-๑-

คำนำ

ชาวพุทธส่วนใหญ่แม้จะนับถือพุทธศาสนา แต่ก็นับถือตามๆกันมาตั้งแต่โบราณ คือนับถือตามพ่อแม่หรือบรรพบุรุษ ไม่ได้นับถือเพราะเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งจากการนับถือตามๆกันมานี้เอง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เป็นไปตามความเชื่อและความเข้าใจของผู้สอนบ้าง หรือตามความเชื่อของสังคมบ้าง จนทำให้ผู้ที่สนใจจะมาศึกษาพุทธศาสนา อย่างเช่น ชาวต่างชาติหรือแม้แต่ชาวพุทธเองก็ตาม เกิดความสับสน เพราะไม่รู้ว่าคำสอนใดคือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า และคำสอนใดไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ถ้าจะให้ไปศึกษาจากพระไตรปิฎกเอาเองก็ศึกษาไม่ไหว เพราะมีเนื้อหามากมาย รวมทั้งภาษาที่ใช้ ก็อ่านแล้วเข้าใจยาก ซึ่งจากเหตุนี้เองจึงได้เกิดการนำเอาหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า มาอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆและสรุปไว้ในหนังสือ “พระพุทธเจ้าสอนอะไร?” เล่มนี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะได้ใช้เป็นคู่มือในการศึกษา เพื่อให้รู้และเข้าใจว่า แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร?

จึงฝากให้ผู้ที่สนใจทั้งหลาย ได้ช่วยกันศึกษาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ให้เข้าใจ และนำเอาไปปฏิบัติ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต และถ้าใครเห็นว่าหนังสือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ก็ขอให้ช่วยกันเผยแพร่ต่อไป เพื่อช่วยให้เขาได้รับประโยชน์จากคำสอนของพระพุทธเจ้า รวมทั้งช่วยให้โลกมีสันติภาพ ตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้ากันต่อไป

เตชปัญโญ ภิกขุ

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

๗ กุมภาพันธ์  พ.ศ.  ๒๕๖๔

 

*****************************************

ภาค ๑ แยกพุทธออกจากพราหมณ์

พุทธะ – ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

คำว่า พุทธะ แปลว่า รู้, ตื่น, เบิกบาน ซึ่งคำว่า รู้ ก็หมายถึง รู้แจ้งชีวิต รู้แจ้งโลก ตามความเป็นจริง, ส่วนคำว่า ตื่น ก็หมายถึง ตื่นจากความไม่รู้ (หรือหายโง่), ส่วนคำว่า เบิกบาน ก็หมายถึง ความสดชื่น หรือความไม่มีทุกข์ ซึ่งถ้าใครเป็นผู้ที่ รู้ ตื่น เบิกบาน เราก็จะเรียกว่าเป็น พุทธะ ส่วนคำว่า พระพุทธเจ้า หมายถึง ผู้รู้สูงสุด หรือ มีปัญญาสูงสุด  ซึ่งเป็นคำที่เราใช้เรียกผู้ที่เป็นพุทธะคนแรก และเป็นศาสดาที่ให้กำเนิดพุทธศาสนาขึ้นมา

โดยคำว่าพระพุทธเจ้าก็หมายถึง ผู้รู้สูงสุด  ซึ่งพระพุทธเจ้านั้นตามประวัติศาสตร์ เดิมท่านเป็นเจ้าชายของเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งของอินเดียเมื่อสมัย ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว นามว่าเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งพระองค์ก็ทรงเป็นผู้ที่มีความสุขอย่างเพียบพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว แต่จากการที่พระองค์ทรงได้เรียนรู้ในวิชาการต่างๆของสมัยนั้นมาอย่างมากมาย รวมทั้งพระองค์ทรงเป็นผู้ที่สนใจเรื่องความจริงของชีวิต จึงทำให้พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มองเห็นชีวิตต่างไปจากคนอื่น

โดยคนทั่วไปจะมองโลกว่าน่าอยู่และมีแต่ความสุขแล้วก็ลุ่มหลงติดใจกันอยู่ แต่พระองค์กลับทรงมองเห็นว่า “โลกนั้นมีภัยอันใหญ่หลวงรอเราทุกคนอยู่ เพราะเราทุกคนจะต้องพบกับความแก่ ความเจ็บ และความตาย รวมทั้งต้องพบกับความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักไป และการที่ต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือกลัว รวมทั้งต้องพบกับความผิดหวังอย่างแน่นอนในอนาคต ซึ่งเมื่อภัยอันใหญ่หลวงมาถึง เราทุกคนก็ต้องพบความทุกข์ อันเป็นกับความเศร้าโศกหรือเสียใจอย่างที่สุด”

