่มีผลดี และไม่กลัวการทำความชั่ว เพราะเชื่อว่าไม่ต้องรับโทษ จึงส่งผลทำให้สังคมเดือดร้อนวุ่นวาย

ความเห็นทั้งสองนี้พระพุทธเจ้าสอนว่าเป็นความเห็นผิด คือเป็นความเห็นที่สุดโต่งไปในทาง มี กับ ไม่มี ซึ่งเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมชาติ และเมื่อเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง จึงไม่ใช่ปัญญาที่จะนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้

ส่วนความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมชาติ (สัมมาทิฏฐิ) ที่เป็นปัญญาสำหรับนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์นั้นก็คือ ความเห็นที่อยู่ตรงกลางระหว่างความเห็นผิดทั้งสอง คือเป็นความเห็นว่า ชีวิตของเรา (คือร่างกายกับจิตใจ) นี้มันก็มีตัวตนอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจะไม่มีตัวตนใดๆเลยเหมือนพวกนิรัตตา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นตัวตนอมตะเหมือนพวกอัตตา คือชีวิตของเรานี้ มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาเป็นตัวตนมายาหรือเพียงชั่วคราวเท่านั้น จึงเรียกว่าเป็นอนัตตา (คือไม่ใช่อัตตา) ซึ่งตัวตนชั่วคราวนี้ เมื่อทำกรรมใดลงไปแล้วจะต้องได้รับผลเสมอ ไม่ใช่ว่าไม่ต้องรับผลใดๆเลยอย่างพวกนิรัตตา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไปรับเอาต่อเมื่อตายไปแล้วอย่างพวกอัตตา โดยผลที่ได้รับก็คือความรู้สึกของจิตใจ ที่เกิดขึ้นเมื่อได้ทำกรรมใดๆลงไป (คือทำดีก็สุขใจ ทำชั่วก็ทุกข์ใจ)

ส่วนเรื่องภายหลังจากการตายแล้วนั้น พุทธศาสนาจะไม่สอนว่ามีตัวตนไปเกิดหรือดับสูญ เพราะเมื่อจิตหรือวิญญาณของเรานี้ มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นมันจึงไม่ได้มีตัวตนของใครมาเกิด หรือไปเกิด หรือดับสูญ คือเรียกว่า “มันสูญมาตั้งแต่ยังไม่ตาย” นั่นเอง จึงทำให้ไม่จัดว่าเป็นพวกตายแล้วเกิดอย่างพวกอัตตา หรือตายแล้วสูญอย่างพวกนิรัตตา 

กรรมที่แท้จริงของพุทธศาสนา

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า คำสอนเรื่องกรรมและผลของกรรมที่สอนว่า เมื่อมนุษย์ทำกรรมใดแล้วจะต้องไปรับผลของกรรมในชาติต่อไปหรือจากตายไปแล้วนั้น เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า แต่หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่นาน คำสอนนี้ก็ได้ปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนาโดยชาวพุทธไม่รู้ตัว

สำหรับพุทธศาสนา คำว่า กรรม แปลว่า การกระทำด้วยเจตนา ซึ่งเจตนาก็คือ กิเลส ส่วนผลของกรรมเรียกว่า วิบาก ซึ่งคำสอนเรื่องกรรมของพุทธศาสนานี้ก็คือการสอนเรื่องจิตใต้สำนึก ที่สอนว่าเมื่อตัวตนมายาหรือชั่วคราวนี้ทำความดี (สรุปอยู่ที่การช่วยเหลือผู้อื่น) ไม่ว่าจะทำด้วยร่างกาย (คือมีเจตนาที่จะไม่เบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินรวมทั้งกามารมณ์ของผู้อื่น) หรือการพูด (คือการมีเจตนาที่จะไม่พูดโกหก คำหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ) หรือจิตคิด (คือไม่คิดโลภ ไม่คิดโกรธ มีความเห็นถูก) ก็ตาม ก็จะเกิดผลดีโดยตรง คือมีความสุขใจ-อิ่มใจขึ้นมาทันที (หรืออาจเกิดเมื่อทำเสร็จแล้วก็ได้) แต่ถ้าตัวตนชั่วคราวนี้ทำความชั่ว (สรุปอยู่ที่การเบียดเบียนผู้อื่น) ไม่ว่าจะทำด้วยร่างกาย (คือมีเจตนาในการเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินรวมทั้งกามารมณ์ของผู้อื่น) หรือการพูด (คือการมีเจตนาที่จะพูดโกหก คำหยาบ ส่อเสียด เพ้อเจ้อ) หรือจิตคิด (คือคิดโลภ คิดโกรธ มีความเห็นผิด)  ก็ตาม ก็จะเกิดผลชั่วโดยตรง คือมีความร้อนใจ-ไม่สบายใจขึ้นมาทันที (หรืออาจเกิดเมื่อทำเสร็จแล้วก็ได้)   

