-๒-

เราคืออะไร?

เด็กทุกคนที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆจะยังมีจิตบริสุทธิ์ (ที่เรียกว่าประภัสสร คือสว่างเหมือนเพชรที่มีแสงส่องออกมาได้เอง) คือยังไม่มีกิเลสหรือตัณหา และยังไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเอง จะมีก็เพียงสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน (อวิชชา) ที่ธรรมชาติมอบให้มาเพียงเล็กน้อย เพื่อให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองเพียงอ่อนๆเท่านั้น ซึ่งจิตที่ประภัสสรนี้เองจะมีนิพพานหรือความสงบเย็นอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่เมื่อจิตของเด็กนั้นได้รับการสัมผัสจากโลกภายนอกผ่านตา หู จมูก ลิ้น และกาย แล้วเกิดความรู้สึก (เวทนา) ที่น่าพอใจ (สุขเวทนา) บ้าง หรือไม่น่าพอใจ (ทุกขเวทนา) บ้าง จิตของเด็กนั้นก็จะเริ่มเกิดความพอใจ หรือไม่พอใจ (คือเกิดกิเลส) ขึ้นมาตามสัญชาติญาณ และเริ่มเกิดความยึดถือ (คือเกิดอุปาทาน) ว่ามีตนเองขึ้นมา และเมื่อเด็กนั้นโตขึ้นและได้รับการตั้งชื่อและถูกเรียกชื่อบ่อยๆ รวมทั้งได้รับการบอกว่ามีคนนั้นเป็นพ่อ คนนี้เป็นแม่ คนนี้เป็นญาติ และมีสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของตน เป็นต้น จิตของเด็กนั้นก็จะมีความทรงจำมากขึ้นและมีความเคยชินของกิเลสและอุปาทาน เก็บไว้ในจิตใต้สำนึกมากขึ้นด้วย

เมื่อเด็กนั้นได้รับรู้ (เกิดวิญญาณ) สิ่งหรือเรื่องราวจากภายนอกที่รุนแรง เด็กนั้นก็จะจำสิ่งที่ได้รับรู้มานั้นได้ (เกิดสัญญา) แล้วเกิดความรู้สึกที่รุนแรงต่อสิ่งที่ได้รับรู้นั้น (เกิดเวทนา)  เมื่อเกิดความรู้สึกที่รุนแรงขึ้นมาแล้ว ถ้าในขณะนั้นจิตของเด็กนั้นไม่มีสติปัญญาและสมาธิ จิตของเด็กนั้นก็จะเกิดตัณหาหรือกิเลสขึ้นมาด้วยทันที (เกิดสังขาร)  เมื่อเกิดตัณหาก็จะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองอย่างเข้มข้นขึ้นมาทันที ซึ่งความรู้สึกว่ามีตัวองที่เข้มข้นนี้เองที่เรียกว่าความยึดถือ (อุปาทาน) และเมื่อมีอุปาทาน ก็ย่อมที่จะมีความทุกข์เกิดขึ้นมาด้วยเสมอ (ไม่อย่างซ่อนเร้นก็อย่างเปิดเผย)

ถึงแม้เด็กนั้นจะได้รับการศึกษาจนเกิดมีปัญญาแล้วก็ตาม แต่ถ้าไม่มีสติมาดึงเอาปัญญาออกมาแก้ปัญหา ก็ไม่สามารถดับทุกข์ได้ หรือถึงแม้จะมีสติดึงเอาปัญญาออกมาแล้วก็ตาม แต่ขาดสมาธิ ก็ยังดับทุกข์ไม่ได้อีกเหมือนกัน ต้องมีพร้อมทั้งสติปัญญาและสมาธิ จึงจะดับทุกข์ได้ คือถ้าจิตของเด็กนั้นมีปัญญา (จากการมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว) และสมาธิ (จากการเคยฝึกมาก่อน) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในสมาธินั้นก็จะมีสติคอยระวังอยู่ด้วยตลอดเวลา เมื่อเกิดความรู้สึก (เกิดเวทนา) ใดขึ้นมา สติก็จะดึงอาปัญญามาแก้ปัญหา (คือระวังกิเลสหรือดับกิเลส) แต่ถ้าปัญญายังไม่สามารถดับกิเลสได้ ก็ดึงเอาสมาธิออกมาช่วย ก็จะทำให้กิเลสที่ยังไม่เกิดก็จะไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับหายไป  แล้วจิตของเด็กนั้นก็จะไม่เกิดอุปาทานพร้อมกับความทุกข์ขึ้นมา ซึ่งก็จะทำให้จิตของเด็กนั้นกลับมาประภัสสรได้ใหม่ แต่ถ้าจิตของเด็กนั้นเผลอสติปล่อยให้กิเลสเกิดขึ้นมาอีก ก็จะทำให้อุปาทานพร้อมความทุกข์เกิดขึ้นมาได้อีก วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าเด็กนั้นมีการปฏิบัติสติปัญญาและสมาธิได้อย่างต่อเนื่องนานๆ จนสามารถทำลายความเคยชินของอวิชชาและกิเลส ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเด็กนั้นให้หมดสิ้นไปได้อย่างถาวร ก็จะทำให้อวิชชา กิเลส และอุปาทานพร้อมความทุกข์ จะไม่กลับมาเกิดกับจิตของเด็กนั้นได้อีกอย่างถาวรหรือตลอดชีวิต