เมื่อทรงพิจาณาเห็นดังนี้แล้ว จึงทรงเกิดความสลดใจและเกิดความคิดขึ้นมาว่า “มันจะมีประโยชน์อะไรกับการที่เรามีความสุขที่แม้จะมากมายและยาวนานสักเท่าใดก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้องมาพบกับภัยที่น่าสะพรึงกลัวนี้”  ซึ่งจากการที่พระองค์ทรงมองเห็นโทษและภัยจากการติดใจลุ่มหลงในความสุขของโลกที่ตามมาด้วยความทุกข์นี้เอง ที่ทำให้พระองค์ทรงเกิดความเบื่อหน่ายในความสุขทั้งหลายของโลก ที่ไม่เที่ยงแท้ถาวรและมีความทุกข์ที่น่ากลัวอย่างยิ่งตามมา ดังนั้นจึงทำให้พระองค์ทรงเสด็จเข้าป่า แล้วอธิฐานบวชด้วยพระองค์เอง เพื่อค้นหาวิธีการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถาวร (ที่สมัยนั้นเรียกว่า นิพพาน) ตามที่มีฤๅษี โยคี ในยุคนั้นได้ปฏิบัติกันอยู่ก่อนแล้ว

ในยุคนั้นมีเจ้าลัทธิที่มีชื่อเสียงหลายคน ที่สอนวิธีปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ โดยเจ้าชายสิทธิถะก็ได้เข้าไปศึกษาและทดลองปฏิบัติ ตามที่เจ้าลัทธิเหล่านั้นสอนอย่างจริงจัง ซึ่งก็มีทั้งการทรมานร่างกายอย่างแสนสาหัส และการฝึกจิตให้มีสมาธิสูงๆ แต่ก็ทรงพบว่าไม่สามารถทำให้จิตหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ โดยเฉพาะการทรมานร่างกายนั้น ทรงพบว่าทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกทรมาน  แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความทุกข์ของจิตใจลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไปได้เลย ส่วนการฝึกจิตให้มีสมาธิสูงๆนั้น แม้จะทำให้จิตสงบเละไม่มีความทุกข์ก็จริง แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะเมื่อจิตไม่มีสมาธิ ความทุกข์ก็ยังจะกลับมาเกิดได้อีก

ต่อมาพระองค์ได้ทรงล้มเลิกวิธีการเก่าๆนั้นเสีย แล้วหันมาทดลองใช้วิธีการพิจารณาค้นหาต้นเหตุ ที่ทำให้จิตของพระองค์เกิดความทุกข์ขึ้นมา ซึ่งก็ทำให้ทรงค้นพบว่า สัญชาติญาณของจิตที่เป็นความรู้สึกว่ามีตัวเรานี่เอง ที่เป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวงของมนุษย์  จึงทำให้พระองค์ทรงตรัสรู้ (ค้นพบ) หลักในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถาวร ที่เรียกว่า อริยสัจ ๔ ด้วยพระองค์เอง โดยที่ไม่ได้มีใครสอน ซึ่งเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ทรงเรียกตัวเองว่าเป็น พุทธะ คือเป็นผู้ที่มีปัญญารู้แจ้งชีวิต รู้แจ้งโลกตามความเป็นจริง

การตรัสรู้หรือค้นพบความจริงของชีวิตและโลกของพระพุทธเจ้านั้น เมื่อสรุปแล้วก็คือการค้นพบความจริงว่า “ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของธรรมชาติ ไม่ได้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้าใดๆมาสร้างขึ้นและควบคุม โดยความจริงสูงสุดที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบก็คือ ความจริงเรื่องความเป็นอนัตตาของจิตใจของทุกชีวิต”  และเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ก็ได้นำหลักอริยสัจ ๔ นี้มาสอนแก่ผู้ที่สนใจ จนมีผู้นับถือมากมาย ซึ่งต่อมาเมื่อพระองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว ก็ได้มีผู้นำเอาคำสอนของพระองค์นี้ มารวบรวมไว้ให้คนรุ่นหลังที่สนใจได้ศึกษา จนเกิดเป็นศาสนาที่เรียกว่าพุทธศาสนาสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าปฏิวัติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์

