-๓-

บทที่ ๓ ปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาท ๑๒

ปฏิจจสมุปบาท แปลว่า การอาศัยกันและกันแล้วเกิดขึ้นพร้อมกัน คือในการสอนเรื่องสาเหตุของความทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ นั้น ถ้าจะแสดงอย่างย่อๆก็จะบอกว่า กิเลสหรือความยึดถือ (อุปาทาน) คือสาเหตุให้เกิดความทุกข์ แต่ถ้าจะบอกอย่างละเอียด ก็ต้องบอกว่า เพราะมีอวิชชาเป็นต้นเหตุ จึงทำให้จิตเกิดการปรุงแต่งให้เกิดอาการต่างๆขึ้นมาถึง ๑๒ อาการอย่างรวดเร็ว จึงเกิดความทุกข์ขึ้นมา ซึ่งอาการทั้ง ๑๒ นี้เองที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท

จากการที่เราได้ศึกษาเรื่องกฎอิทัปปัจจยตามาแล้วเราก็จะเข้าใจได้ว่า การที่สิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้ มันก็ต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่ง (หรือทำ) ให้เกิดขึ้น คือมันมีการผลักดันของเหตุและผลต่อๆกันไปเหมือนโดมิโน จนเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา ซึ่งการปรุงแต่งผลักดันกันจนเกิดความทุกข์ขึ้นมานี้เอง ที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท ดังนั้นปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นการอธิบายถึงเรื่องการเกิดขึ้นและดับหายไปของความทุกข์ (แม้เพียงชั่วคราว) อย่างละเอียด โดยปฏิจจสมุปบาทนี้ก็มี ๒ สาย คือ สายเกิดทุกข์ กับ สายดับทุกข์

โดยปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์นั้นก็มีอาการอยู่ ๑๒ อาการก็ได้แก่

๑. อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร

๒. สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ

๓. วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป

๔. นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะภายใน

๕. อายตนะภายในเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ

๖. ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา

๗. เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา

๘. ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน

๙. อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ

๑๐. ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ

๑๑. ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์

ในขณะที่จิตของเรากำลังเกิดความทุกข์อยู่นั้น จะมีอาการทั้ง ๑๒ นี้ปรุงแต่งผลักดันกันอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ วนเวียนอยู่ตลอดเวลา โดยมีอวิชชาเป็นต้นเหตุและมีความทุกข์เป็นผลสุดท้าย ซึ่งถ้าจะสรุปอาการทั้ง ๑๒ นี้ก็สรุปให้เข้าใจได้ง่ายๆก็ได้ว่า เมื่อจิตมีอวิชชา (ความรู้ว่ามีตัวเรา) ครอบงำ ก็จะทำให้จิตเกิดความรู้สึกว่าตัวเรา และเกิดความยึดถือว่าจิตใจและร่างกายนี้คือตัวเรา-ของเรา พร้อมทั้งเกิดความทุกข์ขึ้นมา ซึ่งความหมายของแต่ละอาการนั้น เราจะได้ศึกษากันโดยละเอียดต่อไป

ขันธ์บริสุทธิ์-ขันธ์ไม่บริสุทธิ์

ก่อนที่จะศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาท เราจะต้องเข้าใจเรื่องพื้นฐานของชีวิตคือร่างกายกับจิตใจหรือขันธ์ ๕ ก่อน ว่าขันธ์ ๕ นี้แยกได้ ๓ ลักษณะ คือ

๑. สุทธิขันธ์ คือขันธ์ที่บริสุทธิ์ตามธรรมชาติ ที่ยังไม่มีการยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือเป็นขันธ์ของใคร อย่างเช่นขันธ์ของเด็กที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆ หรือขันธ์ของคนทั่วไปขณะที่ว่างจากความยึดถือว่าเป็นตัวตน (หรือตัวเรา) ตามธรรมชาติ ซึ่งสุทธิขันธ์นี้ยังเป็นแค่ความบริสุทธิ์ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ที่ยังไม่มีสติปัญญาและสมาธิมาป้องกันหรือรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ ดังนั้นสุทธิขันธ์นี้จึงยังไม่ถาวร คือสามารถหายไปได้ถ้าเกิดอวิชชาขึ้นมาครอบงำจิต แล้วทำให้จิตเกิดการปรุงแต่งขึ้นมาตามหลักปฏิจจสมุปบาท จนเกิดความยึดถือว่าขันธ์ ๕ นี้คือตัวเรา-ของเราขึ้นมา ก็จะทำให้สุทธิขันธ์นี้หายไป แล้วกลายเป็นอุปาทานขันธ์ได้ แต่เมื่ออวิชชาดับหายไป สุทธิขันธ์ก็จะกลับมาปรากฏได้ใหม่เรื่อยไป (สุทธิขันธ์ ก็คือจิตประภัสสร)