มันไม่มีตัวเราอยู่จริง

ทั้งหมดนี้ก็คือชีวิตของคนเราทุกคน ที่ไม่มีอะไรนอกจาก มีความทุกข์และไม่มีความทุกข์ ที่นี้ก็มีคำถามว่า ใครทุกข์และใครที่ไม่มีทุกข์? ซึ่งคำตอบก็คือ แท้จริงมันไม่ได้มีตัวตนของใครมาเป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์จริงๆเลย ส่วนที่เรารู้สึกว่ามีตัวเราทุกข์นั้นมันเป็นมายาหรือสิ่งหลอกลวง ที่ธรรมชาติมันหลอกจิตของธรรมชาติที่ไม่ได้เป็นจิตของใคร ว่าเป็นตัวเรา แล้วทำให้จิตของธรรมชาตินั้น เกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาพร้อมกับความทุกข์เท่านั้น แต่พอจิตไม่มีความยึดถือ มันก็จะกลับมาเป็นจิตที่บริสุทธิ์ตามธรรมชาติที่ไม่มีความทุกข์ได้ตามเดิม ซึ่งถ้าเรามองเห็นความจริงอยู่อย่างนี้ด้วยสมาธิ จิตก็จะปล่อยวางความยึดถือว่ามีตัวเราลงได้ และเป็นจิตที่หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ (แต่ต้องระวังว่า อย่าเข้าใจผิดว่ามีตัวเราที่หลุดพ้น เพราะถ้ายังเข้าใจว่ามีตัวเราที่หลุดพ้น ก็แสดงว่ายังไม่หลุดพ้นจริง)

สรุปว่า แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอยู่จริง ร่างกายกับจิตใจของเราทุกคนมันเหมือนหุ่นยนต์ที่แสนมหัศจรรย์ คือมันเป็นแค่เพียงกลุ่มก้อนของสสาร (ร่างกาย) และพลังงาน (จิตใจ) ของธรรมชาติ ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ จนเกิดร่างกายและจิตใจของเราขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าหุ่นยนต์ใดฉลาด (มีปัญญาและสมาธิ) คือสามารถเข้าใจความจริงเรื่องสุญญตานี้ได้ หุ่นยนต์นั้นก็จะไม่มีความทุกข์หรือมีน้อยลง แต่ถ้าหุ่นยนต์ใดโง่ (ไม่มีปัญญาและสมาธิ) หุ่นยนต์นั้นก็จะมีความทุกข์ แต่ถึงหุ่นยนต์ใดจะมีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์ มันก็เป็นแค่เพียงหุ่นยนต์ที่รู้สึกนึกคิดได้เท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนของใครๆจริงมาเป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์เลย ซึ่งนี่คือความจริงสูงสุดของชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย ที่แม้หุ่นยนต์ใดจะรู้หรือไม่รู้ จะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม ความจริงมันก็จะเป็นอย่างนี้อย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ดวงตาเห็นธรรม

ดวงตาเห็นธรรม ก็คือการเกิด ความเห็นแจ้ง (หรือเห็นจริง) แล้วว่า หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ใช้ดับทุกข์ได้จริง โดยไม่ต้องเชื่อจากใครๆหรือแม้จากพระพุทธเจ้าเองก็ตาม เพราะเราได้พิสูจน์จนเห็นผลจริงด้วยจิตของเราเองแล้ว ซึ่งการเกิดดวงตาเห็นธรรมนั้นสรุปแล้วก็คือการเห็นแจ้งว่า “เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งนั้นล้วนจะต้องแตก (ใช้ดับวัตถุ) หรือดับ (ใช้กับพวกจิตใจหรือความรู้สึก) หายไปเป็นธรรมดาอย่างแน่นอน” ซึ่งนี่ก็คือการเห็นแจ้งถึงความไม่เที่ยง (อนิจจัง) สภาวะที่ต้องทน (ทุกขัง) และความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) รวมทั้งความว่างจากตัวตนที่แท้จริง (สุญญตา) ของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย (โดยเน้นมาที่ร่างกายและจิตใจของเรา) ด้วยสมาธิ และเมื่อมีการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาและสุญญตาด้วยสมาธิเช่นนี้ จิตของเราก็จะมองเห็นความจริงของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายว่า “มันหาสาระแก่นสารไม่ได้ ยึดถือไม่ได้ ถ้ายึดถือ (หรือรักหรือพอใจ) ก็จะทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจในภายหลังได้” ซึ่งเมื่อจิตมองเห็นความจริงเช่นนี้มันก็จะเกิด “นิพพิทา” หรือความเบื่อหน่ายขึ้นมา (นิพพิทา แปลว่า ความเบื่อหน่าย คือเป็นอาการที่จิตไม่ยินดีหรือยินร้ายต่อสิ่งใดๆ หรือไม่เกิดกิเลสนั่นเอง คือไม่ได้เบื่อหน่ายเฉพาะความทุกข์ แต่เบื่อหน่ายทั้งในความสุขด้วย เพราะความสุขมันนำความทุกข์มาให้)

 เมื่อจิตเกิดความเบื่อหน่าย มันก็จะ “ปล่อยวาง” หรือ คลายอุปาทานหรือความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราลงทันที เมื่อจิตปล่อยวาง มันก็จะ “วิมุตติ” (คำว่า วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น คือหมายถึง จิตหลุดพ้นจากกิเลส ซึ่งวิมุตตินี้ก็มีทั้ง ปัญญาวิมุติ คือ การหลุดพ้นโดยมีปัญญานำหน้าสมาธิ คือมีการพิจารณาหลักธรรมะอย่างตั้งใจแล้วมันก็จะมีสมาธิเกิดขึ้นมาได้พร้อมๆกัน แล้วก็จะเกิดความหลุดพ้นขึ้นมาได้ กับ เจโตวิมุตติ คือ หลุดพ้นโดยมีสมาธินำหน้าปัญญา คือมีการใช้สมาธิที่เคยฝึกมาแล้วมาหยุดกิเลสและนิวรณ์โดยมีปัญญาคอยควบคุม ก็จะเกิดความหลุดพ้นขึ้นมาได้ ซึ่งวิมุตติทั้งสองนี้ก็ยังมีทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวรหรือตลอดชีวิต) และเมื่อจิตไม่มีอุปาทาน มันก็จะไม่มีความทุกข์ (ทั้งทุกข์ซ่อนเร้นและทุกข์เปิดเผย) เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะนิพพานหรือสงบเย็น (แม้เพียงชั่วคราวตามวิมุตติ)