ยังมีผลของกรรมโดยอ้อมที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนก็คือความเชื่อที่ว่า “ถ้าทำความดีแล้วจะมีคนมาชมเชยหรือให้รางวัล หรือทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรื่อง แต่ถ้าทำความชั่วแล้วจะถูกติเตียนหรือถูกลงโทษ หรือทำให้ชีวิตตกต่ำหรือวิบัติ” ซึ่งผลโดยอ้อมนี้มันไม่แน่นอน มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยภายนอก อย่างเช่น เมื่อทำดีแล้วไม่มีใครรู้ ก็ไม่มีใครมาชมเชยหรือให้รางวัล หรือเมื่อทำชั่วแล้วปกปิดเอาไว้ได้ ก็ไม่มีใครรู้ จึงไม่ถูกติเตียน ไม่ถูกลงโทษ เป็นต้น ซึ่งจากความเชื่อนี้เองที่ทำให้เกิดคำพูดว่า “ทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่พอทำชั่วกลับได้ดี” ขึ้นมา เพราะเข้าใจผิดคิดว่า ผลโดยอ้อมนี้คือผลของกรรมตามที่พระพุทธเจ้าสอน (การทำดีแล้วมีผลดีนี้บางทีก็เรียกว่า บุญ ส่วนการทำชั่วแล้วมีผลไม่ดีนี้บางทีก็เรียกว่า บาป)

สรุปได้ว่าคำสอนเรื่องกรรมที่แท้จริงของพุทธศาสนาก็คือ การสอนเรื่องการกระทำด้วยกิเลสที่ทำให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา และทำให้เกิดความทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเราที่ดี หรือตัวเราที่ชั่วก็ตาม คือถ้าเป็นตัวเราที่ดีก็จะเป็นกิเลสฝ่ายดี ก็จะเกิดตัวเราที่มีความสุขใจ ที่มีทุกข์ซ่อนเร้น แต่ถ้าเป็นตัวเราที่ชั่ว ก็จะเป็นกิเลสฝ่ายชั่ว ก็จะเกิดตัวเราที่มีความร้อนใจ ที่มีทุกข์เปิดเผย  แต่ถ้าเราปรารถนาจะไม่มีความทุกข์ใดๆ จะต้องไม่มีกิเลสและความยึดถือว่ามีตัวเราเท่านั้น จึงจะไม่มีความทุกข์ใดๆเลย ซึ่งเรื่องกรรมและวิบากนี้ จัดเป็นเรื่องที่ไม่ควรสนใจนำมาศึกษา เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาเพื่อดับทุกข์ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ทำให้จมติดอยู่ในทุกข์ ดังนั้นเมื่อเราเริ่มต้นศึกษาเรื่องการดับทุกข์ จึงไม่ควรสนใจศึกษาเรื่องกรรม (โดยเฉพาะเรื่องกรรมชนิดข้ามภพข้ามชาติที่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า) เพียงเราเข้าใจว่าเรื่องกรรมที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น เป็นการสอนเรื่องของจิตใต้สำนึกว่า “เมื่อทำความดีก็จะเกิดผลดีคือความสุขใจ แต่ถ้าทำความชั่วก็จะเกิดผลชั่วคือความร้อนใจ” เท่านี้ก็พอแล้ว

อนุสัย  ๓

อนุสัย  หมายถึง  ความเคยชิน   คือทุกครั้งที่จิตของเราได้เกิดกิเลสขึ้นมาแล้ว และแม้มันจะดับไปแล้วก็ตาม  แต่มันจะทิ้งความเคยชินไว้ให้แก่จิตใต้สำนึกของเราเสมอ เมื่อมีเรื่องหรือสิ่งภายนอกที่รุนแรงมาสัมผัสจิต ก็จะทำให้กิเลสเกิดขึ้นมาอีกได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเราไม่สามารถควบคุมมันได้ (ที่เรียกว่าอาสวะกิเลส) คือมันจะทำให้จิตของเราเกิดกิเลสตัวนั้นได้ง่ายยิ่งขึ้น  ยิ่งถ้าเกิดกิเลสขึ้นมาบ่อยๆก็จะยิ่งมีอนุสัยมากขึ้น  ซึ่งอนุสัยนี้ถ้าจะแยกแล้วก็ได้  ๓  ประเภท อันได้แก่

               ๑.  ราคานุสัย        ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภทราคะขึ้นมาอีก

               ๒.  ปฏิฆานุสัย      ความเคยชินที่จะเกิดกิเลสประเภทโทสะขึ้นมาอีก

               ๓.  อวิชชานุสัย     ความเคยชินที่จะเกิดอวิชชาขึ้นมาอีก

พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเอาไว้ว่า  “ไม่ว่ากิเลสตัวใดจะเกิดขึ้นมาในจิตเรา มันหาได้ทิ้งความเคยชินที่จะเกิดเฉพาะกิเลสของตัวนั้นไว้ไม่ แต่มันจะเกิดความเคยชินของกิเลสที่เหลืออีกสองตัวทิ้งเอาไว้ให้แก่จิตด้วยเสมอทุกครั้ง” คือสรุปว่าไม่ว่ากิเลสตัวใดจะเกิดขึ้น มันจะทิ้งอนุสัยของกิเลสทุกตัวไว้ให้ด้วยเสมอ นี่เองที่ทำให้คนที่มีราคะมากๆ ก็จะมีโทสะมาก และมีอวิชชามากตามไปด้วย เป็นต้น