ในยุคที่พระพุทธเจ้ามีพระชนชีพอยู่นั้น เป็นยุคที่เรียกว่า อุปนิสัตว์ คือเป็นยุคที่ผู้คนมีความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ คือเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันได้แก่เรื่องเทพเจ้าหรือพระเจ้า เรื่องอำนาจวิเศษ เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ และเรื่องจิตหรือวิญญาณของทุกชีวิตนี้เป็นตัวตนอมตะ (อัตตา) ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็มาจากหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ (ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นศาสนาฮินดู) ที่เป็นศาสนาเก่าแก่ของอินเดียสมัยนั้น

ศาสนาพราหมณ์จัดเป็นศาสนาประเภท เทวนิยม คือ เป็นศาสนาที่ยอมรับว่าเทพเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา รวมทั้งควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไป คือเรียกว่ามีเทพเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด โดยหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของศาสนาพราหมณ์ก็คือคำสอนว่า จิตหรือวิญญาณของทุกชีวิตนี้เป็นอัตตา คือเป็นตัวตนอมตะ (ไม่มีวันตาย) ที่สามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วเพื่อไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้เรื่อยไป ซึ่งจากความเชื่อนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องนรก สวรรค์ ชนิดที่เป็นสถานที่ และเรื่องเทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม ผี เปรต ยักษ์ เป็นต้น ชนิดที่เป็นตัวตนบุคคล รวมทั้งเรื่องกรรมชนิดข้ามภพข้ามชาติ ขึ้นมา

ส่วนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้หรือค้นพบก็คือ เรื่องความเป็นอนัตตา (อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่อัตตา) ของจิตหรือวิญญาณของทุกชีวิต ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับที่ศาสนาพราหมณ์สอนอยู่ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงจัดเป็นศาสนาประเภท อเทวนิยม คือ เป็นศาสนาที่ไม่ยอมรับว่าเทพเจ้ามีอยู่จริง รวมทั้งไม่ยอมรับเรื่องจิตหรือวิญญาณของทุกชีวิตเป็นอัตตาด้วย ซึ่งนี่ก็เท่ากับว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงยอมรับเรื่องว่ามีเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งเรื่องนรก สวรรค์ ชนิดที่เป็นสถานที่ และเรื่องเทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม ผี เปรต ยักษ์ เป็นต้น ชนิดที่เป็นตัวตนบุคคล รวมทั้งเรื่องกรรมชนิดข้ามภพข้ามชาติ อีกด้วย

โดยการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากการพิจารณาตามความเชื่ออย่างที่ศาสนาพราหมณ์สอน แต่เกิดขึ้นจากการ ใช้ปัญญาพิจารณาตามเหตุผลจากสิ่งที่มีอยู่จริงตามธรรมชาติ ซึ่งก็ทำให้พระพุทธองค์ทรงค้นพบว่า ทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน ไม่ได้มีเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆมาสร้างและควบคุม ดังนั้นจึงเท่ากับว่า พระพุทธเจ้ายอมรับว่า “ธรรมชาติเป็นสิ่งที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไป” หรือเรียกง่ายๆว่าพุทธศาสนา มีธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด

โดยการสร้างและควบคุมของธรรมชาตินั้น ก็กระทำโดยใช้เหตุ (คำว่า เหตุ หมายถึง สิ่งที่มากระทำที่มีเพียงเหตุเดียว) มาทำให้เกิดเป็นผลขึ้นมา (ส่วนปัจจัยก็หมายถึงเหตุย่อยๆหรือสิ่งที่มาสนับสนุนเหตุ)  ซึ่งการกระทำตามเหตุและผลของธรรมชาตินั้น มันจะมีกฎที่แน่นอน (ไม่เปลี่ยนแปลง) ควบคุมอยู่ ที่เรียกว่า กฎธรรมชาติ อย่างเช่นเมื่อเราทำความดี มันก็จะเกิดความสุขใจ อิ่มใจขึ้นมาทันที แต่ถ้าทำชั่ว มันก็จะเกิดความทุกข์ใจ ร้อนใจขึ้นมาทันที หรือเมื่อจิตของเราเกิดกิเลส มันก็จะเกิดความทุกข์ แต่ถ้าจิตของเราไม่เกิดกิเลส มันก็จะนิพพาน เป็นต้น ซึ่งกฎของเหตุและผลตามธรรมชาตินี้ เราทุกคนก็สามารถรับรู้และรู้สึกได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเราในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นี่เอง