เมื่อนิพพานปรากฏ (เราจะไม่ใช้คำว่าเกิดกับนิพพาน เพราะนิพพานไม่ได้เป็นสิ่งปรุงแต่ง แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วพร้อมกับจิตตามธรรมชาติตั้งแต่เกิด แต่เพราะกิเลสมาปิดบังเอาไว้ จึงทำให้จิตของเราไม่สามารถสัมผัสนิพพานได้ แต่เมื่อกิเลสจรจากไป จิตของเราก็จะกลับมาสัมผัสนิพพานได้) ก็จะทำให้เราเกิดความเห็นแจ้ง (หรือพบความจริงหรือที่เรียกว่ารู้จริง) ขึ้นมาว่า “ความรู้ในหลักอริยสัจ ๔ ของนี้ดับทุกข์ได้จริง เพราะบัดนี้ความทุกข์ได้ระงับหรือดับลงจริงๆแล้ว (แม้เพียงชั่วคราว) เพราะกิเลสหรือสาเหตุของมันได้ระงับหรือดับลงก่อนแล้ว รวมทั้งนิพพานก็ได้ปรากฏขึ้นมาจริงๆแล้ว” พร้อมกันนี้ก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาเองว่า “การปฏิบัติของเรานี้ถูกต้องแล้ว ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว” ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า การเกิดดวงตาเห็นธรรม หรือการเกิดปัญญาหรือวิชชา หรือสัมมาทิฏฐิตามหลักพุทธศาสนา

สรุปแล้วการเกิดดวงตาเห็นธรรมก็คือ การที่เราได้ศึกษามาจนเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดว่า “อะไรที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องแตกหรือดับหายไปอย่างแน่นอน ไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นมาแล้วจะไม่แตกหรือดับหายไป” และเมื่อเราเพ่งพิจารณาอยู่เช่นนี้ด้วยความตั้งใจหรือด้วยสมาธิ จิตของเราก็จะหลุดพ้นจากความยึดถือว่ามีตัวตนของเราหรือของใครๆหรือของสิ่งใดๆอยู่จริงๆ เมื่อจิตหลุดพ้นมันก็นิพพานหรือสงบเย็น และเมื่อนิพพานปรากฏก็เป็นการยืนยันว่าหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ใช้ดับทุกข์ได้จริง (แม้เพียงชั่วคราว) โดยไม่ต้องเชื่อจากใครๆหรือจากตำราใดๆทั้งสิ้น เพราะเราได้พิสูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดแล้ว

ความไม่ประมาท

ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ได้ทรงตรัสเตือนสาวกทั้งหลายเอาไว้ว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ทั้งหลายให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท” ซึ่งนี่ก็คือการสรุปหลักในการปฏิบัติทั้งหมดของอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าเอาไว้ที่ความไม่ประมาท 

ธรรมชาติของสังขารหรือสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย (โดยเน้นมาที่ ร่างกายและจิตใจของเรา รวมทั้งของคนอื่น และสิ่งทั้งหลาย ที่มันให้ความสุขแก่เรา) นั้น มันกำลังเปลี่ยนแปลงหรือมีความเสื่อมสภาพอยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว มันก็ต้องแตกหรือดับสิ้นไปหรือหายไปอย่างแน่นอน ตามกฎความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของสังขารทั้งหลาย

ความประมาทก็คือ ความลุ่มหลงมัวเมา (คือเพลิดเพลินอยู่ด้วยความพอใจ) ใน “สิ่งที่ให้ความสุข” ทั้งหลายของโลกอย่างขาดสติ (คือลืมระลึกถึงปัญญาที่มองเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของสิ่งที่ให้ความสุขนั้น) เมื่อไม่มีปัญญาก็จะทำให้เกิดความเห็นผิดขึ้นมา ตามความเคยชินที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกว่า “สิ่งที่ให้ความสุขนั้นมันเป็นอัตตาที่จะตั้งอยู่อย่างสุขสบายตลอดไปโดยไม่นำความทุกข์ใดๆมาให้”  ซึ่งเมื่อมีความเห็นผิดเช่นนี้เกิดขึ้น ก็จะทำให้เกิดความรัก (คือชอบหรืออยากได้มาเป็นของตนเอง) และความผูกพัน (คือติดใจ หรืออยากมี อยากเป็น อยู่เช่นนั้นตลอดไป) กับสิ่งที่ให้ความสุขนั้นขึ้นมาทันที ยิ่งลุ่มหลงมัวเมามาก ก็จะยิ่งมีความรักและความผูกพันมาก ซึ่งความรักและความผูกพันนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาบ่อยๆ มันก็จะเป็นความเคยชินที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราเรื่อยๆ ยิ่งเรามีความรักและความผูกพันมาก ก็จะยิ่งเป็นความเคยชินเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกมาก  สุดท้ายเมื่อสิ่งที่เรารักและผูกพันนั้น มันได้เปลี่ยนแปลงไปตามความไม่เที่ยงของมัน เช่นร่างกายแก่ เจ็บ หรือกำลังจะตาย หรือคนที่เรารักหรือสิ่งที่เรารักได้จากเราไป เป็นต้น เราก็จะเกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจ (คือเกิดความทุกข์เปิดเผย) อย่างรุนแรงขึ้นมาทันที โดยที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้ ซึ่งนี่ก็คือผลจากความประมาท