สังโยชน์  ๑๐

สังโยชน์  หมายถึง  เครื่องผูก  คือหมายถึง สิ่งที่ผูกจิตให้ติดอยู่กับความทุกข์ คือเมื่อจิตของเรามีความเคยชินของอวิชชาและกิเลสอยู่ในจิตใต้สำนึกมากๆ เมื่อมีสิ่งหรือเรื่องภายนอกที่รุนแรงมาสัมผัสจิต ก็จะทำให้จิตเกิดกิเลสขึ้นมาทันทีอย่างห้ามไม่ได้ แล้วก็ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ซึ่งลักษณะนี้เองที่เรียกว่าเป็นสังโยชน์ คือเป็นสิ่งที่ผูกจิตเอาไว้ให้ติดอยู่กับความทุกข์ ซึ่งสังโยชน์นี้มีอยู่ ๑๐ ตัว ที่เมื่อแยกตามลำดับจากหยาบไปหาละเอียดก็ได้แก่

๑. สักกายทิฎฐิ  ความเห็น (เข้าใจ) ว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นตัวตน (เป็นอัตตา)

๒. วิจิกิจฉา    ความไม่แน่ใจในสิ่งหรือคำสอนที่เชื่อถืออยู่ (คือในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และการปฏิบัติของเรา) ว่ามีจริงหรือไม่? หรือถูกต้องหรือไม่?

๓. สีลัพพตปรามาส  การปฏิบัติศีลและข้อปฏิบัติต่างๆที่ผิดจากจุดมุ่งหมายที่แท้จริง (งมงาย)

๔. กามราคะ    ความกำหนัดยินดีในกามารมณ์ (เรื่องทางเพศ)

๕. ปฏิฆะ   ความรู้สึกอึดอัดขัดเคืองใจ (เช่นความโกรธ)

๖. รูปราคะ   ความติดใจในความสุขจากรูปารมณ์ (พวกวัตถุ)

๗. อรูปาราคะ  ความติดใจในความสุขจากอรูปารมณ์ (พวกชื่อเสียงเกียรติยศ)

๘. มานะ  ความถือตัวเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น (ว่าเหนือ หรือเสมอ หรือต่ำกว่า)

๙. อุจธัจจะ  ความฟุ้งซ่านหรือความตื่นเต้นเล็กๆน้อย

๑๐. อวิชชา  สัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน (ความรู้ว่ามีตนเอง)

เมื่อเกิดดวงตาเห็นธรรมก็จะทำลายสังโยชน์  ๓   ตัวแรกได้ (คือมีความเข้าใจแล้วว่าในชีวิตของเรานี้ไม่มีสิ่งที่จะเป็นตัวตนของเราได้จริง) ส่วนสังโยชน์ที่ละเอียดที่เหลือนั้นจะต้องมีการปฏิบัติอริยมรรคให้มากและต่อเนื่อง  จนทำให้ความเคยชินของกิเลสและอวิชชาที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึก ถูกตัดอาหารหรือขาดความเคยชินเพิ่ม มันก็จะค่อยๆแห้งเหี่ยวตายหรือหมดความเคยชินไปของมันเอง

พระอริยะบุคคล

ปุถุชน หมายถึง คนที่ยังมีกิเลสหนาแน่น และยังไม่เห็นแจ้งอริยสัจ ๔  ซึ่งตามธรรมดาแล้วความทุกข์ของปุถุชนนั้นก็มีทั้งอย่างรุนแรงและไม่รุนแรง ซึ่งความทุกข์ของปุถุชนนั้นมันก็สามารถที่จะระงับ หรือดับลงเองอย่างชั่วคราวได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ปุถุชนไม่สามารถควบคุมให้มันระงับหรือดับลงได้ตามที่ต้องการเท่านั้น

อริยะชน หรือ พระอริยะ หมายถึง บุคคลที่ไกลจากกิเลส (คือมีกิเลสน้อยตลอดจนไม่มีกิเลสเลย) หรือหมายถึง บุคคลที่ประเสริฐ ซึ่งพระอริยะนี้มี ๔ ระดับ อันได้แก่

๑. พระโสดาบัน คือจิตมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว และสามารถทำลายสังโยชน์ ๓ ตัวแรกได้แล้ว ก็สมมติเรียกว่าพระโสดาบัน ที่หมายถึงผู้ที่เข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพานแล้ว ซึ่งพระโสดาบันนี้ก็ยังเผลอขาดสติ (ลืมระลึกถึงปัญญา) ได้บ่อยๆ จนทำให้ความทุกข์ที่รุนแรงเกิดขึ้นได้บ่อยๆ แต่ไม่นานก็จะมีสติรู้ตัว (ระลึกถึงปัญญา) และนิพพาน (คือทุกข์ที่รุนแรงได้ดับลง) ในที่สุด ซึ่งพระโสดาบันนี้ยังมีครอบครัวได้เพราะยังมีกามราคะอยู่

. พระสกิทาคามี คือจิตที่จะเกิดความทุกข์อีกเพียงครั้งเดียวก็จะดับทุกข์ได้ทันที ซึ่งพระสกิทาคามีก็คือพระโสดาบันที่ปฏิบัติมากขึ้น จนสามารถดับทุกข์ที่รุนแรงได้ทันทีทุกครั้งที่ความทุกข์ที่รุนแรงได้เกิดขึ้น คือดับได้เร็วกว่าพระโสดาบัน แต่ก็ตัดสังโยชน์ได้เท่าพระโสดาบัน