การตรัสรู้หรือค้นพบของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการปฏิวัติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์เลยทีเดียว เพราะเป็นการสอนที่ตรงข้ามกับความเชื่อเก่าแก่ของศาสนาพราหมณ์ ที่เขาเชื่อกันมานมนานแล้ว ว่าจิตหรือวิญญาณของเราเราและสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เป็นอัตตาหรือเป็นตัวตนอมตะที่ไม่มีวันตาย ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความเชื่อเรื่องนรก สวรรค์ ชนิดที่เป็นสถานที่ และเรื่องเทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม ผี เปรต ยักษ์ เป็นต้น ชนิดที่เป็นตัวตนบุคคล รวมทั้งเรื่องกรรมชนิดข้ามภพข้ามชาติ ขึ้นมา แต่ก็ยากที่คนมีสติปัญญาไม่มากพอจะเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นี้ได้ ดังนั้นเมื่อพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานไปแล้วไม่นาน คำสอนเรื่องจิตหรือวิญญาณเป็นอนัตตาของพระพุทธเจ้า จึงถูกเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นอัตตาเหมือนของศาสนาพราหมณ์ไปในที่สุด และก็ได้ถูกสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันโดยชาวพุทธเกือบทั้งหมดไม่รู้ตัว ซึ่งนี่เองที่ทำให้ชาวต่างชาติที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้  จึงเกิดความเข้าใจผิดไปว่า พุทธศาสนานั้นแยกมาจากศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นเพียงกิ่งหนึ่งของศาสนาพราหมณ์เท่านั้น

ภาค ๒ อริยสัจ ๔

 อริยสัจ ๔ ความจริงอันประเสริฐ

คำสอนที่เป็นหัวใจของคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้านั้นก็คือ คำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ ซึ่ง อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ โดยอริยสัจทั้ง ๔ นั้นก็ได้แก่

๑. ทุกข์ คือ ความจริงเรื่องความทุกข์

๒. สมุทัย คือ ความจริงเรื่องสาเหตุของความทุกข์

๓. นิโรธ คือ ความจริงเรื่องความไม่มีทุกข์ หรือนิพพาน (ความสงบเย็น)

๔. มรรค หรือ อริยมรรค คือ ความจริงเรื่องการปฏิบัติเพื่อความไม่มีทุกข์ (หรือการดับทุกข์)

อริยสัจ ๔ นี้สรุปแล้วก็คือ คำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อความไม่มีทุกข์ของจิตใจมนุษย์ในชีวิตปัจจุบัน ซึ่งหลักอริยสัจ ๔ นี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่เราจะต้องรีบศึกษาให้เข้าใจก่อนที่จะไปศึกษาเรื่องอื่น เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด คือเราจะต้องรู้จักวิธีการดับทุกข์ของจิตใจเราให้ได้ก่อน จึงค่อยไปศึกษาเรื่องอื่น ถ้าเราหลงไปศึกษาเรื่องอื่นก่อนโดยที่ยังไม่รู้จักวิธีการดับทุกข์ เราก็จะยังคงมีความทุกข์อยู่ต่อไปตลอดเวลาที่ศึกษานั้น แต่ถ้าเรามาศึกษาเรื่องการดับทุกข์ก่อน แม้ภายหลังเราจะศึกษาหรือไม่ศึกษาเรื่องอื่น รวมทั้งจะดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป เราก็จะไม่มีความทุกข์หรือมีน้อยที่สุดได้ ถ้ามีการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคอย่างถูกต้องและจริงจัง

ระวังอย่าศึกษาอริยสัจ ๔ ผิด

สิ่งสำคัญที่เราควรรู้ก่อนที่จะไปศึกษาอริยสัจ ๔ ก็คือ หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ เป็นหลักที่ต้องใช้ปัญญาเป็นตัวนำในการศึกษาและปฏิบัติ และเป็นหลักที่ใช้ดับทุกข์ของจิตใจเราในชีวิตปัจจุบัน แต่ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน (ตาย) ไปแล้วไม่นาน หลักคำสอนเรื่องอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้ ได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพี้ยนไป จนกลายเป็นหลักการปฏิบัติที่ใช้ความเชื่อ (ศรัทธา) เป็นตัวนำ และเป็นแค่เพียงการปฏิบัติเพื่อสั่งสมเป็นบารมี (คุณสมบัติที่จะนำไปสู่นิพพานหรือความหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถาวร) เอาไว้เท่านั้น ต่อเมื่อเราสั่งสมบารมีเอาไว้มากๆจนเต็มหรือสมบูรณ์แล้ว ชาติต่อๆไปจึงจะนิพพานหรือหลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างถาวร ซึ่งนี่ก็ทำให้หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าหมดประโยชน์หรือคุณค่าลงไปทันที เพราะหัวใจของอริยสัจ ๔ (คือเรื่องจิตหรือวิญญาณของทุกชีวิตเป็นอนัตตา) ได้ถูกทำลายไปแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เพื่อที่จะได้ศึกษาหลักอริยสัจ ๔  ของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง และได้รับประโยชน์จากคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า