ส่วนความไม่ประมาทก็คือ การมีสติอยู่ตลอดเวลา แล้วสติก็จะดึงเอาปัญญาและสมาธิออกมา เมื่อมีปัญญาและสมาธิ ก็จะทำให้กิเลสที่เป็นความลุ่มหลงพอใจ กับความรักและความผูกพัน ในสิ่งที่ให้ความสุขทั้งหลาย ระงับหรือดับหายไป (แม้ชั่วคราว) เมื่อกิเลสดับหายไป ก็จะทำให้ความทุกข์ไม่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเรามีสติปัญญาและสมาธิเช่นนี้บ่อยๆ ก็จะทำให้ความเคยชินของกิเลส ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกลดลงได้ และเมื่อมีการปฏิบัติอย่างนี้ต่อเนื่องนานๆ ความเคยชินของกิเลสก็จะหมดสิ้นไปจากจิตใต้สำนึกของเราได้อย่างถาวร และเราก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆไปจนตลอดชีวิต ซึ่งความไม่มีทุกข์นี้เองที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเรา ที่เราต้องรีบแสวงหา ส่วนการเผยแพร่ความรู้นี้ออกไปแก่ผู้คนทั่วโลก เพื่อให้เขามีปัญญาที่รู้แจ้งชีวิตและหลุดพ้นจากความทุกข์ ซึ่งเมื่อเขามีปัญญาแล้วเขาก็จะมาช่วยกันเผยแพร่ความรู้นี้ต่อๆกันไป จนทำให้โลกมีสันติภาพได้ ซึ่งสันติภาพของโลกนี้เอง ที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมที่โลกรอคอย

สรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า

เมื่อมีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “คำสอนทั้งหมดของพระพุทธองค์นั้นสรุปได้ว่าอย่างไร?” พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า คำสอนทั้งหมดของพระพุทธองค์ จะสรุปอยู่ที่ประโยคที่ว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน (อัตตา)”

จากคำพูดประโยคนี้ก็แสดงให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือการแสดงหลักอริยสัจ ๔ โดยย่อนั่นเอง คือถ้าจิตโง่ไปยึดถือร่างกายและจิตใจรวมทั้งสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้อง ว่าเป็นตัวเรา-ของเราเข้า จิตโง่นั้นก็จะเกิดความทุกข์ แต่ถ้าจิตฉลาดและไม่ยึดถือก็จะไม่เกิดความทุกข์ ซึ่งถ้าใครเข้าใจคำสอนโดยสรุปของพระพุทธเจ้าเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับรู้จักคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนา ถ้าใครปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ก็เท่ากับได้ปฏิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนา และถ้าใครได้รับผลเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดจากพุทธศาสนาแล้ว

 

ภาค ๓ หลักพื้นฐานพุทธศาสนา

พุทธศาสนามีคำสอน ๒ ระดับ

ก่อนอื่นผู้ศึกษาจำเป็นที่จะต้องเข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันพุทธศาสนามีคำสอนอยู่ ๒ ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน กับ ระดับสูง โดยคำสอนระดับพื้นฐานนั้นก็เป็น คำสอนศีลธรรม ซึ่งเป็นคำสอนง่ายๆ สำหรับเอาไว้สอนคนธรรมดาทั่วๆไป เช่น ชาวบ้าน หรือเด็ก ที่มีการศึกษาน้อย หรือผู้ที่ไม่มีเวลามาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง โดยคำสอนศีลธรรมนี้ก็สรุปอยู่ที่

๑. การสอนให้ละเว้นการทำชั่วทั้งปวง อันได้แก่ สอนให้รักษาศีล ๕ และละเว้นการพนัน สิ่งเสพติด สิ่งฟุ่มเฟือย การเที่ยวเตร่เฮฮา รวมทั้งสอนไม่ให้คบเพื่อนที่ไม่ดี และอย่าเกียจคร้าน  เป็นต้น 

๒. สอนให้ทำความดีให้ครบถ้วน เช่น สอนให้รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น เสียสละ แบ่งปัน สอนให้ขยัน อดทน ให้อภัย รวมทั้งสอนให้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายและพอเพียง และสอนเรื่องการปฏิบัติต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในชีวิต เป็นต้น ซึ่งผลจากการปฏิบัติศีลธรรมนี้ก็คือ ทำให้ผู้ที่ปฏิบัติมีความปกติสุข ไม่เดือดร้อน (แต่ก็ยังไม่พ้นจากความทุกข์จากความแก่ เจ็บ ตาย) ถ้าสังคมมีคนดีจากการมีศีลธรรมกันมากๆ สังคมก็จะสงบสุข และถ้าโลกมีคนดีหรือมีศีลธรรมกันมากๆ โลกก็จะมีสันติภาพ (ซึ่งหนังสือนี้จะไม่มีเรื่องศีลธรรม เพราะมีคนสอนกันอยู่แล้วมากมาย)