๓. พระอนาคามี หมายถึง ผู้ไม่มีเรือน ซึ่งพระอนาคามีก็คือพระสกิทาคามีที่ปฏิบัติมากขึ้นจนสามารถทำลายสังโยชน์ได้ ๗ ตัว และมีสติอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งไม่มีความทุกข์ที่รุนแรงแล้วอย่างถาวร  จะมีเพียงความทุกข์ที่เบาบางอยู่บ้างเท่านั้น ซึ่งพระอนาคามีนี้จะไม่มีครอบครัวแล้ว (เพราะไม่มีกามราคะแล้ว)

๔. พระอรหันต์  หมายถึง ผู้บริสุทธิ์ ซึ่งพระอรหันต์ก็คือพระอนาคามีที่ปฏิบัติมากขึ้น จนสามารถทำลายสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ตัวได้หมดแล้ว  จึงทำให้ท่านมีสติสมบูรณ์ และความทุกข์ทั้งหลายก็ได้ดับลงอย่างสนิทแล้วอย่างถาวร และมีนิพพานสูงสุด หรือสงบเย็นอย่างสูงสุดและถาวร

ความจริงแล้วพระอริยะบุคคลเหล่านี้ ก็ไม่มีใครที่จะมายึดถือว่าตัวเองเป็นใครหรืออะไร เพราะท่านมีความเห็นแจ้งในชีวิตแล้วว่า “มันไม่ได้มีตัวตนของใครๆอยู่จริง” ถ้าจิตใดยังมีความยึดถือว่ามีตัวเองเป็นพระอริยะอยู่ ก็หมายความว่าจิตนั้นยังมีกิเลสครอบงำอยู่อย่างลึกซึ้ง ยังไม่ได้เป็นพระอริยะตามที่สมมติจริง ซึ่งพระอริยะทั้งหลายนี้ จะมีหน้าที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือ ช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์และช่วยโลกให้มีสันติภาพ ด้วยการสอนให้มวลมนุษย์ตื่นขึ้นมารู้แจ้งชีวิตโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆแม้คำว่าขอบคุณ ซึ่งผลจากการปฏิบัติหน้าที่นี้ก็คือ ความสงบเย็นหรือนิพพานอันเป็นผลที่ธรรมชาติตอบแทนมาให้

สภาพพื้นฐานของชีวิตนั้น จิตของปุถุชนกับจิตของพระอริยะ ก็จะไม่มีความแตกต่างกันเลย คือมีความไม่เที่ยง มีสภาวะที่ต้องทน และไม่ใช่ตัวตนของใครจริงเหมือนกันหมด แต่จะต่างกันตรงที่ปุถุชนจะไม่สามารถดับทุกข์ของตัวเองได้ตามที่ต้องการ เพราะไม่รู้จักวิธีการดับทุกข์ที่ถูกต้อง  ส่วนพระอริยบุคคลนั้นท่านสามารถที่จะดับทุกข์ของจิตใจท่านได้ตามความสามารถของท่าน เพราะท่านรู้วิธีการดับทุกข์ที่ถูกต้องแล้ว ซึ่งเรื่องพระอริยะบุคคลนี้จัดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรสนใจ (อจินหตย) เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาเรื่องการดับทุกข์ เพียงเรารู้ว่าเป็นเรื่องของจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสเท่านั้นก็พอแล้ว

จากเรื่องพระอริยะบุคคลนี้ บางคนอาจจะคิดว่า เรื่องความพ้นทุกข์แล้วมีผลเป็นความสงบเย็นเพียงแค่นี้ เป็นเรื่องง่ายๆหรือธรรมดาเกินไป หรือไม่น่าตื่นเต้น ไม่น่าสนใจ มันน่าจะมีผลอะไรที่มากยิ่งไปกว่านี้ เช่น ได้บรรลุถึงความเป็นตัวตนอมตะ ที่มีแต่ความสุขและไม่มีความทุกข์ใดๆอยู่ชั่วนิรันดร หรือบรรลุเป็นผู้วิเศษ หรือได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่และมีผู้คนเคารพนับถือมากๆ เป็นต้น ตามที่ปุถุชนทั้งหลายอยากจะเป็น แต่ถ้าเราจะเข้าใจความเป็นอนัตตาของชีวิตอย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะพบว่า “เมื่อไม่มีอะไรที่จะมาเป็นตัวเราจริงๆ แล้วจะอยากได้อะไรไปเพื่อใคร?” แต่ถึงแม้จะได้ก็ “ไม่มีใครที่ได้จริงและไม่มีอะไรที่ได้จริง” ดังนั้นเพียงแค่จิตมันไม่มีความทุกข์ เท่านี้ก็นับว่าเป็นสิ่งสูงสุด (คือมีประโยชน์หรือคุณค่าสูงสุด) สำหรับจิตที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงนี้แล้ว