๒. อุปาทานขันธ์ คือขันธ์ที่ถูกยึดครองแล้ว คือเมื่อจิตที่บริสุทธิ์อยู่แล้วตามธรรมชาติได้เกิดอวิชชา (ความรู้ว่ามีตัวเรา) ขึ้นมาครอบงำจิตขณะที่เกิดผัสสะ อวิชชาก็จะครอบงำจิตแล้วทำให้จิตเกิดการปรุงแต่งให้เกิดความยึดถือ (อุปาทาน) ว่าขันธ์ ๕ นี้คือตัวเรา-ของเราขึ้นมาพร้อมความทุกข์ ซึ่งนี่ก็คือการเกิดขันธ์ ๕ ขึ้นมาแล้วเพราะมีการยึดถือว่ามีตัวตนขึ้นมายึดครองขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตน-ของตน (หรือตัวเรา-ของเรา) แล้ว แต่ถ้าขันธ์ ๕ ไม่มีการยึดครอง (คือไม่มีอุปาทาน) ก็เรียกว่ายังไม่เกิดขันธ์ ๕ ขึ้นมา (คือยังเป็นสุทธิขันธ์อยู่)

๓. วิสุทธิธันธ์ คือขันธ์ที่บริสุทธิ์อย่างถาวร (คือตลอดที่ยังมีชีวิตอยู่) ที่เกิดจากการปฏิบัติอริยมรรค จนบังเกิดผลแล้วอย่างสมบูรณ์ คือสามารถทำลายความเคยชินของอวิชชาและกิเลส ที่อยู่ในจิตใต้สำนึกให้หมดสิ้นไปได้แล้วอย่างถาวร จึงทำให้มีสติปัญญาและสมาธิ มาคอยระวังรักษาสุทธิขันธ์ (หรือความประภัสสรของจิต) เอาไว้อยู่ตลอดเวลาที่จิตตื่นอยู่ จึงทำให้จิตไม่เกิดอวิชชาขึ้นขณะที่มีผัสสะ เมื่อไม่มีอวิชชา จิตก็จะไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดความยึดถือว่าขันธ์ ๕ นี้คือตัวเรา-ของเราขึ้นมาอีกอย่างถาวร (คือตลอดเวลาที่ยังมีจิตอยู่) เมื่อจิตไม่มีความความยึดถือ มันก็ไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็สงบเย็น หรือนิพพานได้ตลอดชีวิต

อวิชชาคืออะไร?

อวิชชา แปลว่า ไม่ใช่วิชชา ซึ่งคำว่า วิชชา หมายถึง ความรู้สูงสุด ซึ่งความรู้สูงสุดก็หมาถึง ความรู้ที่ดับทุกข์ได้  (ถ้าเป็นความรู้ทั่วไปเรียกว่า วิชา ที่แปลว่า ความรู้ ซึ่งเป็นความรู้ที่นำมาใช้ดับทุกข์ไม่ได้) ซึ่งความรู้ที่ดับทุกข์ได้นั้นก็คือ ความรู้ในอริยสัจ ๔ โดยความรู้ในอริยสัจ ๔ นี้บางทีก็เรียกว่า ปัญญา ที่หมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์ หรือเรียกว่า ดวงตาเห็นธรรม ที่หมายถึง ปัญญาเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔

การบอกว่า วิชชา คือ ความรู้ในเรื่องอริยสัจ ๔ นั้นเป็นการพูดอย่างกว้างๆ ที่เข้าใจได้ยาก แต่ถ้าจะอธิบายให้ละเอียดก็จะได้ว่า ความทุกข์ก็เกิดจากอวิชชาเป็นต้นเหตุ และทุกข์ดับไปเพราะอวิชชาดับไป ส่วนวิธีการปฏิบัติเพื่อให้ความทุกข์ดับไปก็ทำได้โดยใช้ปัญญา ศีล สมาธิ มาทำงานร่วมกัน ซึ่งปัญญานั้นก็ได้แก่ความรอบรู้เรื่องขันธ์ ๕ (คือร่างกายกับจิตใจ) ว่ามันไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง (อนัตตา) ซึ่งเมื่อร่างกายและจิตนี้ไม่ใช่ตัวเราจริง ดังนั้นมันจึงเท่ากับไม่มีตัวเราอยู่จริงในร่างกายและจิตใจนี้ (สุญญตา – ความว่างจากตัวตน)   ดังนั้นจึงสรุปว่า วิชชาหรือปัญญา นี้ก็คือความรู้ว่า มันไม่มีตัวเราอยู่จริง

สรุปได้ว่า คำว่า วิชชา หมายถึง ความรู้สูงสุดที่ดับทุกข์ได้ โดยมีความหมายมุ่งเน้นไปที่ความรู้ว่า มันไม่มีตัวเราอยู่จริง ซึ่งวิชชาหรือปัญญานี้ก็คือองค์ประกอบที่สำคัญในการนำมาปฏิบัติคู่กับสมาธิ (โดยมีศีลเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว) เพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ส่วนคำว่า อวิชชา ก็หมายถึง ไม่ใช่วิชชา คือหมายถึงเป็นความรู้นำมาใช้ที่ดับทุกข์ไม่ได้ ซึ่งสัญชาติญาณ (ความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตโดยไม่ต้องมีใครมาสอน) แห่งความมีตัวตน (หรือความรู้ว่ามีตัวตน) นี้เอง ที่เป็นความรู้ที่นอกจากจะดับทุกข์ไม่ได้แล้ว ยังเป็นความรู้ที่ทำให้จิตเกิดความทุกข์อีกด้วย ดังนั้นสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตนหรือความรู้ว่ามีตัวตน (หรือตัวเรา) นี้ จึงจัดเป็นหัวใจของอวิชชา หรือสรุปให้เข้าใจง่ายๆก็คือ อวิชชา ก็คือ ความรู้ว่ามีตัวเรา เพราะอวิชชานี้เองที่เมื่อเกิดขึ้นมาครอบงำจิตแล้ว มันก็จะทำให้จิตเกิดการปรุงแต่งอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าสายฟ้าแลบขึ้นมา แล้วทำให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเรา และความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเราขึ้นมา ตามหลักปฏิจจสมุปบาท

อาการของปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์

  ๑. อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร : สังขาร ก็หมายถึง การปรุงแต่ง ซึ่งสังขารก็ได้แก่ สังขาร ๓ (ตามที่ได้ศึกษามาแล้ว) โดยสังขารในปฏิจจสมุปบาทนี้ก็คือ จิตตสังขาร ที่หมายถึง การปรุงแต่งทางจิต โดยการที่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารก็หมายถึงว่า เดิมทีนั้นจิตของเราจะบริสุทธิ์หรือประภัสสรอยู่แล้วตามธรรมชาติ คือยังไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมา (สุทธิขันธ์) แต่เมื่ออวิชชาหรือความรู้ว่ามีตัวเราเกิดขึ้นมาในจิต อวิชชานี้ก็จะครอบงำจิต แล้วทำให้จิตเกิดการปรุงแต่งไปด้วยความรู้ว่ามีตัวเราขึ้นมาทันที

๒. สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ :  วิญญาณ ก็หมายถึง การรับรู้ หรือ วิญญาณ ๖ (ตามที่ได้ศึกษามาแล้ว) คือเมื่อจิตเกิดการปรุงแต่งไปด้วยความรู้ว่ามีตัวเราแล้ว จากเดิมที่การรับรู้ (หรือวิญญาณ) ยังไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวเราเกิดขึ้นมารับรู้ (คือยังเป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์อยู่) ก็จะเกิดมีตัวเราที่เป็นผู้มีการรับรู้ขึ้นมาด้วยทันที (คือเกิดเป็นวิญญาณของเราขึ้นมาแล้ว)