วิธีการศึกษาอริยสัจ ๔

หลักในการศึกษาอริยสัจ ๔ นี้ พระพุทธเจ้าสอนว่า  เราต้องศึกษาเรื่องความทุกข์ให้เข้าใจก่อน เมื่อเข้าใจถูกต้องแล้วว่าความทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอนนี้คืออะไร? ต่อไปเราจึงจะไปศึกษาเรื่องสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา เมื่อศึกษาเรื่องสาเหตุขอความทุกข์จนเข้าใจแล้ว เราจึงค่อยไปศึกษาเรื่องนิพพานหรือความไม่มีทุกข์ของจิตใจ เมื่อศึกษาจนเข้าใจเรื่องนิพพานแล้ว จึงค่อยไปศึกษาเรื่องวิธีการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ หรือการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ในภายหลัง เราจึงจะเข้าใจหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และเมื่อเข้าใจแล้วก็ยังต้องมีการทดลองปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ว่าหลักอริยสัจ ๔ นี้ใช้ดับทุกข์ได้จริงหรือไม่อีกด้วย

แต่ถ้าเราไปศึกษาเรื่องอื่นก่อน เช่นไปศึกษาวิธีปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ก่อน โดยยังไม่ได้ศึกษาเรื่องทุกข์และสาเหตุของทุกข์ รวมทั้งเรื่องนิพพานให้เข้าใจก่อน เราก็จะไม่เข้าใจหลักอริยสัจ ๔ ได้อย่างถูกต้อง เป็นต้น และเมื่อไม่เข้าใจอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง ก็ย่อมที่จะทำให้การศึกษาและปฏิบัติของเราทั้งหมด พลอยผิดเพี้ยนไปทั้งหมดทันที ดังนั้นเราจึงต้องปฏิบัติตามหลักที่พระพุทธเจ้าวางไว้นี้อย่างเคร่งครัด เราจึงจะเข้าใจหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง และได้รับประโยชน์จากหลักอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้านำมาสอนเอาไว้

ความทุกข์คืออะไร?

ความทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ นั้น ถ้าจะให้อธิบายอย่างละเอียดก็จะแยกได้ ๒ อย่าง คือ ทุกข์ซ่อนเร้น กับ ทุกข์เปิดเผย โดยความทุกข์ซ่อนเร้นนั้น เป็นความทุกข์ที่เห็นได้ยาก ต้องสังเกตจึงจะพบ คือเป็นความรู้สึกหนัก-เหนื่อยใจ หรือความเร่าร้อนใจ ความกระวนกระวายใจ หรือความที่จิตไม่สงบ ไม่เป็นปกติ ที่เกิดขึ้นมาจากความพอใจหรือยินดี (กิเลสประเภทบวก) ต่อสิ่งที่น่ายินดีทั้งหลาย เช่นจากการเห็นรูปที่สวยงาม หรือได้ยินเสียงที่ไพเราะ เป็นต้น คือมันเกิดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ซึ่งความทุกข์ซ่อนเร้นนี้เป็นความทุกข์ที่ไม่รุนแรง จึงไม่จัดว่าเป็นภัยอันใหญ่หลวง  และทุกคนก็ชอบความสุข จึงทำให้เราไม่รู้สึกว่ามันเป็นความทุกข์ แต่พระพุทธเจ้าก็สอนว่า นี่ก็คือความทุกข์อย่างหนึ่งด้วย เพราะมันก็ทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกทรมานหรือเป็นทุกข์ด้วยเหมือนกัน ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจจุดนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นเราก็จะศึกษาอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าไม่เข้าใจ

ส่วนความทุกข์เปิดเผยนั้นเป็น ความทุกข์ที่รุนแรงที่เห็นได้ง่าย โดยความทุกข์เปิดเผยนี้ก็สรุปอยู่ที่ ความเศร้าโศก (หรือความเสียใจ) แต่ก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ความคับแค้นใจ ความตรอมใจ ความแห้งเหี่ยวใจ ความเครียด และความไม่สบายใจ เป็นต้น ที่เกิดขึ้นมาจากความไม่พอใจหรือความยินร้าย (กิเลสประเภทลบ) ต่อภาวะที่ไม่น่ายินดีทังหลายของชีวิต เช่นได้เห็นรูปที่น่าเกลียดน่ากลัว หรือได้ยินเสียงที่ไม่น่าฟัง เป็นต้น คือมันเกิดขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาและเสียงร้องไห้ ซึ่งภาวะที่ไม่น่ายินดีของชีวิตนั้นก็สรุปอยู่ที่ ความแก่ ความเจ็บ ความป่วย และความตายของร่างกาย รวมทั้งความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก ความที่ต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัว และความผิดหวัง ซึ่งความทุกข์เปิดเผยนี้เอง ที่จัดว่าเป็นภัยอันใหญ่หลวงของเราทุกคน ที่เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับจิตใจของเรา

สรุปได้ว่า ความทุกข์ที่พระพุทธเจ้าสอนนี้ หมายถึงความรู้สึกที่ทนได้ยากหรือความรู้สึกทรมาน ที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเราโดยตรง ที่มีทั้งอย่างซ่อนเร้นและเปิดเผย คือถ้ามันทำให้จิตของเราเกิดความหนัก เหนื่อย หรือไม่สงบ ไม่ปกติ ก็จัดว่าเป็นความทุกข์ซ่อนเร้น แต่ถ้าเป็นความเศร้าโศกหรือความเสียใจอย่างรุนแรง ก็จัดว่าเป็นความทุกข์เปิดเผย ซึ่งนี่คือความทุกข์ที่เราต้องรู้จักให้ถูกต้องก่อน เมื่อรู้จักถูกต้องแล้วเราจึงจะไปศึกษาเรื่องสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ทั้งสองนี้กันต่อไป

สาเหตุของความทุกข์คืออะไร?

อุปาทาน แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น (เรียกสั้นๆว่าความยึดถือ) ซึ่งก็หมายถึง อาการของจิตที่เข้าไปแบกหรือหามเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาไว้ด้วยความรักหรือความพอใจ โดยความยึดถือนี้ก็สรุปอยู่ที่ ความยึดถือ “ในร่างกายและจิตใจ ที่สมมติเรียกกันว่าเป็นตัวเรานี้” ว่ามันเป็น “ตัวเรา” และเมื่อมีความยึดถือว่ามีตัวเราเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะมีความยึดถือในสิ่งต่างๆที่เกี่ยวของกับตัวเรา เช่น พ่อแม่ พี่ น้อง สามีหรือภรรยา ลูก ญาติ เพื่อน รวมทั้งทรัพย์สินเงินทอง กับสิ่งของต่างๆ และเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น ว่ามันเป็น “ของเรา” ตามมาด้วยเสมอ  อย่างที่เรามักเรียกรวมๆกันว่า “ตัวเรา-ของเรา”

เมื่อพิจารณาให้ดีเราก็จะพบว่า ในขณะที่จิตของเรากำลังเกิดความทุกข์ซ่อนอยู่นั้น จิตของเราจะเกิดความยึดถือว่ามี “ตัวเรา” ที่เป็นผู้ที่มีภาวะที่น่าพึงพอใจเกิดขึ้นอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งภาวะที่น่าพอใจนั้นก็คือความสุข โดยขณะที่เรากำลังมีความพึงพอใจในความสุขทั้งหลายนั้น จิตของเราจะเกิดการดิ้นรน เร่าร้อน ซึ่งก็จะทำให้จิตของเราไม่สงบ ไม่ปกติ และหนัก เหนื่อย เป็นต้น ซ่อนอยู่อย่างเงียบๆ ซึ่งนี่คือความทุกข์ซ่อนเร้นที่มนุษย์ไม่หวาดกลัวแถมยังชื่นชอบอีก โดยมนุษย์หารู้ไม่ว่าความสุขนี้นอกจากจะทำให้เกิดความทุกข์ซ่อนเร้นในทันทีแล้ว มันยังจะนำมาซึ่งความทุกข์เปิดเผยที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่งในอนาคต ดังนั้นความสุขจึงเป็นเหมือนเหยื่อล่อ ที่มาล่อลวงเราให้หลงติด แล้วก็ต้องพบกับภัยอันใหญ่หลวงในอนาคตโดยไม่รู้ตัว 

ในขณะที่จิตของเรากำลังเกิดความทุกข์เปิดเผยอยู่นั้น จิตของเราจะเกิดความยึดถือว่ามี “ตัวเรา” ที่เป็นผู้ที่มีภาวะที่ไม่น่าพึงพอใจเกิดขึ้นอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งภาวะที่ไม่น่าพึงพอใจนั้นก็ได้แก่ “การที่มีร่างกายแก่ หรือมีร่างกายเจ็บ หรือมีร่างกายป่วย หรือมีร่างกายพิการ หรือมีร่างกายไม่หล่อไม่สวย หรือมีร่างกายที่กำลังจะตาย หรือมีตัวเราที่เป็นผู้ที่กำลังพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักอยู่ หรือมีตัวเราที่เป็นผู้ที่กำลังประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวอยู่ หรือมีตัวเราที่กำลังผิดหวังอยู่” ซึ่งนี่คือความทุกข์เปิดเผยที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่งของมนุษย์ทั่วไป