มนุษย์เกิดมาเพื่อทำหน้าที่

ถ้ามีคนมาถามว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร? คนที่เข้าใจชีวิตอย่างถูกต้องแล้วว่ามันไม่มีเราอยู่จริงก็ตอบไม่ได้ เพราะแท้จริงมันไม่มีเรามาเกิด และถ้ามีคนมาถามอีกว่า ตายแล้วไปไหน? ก็ตอบไม่ได้อีก เพราะไม่มีใครตาย มีแต่สิ่งที่ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและแตก-ดับหายไปตามธรรมชาติเท่านั้น ความเห็นว่ามีเรามาเกิดและมีเราตายนั้น เป็นความเห็นของคนที่ยังไม่เข้าใจถึงความจริงสูงสุดของธรรมชาติที่ว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นตัวตนของมันจริงๆ”

เมื่อธรรมชาติได้ปรุงแต่งให้เกิด “ตัวเรามายาหรือตัวเราชั่วคราว” ขึ้นมาแล้ว เราควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะได้รับสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรได้รับ? คือเมื่อธรรมชาติได้ปรุงแต่งให้เกิดเราขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องปฏิบัติตามที่กฎของธรรมชาติกำหนดมา นั่นก็คือ หน้าที่ ซึ่งหน้าที่นี้คือสิ่งที่เราต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ปฏิบัติตาม เราก็จะเป็นทุกข์และทรมาน โดยหน้าที่ที่เราต้องปฏิบัตินั้นก็ได้แก่ การปฏิบัติเพื่อไม่ให้ร่างกายทรมาน และไม่ให้จิตใจเป็นทุกข์

ปัจจัยพื้นฐานของร่างกายนั้นต้องการอาหาร, น้ำ, อุณหภูมิพอเหมาะ, อากาศบริสุทธิ์, พร้อมทั้งเสื้อผ้า, ที่อยู่อาศัย, ยารักษาโรค, การออกกำลังกาย, และการดูแลรักษาสุขภาพ เป็นต้น อย่างพอเหมาะพอควร (คือไม่มากหรือน้อยเกิน) เพื่อบริหารร่างกายให้ดำรงอยู่อย่างไม่ลำบากหรือไม่ทรมาน ถ้าขาดปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ ร่างกายก็จะเจ็บปวดหรือทรมานและตายได้ ดังนั้นการทำงานที่สุจริต เพื่อให้ได้ปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้มาบริหารร่างกาย จึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญ ถ้าเราไม่ทำงานก็จะไม่มีปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ เมื่อไม่มีปัจจัยพื้นฐานเหล่านี้ ร่างกายก็จะเจ็บปวดหรือทรมาน

แต่การที่จะมีปัจจัยพื้นฐานอย่างพอเพียงและมีงานที่สุจริตอย่างมั่นคง เราจำเป็นต้องมีครอบครัวที่ดี, มีสังคมที่ดี, มีประเทศชาติที่สงบมั่นคง, และมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์สมบูรณ์ ดังนั้นหน้าที่ในการดูแลครอบครัว, หน้าที่ในการดูแลสังคม, หน้าที่ในการดูแลประเทศชาติ, และหน้าที่ในการดูแลธรรมชาติ จึงจัดเป็นหน้าที่ของชีวิตด้วยเหมือนกัน ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้ให้ถูกต้องและสมบูรณ์ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งเหล่านี้ แล้วก็จะเกิดผลเลวร้ายกลับมาทำให้ชีวิตของเราเกิดความเดือดร้อน หรือเกิดความเจ็บปวดทรมานร่างกายขึ้นมาได้

เมื่อทำงานและมีปัจจัยมาบริหารร่างกายจนร่างกายมีความปกติสุขแล้ว แต่ถ้าจิตใจยังคงมีความทุกข์อยู่ ก็เรียกว่ายังไม่ได้ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ เพราะจิตใจยังมีความทุกข์อยู่ ดังนั้นการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจ จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคน  หรือเป็นหน้าที่ที่สำคัญเท่าๆกับหน้าที่ในการดูร่างกาย อีกทั้งการเผยแผ่คำสอนเรื่องการศึกษาและปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ไปยังเพื่อนมนุษย์ ก็เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่เข้าใจแล้วต้องปฏิบัติ  เพื่อช่วยให้มีคนดีและมีปัญญาเกิดขึ้นมาในสังคมและโลกมากๆ อันจะช่วยให้สังคมสงบสุขและโลกมีสันติภาพ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติหน้าที่นี้ สังคมและโลกก็จะไม่มีคนดีและมีปัญญา อันจะส่งผลกลับมาทำให้ชีวิตของเราต้องพบกับความเดือดร้อนได้ เพราะมีแต่คนชั่วเต็มบ้านเต็มเมือง

การเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้านี้ ก็เท่ากับเป็นการปฏิบัติเพื่อเพิ่ม “บารมี” อยู่แล้วในตัว (บารมี หมายถึง นิสัยหรือคุณสมบัติที่จะช่วยให้การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์บังเกิดผลอย่างสูงสุดได้ ซึ่งบารมีนี้ก็มีอยู่ ๑๐ อย่าง ได้แก่ ความเสียสละ, การไม่ลุ่มหลงกามารมณ์, และการมีศีล, มีความรอบรู้, มีความอดทน, มีความเพียร, มีความจริงใจ, มีความตั้งใจมั่นคง, มีความเป็นมิตรต่อทุกอย่างเสมอหน้า, และมีความปล่อยวาง) ถ้าขาดการเผยแผ่ ก็จะขาดบารมี เมื่อไม่มีบารมีหรือมีไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ก็จะทำให้การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของเราไม่บังเกิดผลอย่างสูงสุดได้ เพราะบารมีก็คือปัจจัยที่สำคัญที่จะมาสนับสนุนการปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผลอย่างสูงสุดได้