๓. วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป : นามรูป ก็คือ ขันธ์ ๕ หรือร่างกายกับจิตใจที่ประกอบกันเป็นชีวิตของเราขึ้นมา (ตามที่ได้ศึกษามาแล้ว) คือเมื่อวิญญาณที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของจิตเกิดเป็นวิญญาณของเราขึ้นมาแล้ว จึงทำให้องค์ประกอบที่เหลือของจิต (คือสัญญา เวทนา สังขาร) จึงพลอยเกิดขึ้นมาเป็นจิตที่รู้สึกว่าเป็นตัวเราทันที และเมื่อจิตนี้เกิดขึ้นในร่างกาย (คือรูป) จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่าร่างกายนี้เป็นร่างกายของเราขึ้นมาด้วยทันที (คือเกิดความรู้สึกว่าขันธ์ ๕ หรือร่างกายกับจิตใจนี้คือ ตัวเรา-ของเรา ขึ้นมาแล้ว)

๔. นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะภายใน : อายตนะภายใน ก็คือ อายตนะภายใน ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ (ตามที่ได้ศึกษามาแล้ว) คือเมื่อเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเรา (คือขันธ์ ๕ หรือร่างกายกับจิตใจ) เกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะทำให้อายตนะภายในทั้ง ๖ (อายตนะภายในก็ต้องอาศัยรูปหรือร่างกายเกิดขึ้น) จากเดิมที่ยังบริสุทธิ์อยู่ ก็พลอยเกิดเป็นอายตนะภายในของเรา ที่พร้อมจะทำหน้าที่เชื่อมต่อกับอายตนะภายนอกขึ้นมาทันที  

๕. อายตนะภายในเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ : ผัสสะ ก็คือ การสัมผัส ๖ (ตามที่ได้ศึกษามาแล้ว) คือเมื่อมีอายตนะภายในเกิดขึ้นมารออยู่แล้ว และเมื่อมีอายตนะภายนอก (คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) ที่ตรงกันมากระทบ ก็จะเกิดวิญญาณทางอายตนะภายในขึ้นมาอีกทันที ซึ่งนี่ก็คือการเกิดผัสสะ (คือเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เป็นผู้มีผัสสะ)

๖. ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา: เวทนาก็คือ เวทนา ๓ ตามผัสสะ ๖ (ตามที่เราได้ศึกษามาแล้ว) คือเมื่อเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราที่กำลังมีผัสสะอยู่ ก็จะเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เป็นผู้มีความรู้สึก (เวทนา) ตามผัสสะขึ้นมาด้วยทันที

๗. เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา: ตัณหา ก็คือ ตัณหา ๓ (ตามที่เราได้ศึกษามาแล้ว) คือเมื่อเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เป็นผู้มีความรู้สึกใดๆขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เป็นผู้มีตัณหา (ความอยาก) ขึ้นมาด้วยทันที (คือเมื่อเกิดสุขเวทนา ก็จะเกิดความอยากได้ อยากมี อยากเป็นขึ้นมาทันที แต่ถ้าเกิดทุกขเวทนา ก็จะเกิดความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ขึ้นมาทันที)

๘. ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน: อุปาทาน ก็คือ อุปาทาน ๔ (ตามที่เราได้ศึกษามาแล้ว) คือเมื่อเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เป็นผู้มีตัณหาขึ้นมาแล้ว ตัณหานี้ก็จะทำให้ความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้มีความเข้มข้นขึ้น จนกลายมาเป็นความยึดถือว่ามี ตัวเรา-ของเรา ขึ้นมาด้วยทันที 

๙. อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ : ภพ ก็คือ อารมณ์ของจิต ซึ่งมี ๓ อย่าง คือ กามภพ (กามชนิดสูงสุดคือเรื่องทางเพศ) อารมณ์ของกาม, รูปภพ อารมณ์ของรูป (วัตถุ สิ่งของ), อรูปภพ อารมณ์ของอรูป (อรูป คือสิ่งที่ไม่มีรูป อันได้แก่ ชื่อเกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นต้น) คือเมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดตัวเราที่มีกามบ้าง ที่มีรูป ที่มีอรูปบ้าง ขึ้นมาด้วยทันที

๑๐. ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ : ชาติ ก็คือ การเกิดทางจิต คือเมื่อภพแก่กล้า ก็จะเกิดตัวเราที่เข้มข้นขึ้นมาตามภพทันที