อุปาทานเกิดจากกิเลสตัณหา

เมื่ออุปาทานหมายถึง อาการของจิตที่เข้าไปแบกหรือหาม เอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาไว้ด้วยความรักหรือความพอใจ ดังนั้นเราจึงต้องมาศึกษาที่จุดนี้ คือเรื่องความรักหรือความพอใจ ว่ามันคืออะไร? เกิดจากอะไร? โดยความรักหรือความพอใจนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ที่แปลว่า สิ่งเศร้าหมองหรือสกปรก หรือ สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ซึ่งสรุปได้ ๓ อาการ อันได้แก่

๑. อยากเอาเข้ามา ซึ่งก็สรุปอยู่ที่ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ที่จำแนกได้เป็นความรัก ชอบ พอใจ เป็นต้น ซึ่งเราจะเรียกว่า ความยินดี หรือ ความพอใจ ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทบวก

๒. อยากผลักออกไป ซึ่งก็สรุปอยู่ที่ ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ซึ่งจำแนกได้เป็นความโกรธ เกลียด กลัว เบื่อ อับอาย หรือความอยากหนี อยากทำลาย เป็นต้น ซึ่งเราจะเรียกว่า ความยินร้าย หรือ ความไม่พอใจ ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทลบ

๓. ลังเลใจ คือยังไม่รู้ว่าจะเอาเข้ามาหรือผลักออกไป หรือที่เรียกว่า ความไม่แน่ใจ ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทกลางๆ

กิเลสที่ทำให้เกิดความทุกข์นั้นก็คือ ความยินดี หรือ ความพอใจ (ที่ทำให้เกิดความทุกข์ซ่อนเร้น) และ ความยินร้าย หรือ ความไม่พอใจ (ที่ทำให้เกิดทุกข์เปิดเผย) ซึ่ง ความพอใจและไม่พอใจ ของกิเลสนี้เองที่เรียกว่า ตัณหา ที่หมายถึง ความอยาก คือเป็น ความอยากเอาเข้ามาและอยากผลักออกไปจากตัวเรา ซึ่งเมื่อความอยากเกิดขึ้น มันก็ทำให้จิตเกิดอุปาทาน คือเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่เป็นผู้มีความอยากขึ้นมาทันทีพร้อมความทุกข์ (คือทั้งทุกข์ซ่อนเร้นและทุกข์เปิดเผย) ส่วนความลังเลใจไม่จัดว่าเป็นตัณหาเพราะยังไม่ทำให้เกิดความทุกข์

ความเชื่อว่ามีอัตตามาจากความรู้สึกว่ามีตัวเรา

สาเหตุที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าจิตใจของเรานี้เป็นอัตตานั้นก็เป็นเพราะ “เราทุกคนต่างก็มีความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆมายืนยัน” คือในเมื่อเราก็มีความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆขณะนี้ จึงได้เกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า มันมีตัวเราอยู่จริงๆ และเมื่อมีความเข้าใจว่ามีตัวเราอยู่จริงๆ จึงทำให้เกิดความเชื่อเรื่องจิตหรือวิญญาณของเรานี้เป็นอัตตา อย่างที่ศาสนาพราหมณ์สอน ซึ่งนี่เองที่ทำให้ไม่มีใครยอมรับว่า “จิตหรือวิญญาณเป็นอนัตตาตามที่พระพุทธเจ้าสอน”  เพราะมันฝืนหรือตรงข้ามกับสามัญสำนึกของจิต ที่มันรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆ แม้ใครจะมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาคัดค้านก็ตาม ดังนั้นเรื่องที่สำคัญที่สุดก่อนที่จะไปศึกษาเรื่องอื่นก็คือ การศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า “จิตหรือวิญญาณของเรานี้มันเป็นอัตตาหรืออนัตตากันแน่?”