สรุปได้ว่า มนุษย์เกิดมาเพื่อมาทำหน้าที่ หน้าที่จึงเป็นสิ่งสูงสุดสำหรับมนุษย์ทุกคน ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ของร่างกายให้ถูกต้องสมบูรณ์ เราก็จะมีความเดือดร้อนทางร่างกาย แต่ถ้าเราได้ปฏิบัติหน้าที่ของร่างกายได้ถูกต้องสมบูรณ์ ก็จะเกิดผลเป็นความปกติสุขของชีวิต และสันติภาพของโลก ส่วนการไม่ปฏิบัติหน้าที่ของจิตใจ ก็จะเกิดผลเป็นความทุกข์ของจิตใจ แต่ถ้าเราปฏิบัติหน้าที่ของจิตใจได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ก็จะมีผลเป็น นิพพาน

        สรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าได้ทรงสรุปคำสอนเรื่องการดับทุกข์ทั้งหมดของพระพุทธองค์ เอาไว้ในประโยคที่ว่า

“สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรา”

ทุกสิ่งทุกอย่างของธรรมชาตินั้น มันก็เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง คือเป็นสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากเหตุและปัจจัย ดังนั้นมันจึงมีความไม่เที่ยง คือมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแตก-ดับอยู่ตลอดเวลา และบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะมันไม่มีตัวตนที่แท้จริงเป็นของมันเอง ซึ่งแม้จิตที่รู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้ก็เป็นธรรมชาติที่มีความไม่เที่ยงและไม่มีตัวตนที่แท้จริงเป็นของตนเองด้วยเหมือนกัน

จิตที่ไม่รู้ความจริงของธรรมชาติเรื่องนี้ ก็จะยึดถือเอาตัวจิตเองและสิ่งที่เกี่ยวข้องว่าเป็นตัวตน-ของตน เมื่อสิ่งที่ยึดถือไว้นี้ยังคงเป็นไปตามที่จิตอยากจะให้เป็น ตัวตนนี้ก็ยังมีความสุขอยู่ แต่เมื่อสิ่งที่ได้ยึดถือเอาไว้นี้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะที่ไม่อยากจะให้เป็น เช่น ร่างกายมีความทุกข์ทรมาน, ร่างกายมีความแก่, ร่างกายมีความเจ็บป่วย, ร่างกายกำลังจะตาย, หรือคนที่รักได้จากไป, หรือเมื่อต้องประสบกับสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว, หรือเมื่อเกิดความผิดหวัง เป็นต้น ตัวตนนี้ก็จะเกิดความเศร้าโศก เสียใจ หรือเป็นทุกข์อย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งจากเหตุนี้เองพระพุทธเจ้าจึงสอนไม่ให้ไปยึดถือสิ่งใดๆว่าเป็นตัวเรา-ของเรา ถ้ายึดถือก็จะทำให้จิตเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดถือจิตก็จะไม่เป็นทุกข์

สรุปได้ว่า ถ้าใครได้รู้อย่างถูกต้องเพียงแค่ประโยคนี้ ก็เท่ากับได้รู้จักคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนา ถ้าใครปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้ปฏิบัติทั้งหมดของพุทธศาสนา และถ้าใครได้รับผลเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดจากพุทธศาสนาแล้ว

แก่นพุทธศาสนา

พุทธศาสนาในปัจจุบันจะประกอบด้วยศาสนวัตถุ (สิ่งก่อสร้าง), ศาสนาพิธี (พิธีกรรมต่างๆ), ศาสนาบุคคล (นักบวช), และศาสนาธรรม (คำสอน)  แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่แก่นแท้ของพุทธศาสนา  ซึ่งเรื่องนี้พระพุทธองค์ได้ทรงเปรียบการศึกษาและปฏิบัติในศาสนา (คำสอนของพระพุทธองค์) ว่า เหมือนกับการไปแสวงหาต้นไม้ใหญ่ ที่มีทั้งกิ่งและใบ สะเก็ด เปลือก กะพี้ และแก่น ที่เราจะไปเลือกเอาสิ่งใดมาใช้ให้เป็นประโยชน์ อันได้แก่

“ความสมบูรณ์ด้วย ลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ จัดเป็นเพียงกิ่งและใบของศาสนา

ความสมบูรณ์ด้วย ศีล จัดเป็นเพียงสะเก็ดของศาสนา

ความสมบูรณ์ด้วย สมาธิ จัดเป็นเพียงเปลือกของศาสนา

ความสมบูรณ์ด้วย สัมมาทิฎฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) จัดเป็นกะพี้ของศาสนา

ความหลุดพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง (ถาวร) จัดเป็นแก่นของศาสนา”