๑๑. ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดความทุกข์ : ความทุกข์ก็คือ ความเศร้าโศก หรือเสียใจ ความคับแค้นใจ ความแห้งเหี่ยวใจ และความหนักเหนื่อยใจ หรือความไม่สบายใจ เป็นต้น ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความยึดถือว่ามีตัวเราในสภาพที่ไม่น่าพอใจ (เช่น ในร่างกายที่กำลังแก่ เจ็บ จะตาย พลัดพราก ผิดหวัง เป็นต้น ที่เป็นความทุกข์เปิดเผย) บ้าง หรือในสภาพที่น่าพอใจ (เช่น ในร่างกายที่กำลังหล่อ สวย มีความสุข มีความสมหวัง เป็นต้น ที่เป็นความทุกข์ซ่อนเร้น) บ้าง

ปฏิจจสมุปบาทแบบย่อ

การอธิบายปฏิจจสมุปบาทสายเกิดทุกข์อย่างละเอียดนั้น เป็นการอธิบายถึงระบบการทำงานของจิตในทางทฤษฏี ว่ามันต้องมีอวิชชาเกิดขึ้นมาครอบงำจิตก่อน แล้วทำให้จิตเกิดการปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่ตลอดเวลา และเมื่อจิตที่มีความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้ได้สัมผัสกับสิ่งต่างๆของโลก ก็จะทำให้จิตเกิดความยึดว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเอง และยึดถือสิ่งที่เกี่ยวข้อง (เช่น พ่อ แม่ สามี ภรรยา ลูก ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เป็นต้น) ว่าเป็นของตนขึ้นมาทันที และเมื่อมีความยึดถือ ก็ย่อมที่จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาด้วยทันที (ไม่ทุกข์ซ่อนเร้นก็ทุกข์เปิดเผย)

แต่ในทางปฏิบัตินั้นมันจะเริ่มต้นที่ผัสสะ คือเมื่อมีอายตนะภายนอกมาถึงกันเข้ากับอายตนะภายใน (เช่นตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง เป็นต้น) แล้วเกิดวิญญาณทางอายตนะภายในนั้นขึ้น ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าผัสสะ เมื่อมีผัสสะแล้วจิตขาดสติ (คือไม่มีการดึงเอาปัญญาและสมาธิออกมา) จึงทำให้อวิชชา (ความรู้ว่ามีตัวเรา) เกิดขึ้นมา เมื่ออวิชชาเกิดขึ้นจึงทำให้ผัสสะนั้นเป็นผัสสะของอวิชชา เมื่อเกิดผัสสะของอวิชชาขึ้น จึงทำให้เกิดเวทนาของอวิชชาขึ้น เมื่อมีเวทนาจึงมีตัณหา เมื่อมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เมื่อมีอุปาทานจึงมีภพ เมื่อมีภพจึงมีชาติ เมื่อมีชาติจึงมีความทุกข์ ซึ่งนี่ก็คือการแสดงปฏิจจสมุปบาทแบบย่อ ที่เริ่มต้นจากผัสสะ

ปฏิจจสมุปบาทสายดับทุกข์

ปฏิจจสมุปบาทสายดับทุกข์ (หรือทุกข์ไม่เกิด) นั้น ก็คือ เมื่ออวิชชาดับไป สังขารจึงดับ, เมื่อสังขารดับ วิญญาณจึงดับ, เมื่อวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ, เมื่อนามรูปดับ อายตนะภายในจึงดับ, เมื่ออายตนะภายในดับ ผัสสะจึงดับ, เมื่อผัสสะดับ เวทนาจึงดับ, เมื่อเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ, เมื่อตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ, เมื่ออุปาทานดับ ภพจึงดับ, เมื่อภพดับ ชาติจึงดับ, เมื่อชาติดับ ทุกข์จึงดับ ซึ่งนี่คือการดับลงของความทุกข์อย่างละเอียด