    ส่วนคำสอนระดับสูงนั้นเป็นคำสอนที่ลึกซึ้ง ที่ต้องใช้สติปัญญามากในการศึกษา โดยจะเอาไว้สอนเฉพาะคนที่มีเหตุผล ยอมรับความจริง ไม่ยึดติดในความเชื่อใดๆ และสนใจค้นคว้าหาความจริงของชีวิต รวมทั้งเป็นคนที่มีความรู้หลักพื้นฐานวิทยาศาสตร์อยู่ด้วย ซึ่งคำสอนระดับสูงนี้ก็สรุปอยู่ที่ คำสอนเรื่องการทำจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส  โดยหลักคำสอนทั้งหมดเรื่องการทำจิตให้บริสุทธิ์นี้ ก็สรุปอยู่ที่หลักอริยสัจ ๔ ซึ่งผลจากการปฏิบัติตามหลักอริยสัจ ๔ นั้นก็คือ ทำให้ความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันของผู้ปฏิบัติลดน้อยลง ตลอดจนไม่มีเลยได้ถ้ามีการปฏิบัติอย่างเต็มมาตรฐาน ซึ่งคำสอนระดับสูงของพระพุทธเจ้านี้เป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าเน้นสอนมากที่สุด (หนังสือนี้จะมีเฉพาะคำสอนระดับสูงนี้เท่านั้น)

สิ่งสำคัญที่เราต้องเข้าใจก็คือ คำสอนระดับศีลธรรมของพุทธศาสนาในปัจจุบันนั้น มีทั้งคำสอนที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆกับคำสอนที่แต่งเติมเข้ามาใหม่ โดยคำสอนที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆนั้น ก็ได้แก่คำสอนเรื่องการปฏิบัติล้วนๆที่มีเหตุมีผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ส่วนคำสอนที่แต่งเติมเข้ามาใหม่นั้น เป็นคำสอนที่คนมีความรู้ทางโลก อาจจะมองว่าเป็นเรื่องไสยศาสตร์ที่สอนให้เชื่ออย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะมีแต่เรื่องที่เป็นเรื่องอัศจรรย์เหนือธรรมชาติที่พิสูจน์ไม่ได้อยู่เต็มไปหมด อย่างเช่น เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ เรื่องนรก สวรรค์ เทวดา นางฟ้า ผี และการเกิดใหม่เพื่อรับผลจากการกระทำที่ได้เคยทำไว้ก่อนตาย (เรื่องกรรม) เป็นต้น ซึ่งคำสอนเหล่านี้แต่เดิมไม่ได้เป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำสอนที่ประยุกต์มาจากศาสนาฮินดู (หรือพราหมณ์) ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ซึ่งชาวพุทธในยุคนั้นเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ตรงที่ช่วยให้สังคมสงบสุข จึงได้รับเอาเข้ามาเป็นคำสอนในระดับศีลธรรมของพุทธศาสนาและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนหลักคำสอนของอริยสัจ ๔ นั้นเป็นหลักที่สอนให้เกิดปัญญาที่เป็นการใช้เหตุผลในการศึกษา ซึ่งก็จะทำให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งในชีวิตได้อย่างถูกต้องด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องเชื่อจากใครๆหรือจากตำราใดๆทั้งสิ้น แต่การที่ใครจะมาศึกษาคำสอนระดับสูงของพระพุทธเจ้า ให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง จำเป็นที่จะต้องเป็นคนดีหรือมีศีลธรรมและมีความรู้ทางโลกอยู่บ้าง ถ้าเป็นคนชั่วที่แม้จะมีความรู้มาก แต่ถ้าไม่มีศีลธรรมก็จะศึกษาไม่เข้าใจ เพราะคนที่ไม่มีศีลธรรมนั้นจิตของเขาจะไม่มีความปกติ เมื่อจิตไม่ปกติ ก็จะไม่มีสมาธิในการศึกษา เมื่อไม่มีสมาธิก็ย่อมที่จะไม่สามารถพิจารณาไตร่ตรอง หลักคำสอนอันลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า ให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องได้ ที่สำคัญก็คืออาจเกิดความเข้าใจผิดเพี้ยนขึ้นมาได้โดยง่าย

ต้องละเว้นเรื่องอจินไตย

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษาคำสอนระดับสูงของพระพุทธเจ้านั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อย่าเพิ่งไปศึกษาเรื่องที่ไม่ควรศึกษา ที่เรียกว่าเรื่อง อจินไตย ที่แปลว่า ไม่ควรนำมาคิด ซึ่งมีอยู่  ๔ เรื่อง อันได้แก่

๑. พุทธวิสัย คือ เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ซึ่งก็ได้แก่เรื่องประวัติของพระพุทธเจ้าหรือของพระอริยบุคคลทั้งหลายด้วย คือตอนนี้เรายังไม่ต้องสนใจว่าพระพุทธเจ้าจะเป็นใครหรือมีจริงหรือไม่? เพียงขอให้คำสอนนี้นำมาใช้ดับทุกข์ได้ก็พอแล้ว

๒. ฌานวิสัย คือ เรื่องเกี่ยวกับสมาธิสูงๆ คือตอนนี้เรายังไม่ต้องสนใจทั้งการศึกษาและปฏิบัติเรื่องสมาธิสูงๆ เพราะเพียงสมาธิธรรมดาๆของเรานี้ ก็สามารถนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้แล้ว

๓. กรรมวิบาก คือ เรื่องกรรมและผลของกรรม คือตอนนี้เรายังไม่ต้องสนใจว่าเรื่องกรรมที่มีคนเชื่อถือกันอยู่นั้นจะมีจริงหรือไม่ หรือเป็นอย่างไร? เพราะมันไม่ได้ช่วยให้เกิดความรู้และความเข้าใจ ที่จะสามารถนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์เลย