จากจุดนี้เราก็สามารถสำรวจว่า ตัวเราเองหรือใครหรือสังคมใดเข้าถึงพุทธศาสนาในระดับใด   ซึ่งการที่ถาวรวัตถุของศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองและมีผู้คนนับถือมากมายนั้น ยังเป็นแค่เพียงกิ่งและใบของพุทธศาสนาเท่านั้น  แม้การที่ผู้คนมีศีลหรือหรือมีสมาธิก็ยังไม่ใช่แก่นของพุทธศาสนา แม้การเข้าใจหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง (มีสัมมาทิฏฐิ) ก็ยังเป็นเพียงเข้าใกล้แก่นของคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น จะต้องถึงขั้นปฏิบัติจนดับทุกข์ได้ถาวร (นิพพานถาวร ) จึงจะชื่อว่าเข้าถึงแก่นของคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้

ธรรมชาติของต้นไม้ใหญ่ก็ต้องมีทั้งกิ่งใบ, สะเก็ด, เปลือก, กะพี้, และแก่น จึงจะทำให้ต้นไม้นั้นดำรงอยู่ได้ หรือนำมาใช้ประโยชน์ได้ ถ้าต้นไม้ใดมีแต่กิ่งและใบมากเกินไปโดยไม่มีแก่น ต้นไม้นั้นก็จะหักโค่นได้โดยง่าย หรือนำเอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ ซึ่งพุทธศาสนาก็เหมือนกัน คือจะต้องมีทั้งลาภสักการะและเสียงสรรเสริญ, มีผู้ปฏิบัติศีลอย่างถูกต้องเคร่งครัดมากๆ, มีผู้ปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจังมากๆ, มีผู้มีความเห็นถูกต้องมากๆ, และมีผู้หลุดพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิงอยู่บ้าง พุทธศาสนาจึงจะมั่นคงอยู่ได้อย่างถาวร แต่ถ้าพุทธศาสนามีแต่ลาภสักการะและเสียงสรรเสริญมากมาย หรือมีแต่สิ่งก่อสร้างใหญ่โตมากมาย แต่คนที่จะปฏิบัติศีลอย่างถูกต้องเคร่งครัดกลับมีน้อย แม้คนที่จะฝึกสมาธิจริงจังก็มีน้อย และคนที่จะมีความเห็นถูกต้องก็ไม่มี รวมทั้งคนที่หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถาวรก็ไม่มี อย่างนี้พุทธศาสนาก็ย่อมที่จะดำรงอยู่ไม่ได้ หรือมีแต่ชื่อว่าเป็นพุทธ แต่ไม่มีแก่นแท้ของความเป็นพุทธอยู่เลย   

การนำอริยสัจ ๔ มาใช้ในชีวิตจริง

อริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อความไม่มีทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน คือทั้งทำให้ความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ดับลงทันทีชั่วคราว และทั้งป้องกันไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้นมาอีกในอนาคตอย่างถาวรหรือตลอดชีวิต ซึ่งในการปฏิบัติจะต้องใช้ปัญญาและสมาธิมาทำงานร่วมกัน โดยมีศีลมาเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว โดยหลักอริยสัจ ๔ นี้แม้ผู้ครองเรือนก็สามารถปฏิบัติได้โดยไม่จำเป็นต้องบวชเป็นพระภิกษุ

เมื่อเราได้ศึกษาจนเกิดมีปัญญาอย่างแท้จริงแล้ว การปฏิบัติก็ไม่ยาก เพราะเราสามารถปฏิบัติได้ทุกสถานที่และทุกเวลาที่ตื่นอยู่ เพียงเราเปลี่ยนการมองโลกจากการที่มองเพียงผิวเผินแล้วเห็นแต่ตัวตนสมมติ ให้มาเป็นการมองอย่างลึกซึ้งคือมองเห็นถึงความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (คือเห็นอนัตตา)  คือเมื่อเราต้องพบปะผู้คน หรือเมื่อต้องทำหน้าที่การงานหรือกิจวัตรประจำวันอยู่ เราก็ต้องมีสติ (ความระลึกได้) ระลึกถึงปัญญา (เรื่องความเป็นอนิจจัง, ทุกขัง, และอนัตตาในทุกสิ่ง โดยเฉพาะในร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกว่าเป็นตัวเรา) ด้วยความตั้งใจอย่างที่สุด (คือด้วยสมาธิ) และระวังอย่าให้จิตเกิดความพอใจและไม่พอใจ (เกิดกิเลสหรือตัณหา) ต่อสิ่งใดๆในโลกอยู่ตลอดเวลา ส่วนเวลาว่างเราก็มาฝึกสมาธิให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นหรือพิจารณาธรรมะให้เกิดปัญญาแตกฉานยิ่งขึ้น เพียงเท่านี้ก็เท่ากับเป็นการปฏิบัติตามหลักการดับทุกข์ของอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องแล้ว