ในทางปฏิบัตินั้นการดับทุกข์จะเริ่มต้นที่การระวังผัสสะ คือเมื่อเกิดผัสสะขึ้น ก็ให้เรามีสติอยู่ตลอดเวลา (คือคอยระลึกถึงปัญญาอยู่ตลอดเวลาโดยมีสมาธิคอยหนุนหลังอยู่ด้วย) ก็จะทำให้อวิชชาไม่เกิดขึ้น (หรือที่กำลังเกิดอยู่ก็จะดับหายไปทันที) เมื่ออวิชชาไม่เกิด ก็จะทำให้ผัสสะนั้นเป็นผัสสะที่บริสุทธิ์ตามธรรมชาติ (คือไม่รู้สึกว่าเป็นผัสสะของใคร) ซึ่งก็เท่ากับว่าผัสสะของอวิชชาไม่เกิดขึ้น เมื่อไม่มีผัสสะของอวิชชา ก็จะไม่มีเวทนาของอวิชชา เมื่อไม่มีเวทนาของอวิชชา ก็จะไม่มีตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์เกิดขึ้น

แต่ถึงแม้เราจะเผลอสติขณะที่มีผัสสะ จนปล่อยให้อวิชชาเกิดขึ้น จนเกิดเวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ขึ้นมาแล้วก็ตาม ถ้าเรากลับมามีสติอีกครั้ง สติก็จะดึงเอาปัญญา (ที่เราเคยมีมาแล้ว) และสมาธิ (จากการที่เราเคยฝึกมาก่อน) ออกมา ปัญญาและสมาธินี้ก็จะมาทำให้อวิชชาดับลงได้ และความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ก็จะดับลงได้ (แม้เพียงชั่วคราว)

การดับทุกข์นี้ ถ้าดับอวิชชาได้ ความทุกข์ก็จะดับลงอย่างสนิท (แม้เพียงชั่วคราว) แล้วจิตก็จะสงบเย็น (หรือนิพพาน) อย่างสูงสุด (คือเย็นสนิท) แต่ถ้าดับที่อวิชชาไม่ได้ ก็มาดับที่ตัณหาแทน คือเมื่อเราเผลอสติจนจิตปรุงแต่งให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาแล้ว และเราก็กลับมามีสติอีกครั้ง ซึ่งสติก็จะดึงเอาปัญญาและสมาธิออกมาดับอวิชชา แต่ว่าดับไม่ได้ เพราะปัญญายังไม่แหลมคมพอ และสมาธิก็ยังไม่แข็งแรงพอ เราก็เปลี่ยนมาดับที่ตัณหา (ความอยากซึ่งเป็นกิเลส) แทน เพราะมันดับง่ายกว่าการดับที่อวิชชา ซึ่งเมื่อตัณหาดับ ก็จะทำให้อุปาทาน ภพ ชาติ และความทุกข์ดับลงได้เหมือนกัน แต่ว่าอวิชชายังเกิดขึ้นอยู่ ซึ่งอวิชชาก็ยังจะปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเรา (ขันธ์ ๕) เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาแม้ขณะที่ไม่มีความทุกข์ ซึ่งความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้ มันก็เป็นสิ่งรบกวนจิตอ่อนๆ (ซึ่งก็คือนิวรณ์) ที่ทำให้จิตเกิดความรู้สึกไม่สงบเย็นอย่างเต็มที่ (คือไม่นิพพานสูงสุด)

สรุปได้ว่าการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ก็คือก็ ต้องระวังที่ผัสสะ คือต้องมีสติเมื่อมีผัสสะทุกครั้ง ซึ่งสติก็จะดึงเอาปัญญาและสมาธิออกมาเพื่อดับอวิชชา ถ้าดับอวิชชาได้ จิตก็จะสงบเย็นหรือนิพพานอย่างสูงสุดได้ (แม้เพียงชั่วคราว) แต่ถ้าดับที่อวิชชาไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาดับที่ตัณหาแทน เมื่อตัณหาดับ จิตก็จะสงบเย็นหรือนิพพานได้เหมือนกัน เพียงแต่จะไม่สงบเย็นหรือนิพพานอย่างสูงสุดเท่านั้น

ดวงตาเห็นธรรม

ธรรมจักษุ แปลว่า ดวงตาเห็นธรรม ซึ่งหมายถึง การมีปัญญาเห็นแจ้งอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งการเห็นปฏิจจสมุปบาทด้วยจิตของเรานั่นเองคือการมี ดวงตาเห็นธรรม