๔. โลกจินตา คือ เรื่องโลกๆ คือตอนนี้เรายังไม่ต้องสนใจเรื่องต่างๆของชาวโลก เช่นเรื่องทางวัตถุทั้งหลายที่ไม่เป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาเพื่อความพ้นทุกข์ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับโลก เช่น ใครสร้างโลก? โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่? เป็นต้น และเรื่องของชีวิตหลังความตายด้วย เช่น ตายแล้วไปไหน? นรก สวรรค์ ตามที่เชื่อกันอยู่นั้นมีจริงหรือไม่? เป็นต้น

ชาวต่างชาติที่จะมาศึกษาพุทธศาสนา มักจะสนใจศึกษาว่าพระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่? หรือบางคนก็ชอบศึกษาและปฏิบัติเฉพาะเรื่องสมาธิระดับสูง หรือบางคนก็ไปศึกษาเรื่องกรรม หรือบางคนก็จะศึกษาว่าตายแล้วไปไหน? เกิดหรือไม่เกิด? ถ้าเกิดอะไรไปเกิด? นรก สวรรค์ เทวดา ผี เป็นต้นนั้นมีอยู่จริงหรือไม่? เป็นต้น ซึ่งเรื่องพวกนี้จัดว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่ควรศึกษา เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่พื้นฐานตามหลักของพุทธศาสนา ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าเรื่องที่ไม่ควรศึกษาเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของความเชื่อทั้งสิ้น ถ้าเรามาศึกษาเรื่องความเชื่อที่ไม่มีหลักการที่แน่ชัด ไม่มีเหตุผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ และไม่มีของจริงหรือหลักฐานมายืนยัน แล้วจะเกิดปัญญาขึ้นมาได้อย่างไร? ถ้าใครไปหลงศึกษาเข้าก็จะจมติดอยู่กับความเชื่อเหล่านี้ แล้วก็อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้

ส่วนเรื่องที่ควรศึกษาสำหรับผู้เริ่มต้นนั้นก็คือเรื่อง ความทุกข์คืออะไร? เกิดจากอะไร? ทุกข์ดับแล้วจะเป็นอย่างไร? และทำอย่างไรชีวิตจึงจะไม่มีความทุกข์? หรือมีให้น้อยที่สุด? เพราะนี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุดและเร่งด่วนที่สุดที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะไปรู้เรื่องอื่น เพราะนี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุดและเร่งด่วนที่สุดที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะไปรู้เรื่องอื่น เมื่อมีความรู้เรื่องความไม่มีทุกข์ได้อย่างถูกต้องแล้วจึงค่อยไปศึกษาเรื่องอื่น ก็จะทำให้ไม่เกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนต่อคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เพราะมีหลักการที่ถูกต้องมาเป็นเครื่องตรวจสอบแล้ว 

หลักพื้นฐานพุทธศาสนา

การที่จะศึกษาเรื่องความเป็นอนัตตาให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้องนั้น เราจะต้องใช้เข้าใจถึงหลักอันเป็นพื้นฐานของพุทธศาสนาเสียก่อน เพราะถ้าเรายังไม่เข้าใจหลักพื้นฐานในการศึกษา เราก็จะศึกษาผิดพลาด แล้วก็จะไม่เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องขึ้นมาได้ ซึ่งหลักพื้นฐานของพุทธศาสนานั้นก็สรุปอยู่ที่

๑. มุ่งตรงสู่การดับทุกข์ คือจะสอนเฉพาะเรื่องการดับทุกข์ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดเท่านั้น

๒.  ศึกษาจากสิ่งที่เรามีอยู่จริง คือจากสิ่งที่เราสามารถพบเห็นหรือรู้สึกได้จริงในปัจจุบัน

๓. ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล ซึ่งเหตุผลนี้ก็มาจากสิ่งที่เรามีอยู่จริงนั่นเอง

๔. ศึกษาอย่างเป็นระบบ คือมีหลักการที่แน่ชัด ศึกษาจากพื้นฐานไปสู่ยอด จากง่ายไปหายาก มีการตั้งสมมติฐาน และพิสูจน์สมมติฐาน แล้วสรุปผล และบันทึก (หรือท่องจำ) เป็นต้น

๕. พิสูจน์ก่อนเชื่อ คือจะเชื่อหรือยอมรับเอาหลักการหรือทฤษฎีใดมาปฏิบัติ ก็ต่อเมื่อได้มีการพิสูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น

สรุปได้ว่า พุทธศาสนาจะมุ่งตรงสู่การดับทุกข์ และศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล ศึกษาอย่างมีระบบ และไม่เชื่ออะไรล่วงหน้าจนกว่าจะได้พิสูจน์จนเห็นผลอย่างแน่ชัดแล้ว ซึ่งหลักการนี้มันก็ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจมาก่อน แต่คนรุ่นหลังที่ไม่เข้าใจ ได้ทำพุทธศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ ให้กลายเป็นไสยศาสตร์ ที่สอนให้มีแต่ความเชื่อ จนนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ไม่ได้อย่างที่่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นสิ่งสำคัญในการเริ่มต้นศึกษาพุทธศาสนาก็คือ เราจะใช้ความเชื่อมาศึกษาไม่ได้เด็ดขาด เพราะความเชื่อเป็นเพียงความมั่นใจว่าจะเป็นความจริงเท่านั้น คือความเชื่อนั้นจะไม่มีหลักการที่แน่ชัดตายตัว และไม่มีเหตุผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ รวมทั้งไม่มีของจริงมายืนยันหรือพิสูจน์ไม่ได้ ดังนั้นความเชื่อจึงไม่จัดว่าเป็นปัญญาที่จะนำมาใช้ดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้ แต่ถ้าจะมีความเชื่อ พุทธศาสนาจะสอนให้มีปัญญามาคอยกำกับอยู่ด้วยเสมอ ถ้าความเชื่อขาดปัญญามาคอยกำกับ ก็จะกลายเป็นความงมงายไปทันที แม้จะเป็นความเชื่อที่ดีก็ตาม