สิ่งที่จะชี้วัดว่าการปฏิบัติของเรานี้ถูกต้องแล้วคือ ความทุกข์ได้ดับลง หรือลดลง (ในกรณีที่ความทุกข์กำลังเกิดอยู่) หรือไม่มี (ในกรณีที่ความทุกข์ยังไม่เกิด) และนิพพานปรากฏ แต่ถ้าปฏิบัติแล้วความทุกข์ไม่ดับลง หรือไม่ลดลง หรือปฏิบัติแล้วความทุกข์กลับยิ่งเพิ่มขึ้นก็แสดงว่า การปฏิบัติของเราผิดพลาด ซึ่งอาจเกิดจากการไม่มีศีล, หรือไม่มีสมาธิ, หรือไม่มีปัญญา ซึ่งวิธีแก้ไขก็คือ ถ้าไม่มีศีลก็ต้องตั้งใจปฏิบัติศีลให้สมบูรณ์, ถ้าไม่มีสมาธิ ก็ต้องหมั่นฝึกสมาธิให้มากเมื่อมีเวลาว่าง, หรือถ้าไม่มีปัญญาหรือปัญญาไม่แหลมคมพอ ก็ต้องมาตั้งใจพิจารณาธรรมะ จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดในความเป็นอนิจจัง, ทุกขัง, และอนัตตาในทุกสิ่ง โดยเฉพาะในร่างกายและจิตใจของเราเอง

สรุปได้ว่า หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้เป็นของสากลและเป็นหลักที่ตรงกันหรือเหมือนกันกับหลักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด หรือนับถือศาสนาใด หรือมีความเชื่ออย่างไรก็ตาม เมื่อได้ศึกษาหลักอริยสัจ ๔ นี้จนเกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ก็สามารถนำเอาหลักอริยสัจ ๔ นี้มาปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับใครและไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ รวมทั้งไม่ขึ้นอยู่กับเวลาใดๆ ส่วนผู้ที่เบื่อหน่ายชีวิตเพราะมองเห็นความไร้สาระ จากการลุ่มหลงความสุขจากกามารมณ์ วัตถุฟุ่มเฟือย และเกียรติยศชื่อเสียง ที่นำความทุกข์มาให้อยู่เสมอ แล้วปรารถนาที่จะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถาวร ก็ต้องละทิ้งความสุขของโลก แล้วแสวงหาสถานที่สงบเพื่อศึกษาและปฏิบัติตามหลักอริยมรรคอย่างจริงจังต่อไป

สันติภาพเกิดขึ้นได้ถ้ามนุษย์เข้าใจเรื่องอนัตตา

หลักอนัตตาและอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ นอกจากจะนำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจมนุษย์ได้แล้ว ยังนำมาใช้สร้างสันติภาพให้แก่โลกได้อีกด้วย ซึ่งต้นเหตุที่โลกมีแต่วิกฤตการณ์ก็เป็นเพราะมนุษย์ถูกความโง่สูงสุด (ความรู้ผิดว่ามีตัวเอง) ครอบงำ จึงทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองอยู่จริงๆ เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวเอง จึงทำให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเองขึ้นมา, เมื่อมีความยึดถือว่ามีตัวเอง จึงทำให้มนุษย์มีความเห็นแก่ตัว, และเมื่อมีความเห็นแก่ตัวจึงทำให้เกิดความโลภ (อยากได้มาเป็นของตัวเอง) และโกรธ (อยากทำร้ายผู้อื่น), อันส่งผลทำให้เกิดการเบียดเบียนผู้อื่น รวมทั้งการเบียดเบียนสัตว์และป่าไม้ขึ้นมาอย่างมากมาย จนโลกมีแต่วิกฤติการณ์ทางสภาพแวดล้อมและทางสังคม แล้วก็ทำให้สันติภาพหายไปอย่างเช่นในปัจจุบัน

ส่วนวิธีสร้างสันติภาพตามหลักพุทธศาสนา ก็ทำได้โดยการสอนให้มนุษย์มีความเข้าใจในความเป็นอนัตตาของชีวิตอย่างถูกต้องว่า “มันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอยู่จริง มีแต่ตัวตนมายาหรือตัวตนชั่วคราวเท่านั้น ถ้าใครมายึดถือในตัวตนมายาหรือตัวตนชั่วคราวนี้ว่าเป็นตนเองจริงๆ ก็จะทำให้จิตใจเป็นทุกข์และทำให้ชีวิตเดือดร้อน รวมทั้งทำให้โลกเกิดวิกฤตการณ์” เมื่อมนุษย์เกิดความเข้าใจถูกต้องเช่นนี้ก็จะทำให้ “ความรู้ผิดว่ามีตนเอง” หายไป แล้ว “ความรู้สึกว่ามีตนเองก็จะลดน้อยลง” แล้ว “ความยึดถือว่ามีตัวเอง” ก็จะลดน้อยลง, แล้ว “ความเห็นแก่ตัว” ก็จะลดน้อยลงตามด้วย, แล้วความโลภและโกรธก็จะลดน้อยลง, แล้วการเบียดเบียนผู้อื่น รวมทั้งการเบียดเบียนสัตว์และป่าไม้ก็จะลดน้อยลง, แล้วก็จะทำให้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ สัตว์ และป่าไม้เกิดขึ้นมาแทน, เมื่อการเบียดเบียนกันลดน้อยลงและมีการช่วยเหลือกันมากขึ้น วิกฤตการณ์ต่างๆของโลกก็จะลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไป, และเมื่อวิกฤตการณ์ไม่มี สันติภาพก็จะกลับคืนมาได้หลังจากที่ได้เสียมันไป

จบบทที่ ๔

จบบริบูรณ์

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.whatami.net)


|กลับหน้าแรก|