โดยการเห็นปฏิจจสมุปบาทก็คือการเห็นว่า แท้จริงมันไม่ได้มีตัวตน (อัตตา) ของเราหรือของใครๆอยู่จริง แต่เมื่อจิตที่สมมติเรียกว่าเป็นเรานี้เกิดความรู้ว่ามีตัวเรา (อวิชชา) ขึ้นมาครอบงำ จิตนี้ก็จะปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีสิ่งภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้น) ที่รุนแรงมาสัมผัสจิต ก็จะทำให้จิตนี้เกิดการปรุงแต่งให้เกิดความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจนี้ (รวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวข้อง) คือตัวเรา-ของเราขึ้นมา

ถ้าเกิดตัวเราที่น่าพอใจ (คือกำลังมีความสุขจากกามารมณ์บ้าง จากการมีวัตถุบ้าง จากการมีชื่อเสียงเกียรติยศบ้าง) ขึ้นมา ก็จะเกิดความทุกข์ซ่อนเร้น (คือความหนัก-เหนื่อยใจ ไม่สบายใจ เร่าร้อนใจ ไม่สงบเย็น) ขึ้นมาทันที

ถ้าเกิดตัวเราที่ไม่น่าพอใจ (คือกำลังมีความยากลำบากทางกาย หรือกำลังมีความแก่ เจ็บ หรือกำลังจะตาย หรือกำลังพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักอยู่ หรือกำลังประสบกับสิ่งที่ไม่รักอยู่ หรือกำลังผิดหวังอยู่) ขึ้นมา ก็จะเกิดความทุกข์เปิดเผย (คือความเศร้าโศก หรือเสียใจ คับแค้นใจ แห้งเหี่ยวใจ หรือทรมานใจ) ขึ้นมาทันที

แต่เมื่อจิตไม่มีอวิชชา (หรืออวิชชาดับหายไป) ครอบงำ ก็จะไม่มีการปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมา และความทุกข์ทั้งปวง (คือทั้งอย่างซ่อนเร้นและเปิดเผย รวมทั้งอย่างรุนแรงและไม่รุนแรง) ก็จะไม่เกิดขึ้น (หรือที่กำลังเกิดอยู่ก็จะดับหายไป) เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ทั้งปวง นิพพานหรือความสงบเย็นสูงสุดก็จะปรากฏ (แม้เพียงชั่วคราว)

แต่ถึงแม้เราจะเผลอสติจนทำให้อวิชชาเกิดขึ้น จนจิตปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาแล้ว แต่ถ้าเรามีสติดึงเอาปัญญาและสมาธิออกมาทัน จนทำให้ตัณหา (ความอยาก) ไม่เกิดขึ้น ก็จะทำให้อุปาทาน (ความยึดถือ) ไม่เกิดขึ้น และความทุกข์ที่รุนแรงก็จะไม่เกิดขึ้น จะมีก็เพียงความทุกข์เบาบาง (ที่ทำให้จิตไม่สงบเย็นสูงสุด) ที่เกิดขึ้นมาจากการเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเรามารบกวนจิตอยู่บ้างเท่านั้น

สรุปได้ว่า การมีดวงตาเห็นธรรมก็คือ การเห็นแจ้งด้วยจิตของเราเองจริงๆว่า เมื่อเกิดอวิชชา (ความรู้ว่ามีตัวเราที่มาจากจิตใต้สำนึก) ขึ้นมาครอบงำจิต ก็จะทำให้จิตปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีเรื่องหรือสิ่งภายนอกที่รุนแรงมาสัมผัสจิต ก็จะทำให้จิตปรุงแต่งให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราขึ้นมาทันที แล้วความทุกข์ (ไม่ทุกเปิดเผยก็ทุกข์ซ่อนเร้น) ก็จะเกิดขึ้นมาด้วยทันที แต่ถ้าอวิชชาไม่เกิดขึ้น จิตก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆ ซึ่งก็จะทำให้นิพพานสูงสุดปรากฏ แต่ถึงแม้อวิชชาจะเกิดขึ้นแล้ว ถ้าตัณหาไม่เกิดขึ้น ก็จะทำให้ความทุกข์ที่รุนแรงไม่เกิดขึ้น จะมีก็เพียงทุกข์อ่อนๆ (คือความเศร้าหมองขุ่นมัวจากอาการองนิวรณ์) เกิดขึ้นเท่านั้น แล้วทำให้นิพพานขั้นต้น (คือความอุ่นใจ เบาใจ) ปรากฏแทน  

จบบทที่ ๓


|หน้าต่อไป|