หลักความเชื่อในพุทธศาสนา

ในเรื่องความเชื่อนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงวางหลักในการสร้างความเชื่อเอาไว้ ที่เรียกว่า หลักกาลามสูตร (คือเป็นพระสูตรที่ทรงสอนแก่ชาวกาลามะของอินเดียสมัยพุทธกาล) ซึ่งมีหลักโดยสรุปดังนี้

๑. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ได้ยินได้ฟังมา

๒. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า เป็นเรื่องที่เล่าต่อๆกันมาตั้งแต่โบราณ

๓. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ผู้คนกำลังล่ำลือกันอยู่อย่างกระฉ่อน

๔. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า มีตำราอ้างอิง

๕. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า มีเหตุผลตรงๆ (ตรรกะ) รองรับ

๖. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า มีเหตุผลแวดล้อมรองรับ

๗. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า สามัญสำนึกของเรามันยอมรับ

๘. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า มันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว

๙. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ผู้ที่สอนนั้นดูจากภายนอกแล้วน่าเชื่อถือ

๑๐. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ผู้ที่สอนนี้เป็นครูอาจารย์ที่เรานับถือ

เมื่อเราได้พบคำสอนใด ก่อนอื่นก็ให้นำมาพิจารณาดูก่อนว่า คำสอนนั้นมีโทษหรือไม่มีโทษ? มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์? และคนดีมีเหตุผลที่มีใจเป็นกลางติเตียนหรือไม่ติเตียน? ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าคำสอนนั้นมีโทษ ไม่มีประโยชน์ และคนดีมีเหตุผลที่มีใจเป็นกลางติเตียน ก็ให้ละทิ้งเสีย แต่เมื่อใดที่เราพิจารณาแล้วเห็นว่าคำสอนนั้นมีประโยชน์ ไม่มีโทษ และคนดีมีเหตุผลที่มีใจเป็นกลางก็ไม่ติเตียน ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติดูก่อน เมื่อปฏิบัติตามอย่างเต็มตามมาตรฐานแล้วความทุกข์ไม่ลดลงหรือดับลงจริง (แม้เพียงชั่วคราว) ก็ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าทดลองปฏิบัติดูแล้วผลออกมาเป็นความทุกข์ลดลงหรือดับทุกข์จริง (แม้เพียงชั่วคราว)  จึงค่อยปลงใจเชื่อและรับเอามาปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้น (คือดับทุกข์ได้อย่างถาวร) ต่อไป

อย่าเชื่อใครแม้แต่ตัวเอง

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะได้ยินได้ฟังมา” นั้นก็เป็นเพราะ สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมานั้น เราก็ยังไม่รู้ว่ามันจริงหรือไม่จริง ถ้าเราไปเชื่อว่ามันจริง แล้วถ้าบังเอิญมันไม่จริงขึ้นมา เราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

 สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมาตั้งแต่โบราณ” นั้นก็เป็นเพราะ เรื่องที่เล่าต่อๆกันมานมนานแล้วนั้น มันก็ย่อมที่จะมีการแต่งเติมหรือเปลี่ยนแปลงไปจนผิดเพี้ยนจากต้นตอได้ ถ้าเราหลงเชื่อ เราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะมีคนกำลังล่ำลือกันอยู่อย่างกระฉ่อน” นั้นก็เป็นเพราะ คำล่ำลือนั้นเป็นการกระทำของคนที่ไม่รู้จริง (คนโง่ชอบล่ำลือ) ที่ชอบล่ำลือเรื่องโกหกที่มีคนเขาแต่งขึ้น (เช่นเรื่องผู้วิเศษ เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องพระอรหันต์) เมื่อเราหลงไปเชื่อคำล่ำลือ เราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะมีตำราอ้างอิง” นั้นก็เป็นเพราะว่า ตำราทั้งหลายนั้น อาจถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับได้ หรือคนแต่งตำราอาจเป็นคนที่ไม่รู้จริงก็ได้ ถ้าเราไปหลงเชื่อตำรา เราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะมีเหตุผลตรงๆ (ตรรกะ) รองรับ” นั้นก็เป็นเพราะ เหตุผลตรงๆนั้นยังเป็นแค่ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่านั้น ถ้าบังเอิญเหตุที่เราได้รับมานั้นมันผิด ผลของมันก็ย่อมที่จะผิดตามไปด้วยทันที ดังนั้นถ้าเราเชื่อในเหตุผลนั้นเข้า เราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะมีเหตุผลแวดล้อมรองรับ” นั้นก็เป็นเพราะ การใช้เหตุผลแวดล้อม (หลักฐานประกอบ)  มาตัดสินนั้น ก็เท่ากับเป็นการคาดเดาตามสิ่งแวดล้อม ถ้าบังเอิญเหตุผลที่แวดล้อมนั้นมันเป็นเหตุผลปลอม (เช่นหลักฐานปลอม) เราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะสามัญสำนึกของเรามันยอมรับ” นั้นก็เป็นเพราะ สามัญสำนึกของเรานั้น มันเป็นแค่เพียงความรู้สึกธรรมดาๆของจิตที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาเท่านั้น ดังนั้นสามัญสำนึกของเรานั้นมันก็อาจตัดสินอะไรผิดพลาดได้ (อย่างเช่นเรารู้สึกว่าคนๆนี้เป็นคนดี โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนดีจริงหรือเปล่า?) ถ้าเราเชื่อสามัญสำนึกของเรา เราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะมันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว” นั้นก็เป็นเพราะ ถ้าบังเอิญความเห็นที่เรามีอยู่ก่อนแล้วนั้น มันเป็นความเห็นที่ผิดอยู่ก่อนแล้วโดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วมีคนเขามาพูดตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว ก็จะทำให้เราเชื่อมั่นว่าความเห็นที่เรามีอยู่นั้นมันถูกต้องแล้ว ซึ่งนี่ก็เท่ากับทำให้เราเกิดความเห็นผิดมากยิ่งขึ้นอีกโดยไม่รู้ตัว และเราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะคนที่บอกที่สอนนั้นดูภายนอกน่าเชื่อถือ” นั้นก็เป็นเพราะ คนที่ดูแล้วน่าเชื่อถือนั้น เขาก็อาจมีความเห็นผิดอยู่ก่อนแล้วโดยที่ตัวเขาเองไม่รู้ตัวก็ได้ เมื่อเราไปเชื่อเขา เราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

สาเหตุที่พระพุทธเจ้าสอนว่า “อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะคนที่บอกที่สอนนี้เป็นครูอาจารย์ที่เราเคารพนับถือ” นั้นก็เป็นเพราะ แม้ครูอาจารย์ที่เรานับถือนั้นท่านก็อาจมีความเห็นผิดอยู่ก่อนแล้วโดยที่ตัวท่านเองก็ไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้าเราเชื่อท่าน เราก็จะพลอยเกิดความเห็นผิดตามท่านไปด้วยทันทีโดยไม่รู้ตัว และเราก็จะได้รับคำสอนที่ผิดเพี้ยนมาปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

สรุปแล้วหลักในการสร้างความเชื่อตามหลักพุทธศาสนานั้นก็คือ หลักที่สอนว่า “อย่าเชื่อใคร แม้แต่ตัวเราเอง แต่ให้เชื่อความจริงที่เราได้พิสูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น” ซึ่งหลักในการสร้างความเชื่อของพระพุทธเจ้านี้ จัดว่าเป็นหลักในการสร้างอัจฉริยะบุคคลเลยทีเดียว เพราะคนส่วนมากจะเชื่อตามตำราหรือตามคนอื่น น้อยคนที่จะเชื่อด้วยเหตุด้วยผล แต่แม้เหตุผลที่น่าเชื่อที่สุด พระพุทธเจ้าก็ยังสอนว่าอย่าเพิ่งเชื่อ จนกว่าจะได้พิสูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดก่อน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องนำหลักความเชื่อของพระพุทธเจ้านี้มาใช้ ทั้งในการศึกษาและปฏิบัติของเรานี้อย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะได้แยกแยะว่าคำสอนใดคือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า และคำสอนใดไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า

ศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเราเอง

ในการศึกษาเรื่องการดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเราเองในปัจจุบัน ที่ยังมีสติสัมปฤดี (ความรู้สึกตัวไม่เป็นคนเสียสติ) และมีความจำดีอยู่นี้ เพราะความทุกข์ก็อยู่ในร่างกายและจิตใจนี้ ดังนั้นวิธีการดับทุกข์ก็ต้องอยู่ในร่างกายและจิตใจนี้ ถ้าเราไปศึกษาที่อื่น เช่น อ่านจากตำราแล้วก็จินตนาการไปถึงเรื่องการดับทุกข์ในชาติหน้า แต่ไม่สนใจดับทุกข์ในชาตินี้ เป็นต้น ก็จะเป็นการศึกษาที่ผิดพลาด แล้วก็จะไม่เกิดปัญญาสำหรับนำมาใช้ดับทุกข์ได้จริง

ต้องพึ่งตนเอง

สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ เราต้องพึ่งตัวเองทั้งในการศึกษาและปฏิบัติ จึงจะบังเกิดผลเป็นความดับลงของทุกข์ได้จริง เราจะไปพึ่งคนอื่นหรือพึ่งสิ่งที่เราเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ให้มาช่วยไม่ได้  เพราะการพึ่งสิ่งภายนอกนั้น จะทำให้เราเป็นคนอ่อนแอ ไม่อดทน ไม่มีปัญญา ไม่มีความชำนาญ อันเป็นสิ่งที่ทำลายคุณสมบัติที่จะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ (คือไม่เกิดบารมี)

ดังนั้นเมื่อเรามาศึกษาเรื่องการดับทุกข์ เราก็ต้องพึ่งตัวเอง ทั้งในการฟังหรืออ่านอย่างตั้งใจ แล้วนำสิ่งที่จำได้นั้นมาคิดพิจารณาหาเหตุผลอย่างจริงจัง จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัด แล้วนำความเข้าใจนี้มาพิสูจน์ด้วยการทดลองปฏิบัติด้วยตนเองอย่างจริงจัง จนความทุกข์ดับลงจริงๆ (แม้เพียงชั่วคราว) จนเกิดเป็นความเห็นแจ้งขึ้นมาในที่สุด แต่ถ้าเราไปพึ่งสิ่งภายนอก (อย่างเช่น ถ้าเราเอาแต่สวดมนต์อ้อนวอนหรือบนบาลสารกล่าวสิ่งที่เราเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ ให้มาช่วยให้เราพ้นทุกข์ หรือการให้ทรัพย์สินเงินทองแก่นักบวชมากๆ โดยหวังว่าจะเกิดอำนาจวิเศษมาช่วยให้เราพ้นทุกข์ได้ เป็นต้น) โดยไม่ได้ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยตัวเอง ก็จะไม่ได้รับผลเป็นความพ้นทุกข์ได้จริง เพราะขาดการพึ่งตัวเอง


หน้าต่อไป