อวิชชาความโง่สูงสุดของมนุษย์

ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนว่า ความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เกิดขึ้นนี้ มันเกิดมาจากสิ่งที่เรียกว่า อวิชชา ที่หมายถึง ความโง่สูงสุดของมนุษย์ หรือหมายถึง ความรู้ที่ผิดที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ซึ่งความรู้ที่ผิดนั้นก็ได้แก่ “ความรู้ว่าจิตหรือวิญญาณนี้คือตัวเรา” ซึ่งอวิชชานี้ก็คือสิ่งที่สมัยนี้เรียกว่า “สัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน” ที่เป็นสัญชาติญาณของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ที่ธรรมชาติมอบไว้ให้แก่จิตใต้สำนึกของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เพื่อให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองขึ้นมา เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวเองแล้ว มันก็จะรักตัวเอง เมื่อมันรักตัวเองมันก็จะพยายามเอาตัวรอดและสืบเผ่าพันธุ์เอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้เกิดสัญชาติญาณย่อยๆตามมาอีก เช่น สัญชาติญาณในการกินอาหาร หาอาหาร หนีภัย  สืบพันธุ์ และเลี้ยงลูก เป็นต้น ถ้าไม่มีสัญชาติญาณเหล่านี้ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายก็จะไม่รักตัวเอง เมื่อไม่รักตัวเองก็จะไม่พยายามเอาตัวรอด แล้วก็จะต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด 

กิเลสมาจากจิตใต้สำนึก

จิตปกติของเรานี้เรียกว่า จิตเต็มสำนึก คือเป็นจิตที่เราควบคุมได้ คือจะคิดอะไรก็ได้ โดยมีเจตนาหรือความตั้งใจที่จะคิด คือถ้าเราขาดสติ เราก็จะตั้งใจคิดด้วยอวิชชาและกิเลส แต่ถ้าเรามีสติ เราก็จะตั้งใจคิดด้วยสติและปัญญา แต่เมื่อจิตของเราเกิดอวิชชาและกิเลสขึ้นมาและดับหายไปครั้งใด อวิชชาและกิเลสมันก็จะทิ้งความเคยชินเอาไว้ให้แก่จิตใต้สำนึก เมื่อจิตของเราเคยเกิดอวิชชาและกิเลสขึ้นมาบ่อยๆ จิตใต้สำนึกมันก็จะมีความเคยชินของอวิชชาและกิเลสมาก เมื่อมีสิ่งภายนอกมายั่วยวน ก็จะทำให้อวิชชาและกิเลสเกิดขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็ว จนเราแทบไม่รู้ตัวและยังควบคุมไม่ได้อีกด้วย อย่างเช่น เมื่อเราได้พบเพศตรงข้ามที่น่ารักน่าใคร่ เราก็จะเกิดความรักหรือความใคร่ขึ้นมาทันทีโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรือเมื่อมีคนมาด่าเรา เราก็จะเกิดความโกรธขึ้นมาทันทีและยังหยุดโกรธไม่ได้อีกด้วย หรือเมื่อเรารู้ว่าคนที่เรารักได้จากไป เราก็จะเกิดความเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที โดยที่เราไม่สามารถระงับหรือดับให้มันหายไปได้ เป็นต้น

อาการที่อวิชชาและกิเลสมันเกิดขึ้นมาได้เอง โดยที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้นี้เอง ที่เรียกว่าเป็น ความเคยชินที่มาจากจิตใต้สำนึก (ที่เราเรียกว่าเป็นนิสัยหรือสันดานของจิต) คือเพราะจิตของเราเคยเกิดอวิชชาและกิเลสมามาก จึงทำให้จิตใต้สำนึกของเรา มีความเคยชินของอวิชชาและกิเลสนี้มาก ดังนั้นเมื่อมีสิ่งหรือเรื่องราวภายนอกมายั่วยวน จึงทำให้อวิชชาและกิเลสเกิดขึ้นมาได้เองอย่างรวดเร็วโดยที่เราแทบไม่รู้ตัวและยังควบคุมมันไม่ได้อีกด้วย 

สรุปอวิชชาคือต้นเหตุของความทุกข์

เมื่อสรุปแล้วต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลายก็มาจาก อวิชชา ซึ่งเป็น ความรู้ว่ามีตัวเอง (สัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน) ที่ธรรมชาติมอบให้มา เพื่อให้มนุษย์มีความรู้สึกว่ามีตัวเอง เพื่อที่จะได้ให้มนุษย์สืบเผ่าพันธุ์เอาไว้ จะได้ไม่สูญพันธ์ไปจากโลก แต่เมื่อมนุษย์มีความรู้สึกว่ามีตัวเอง จึงทำให้มนุษย์เกิดความเชื่อและความเข้าใจผิดไปว่ามันมีตัวเองอยู่จริงๆ รวมทั้งยังเข้าใจผิดว่ามีตัวตนของคนอื่นและของสิ่งอื่นๆอยู่จริงๆอีกด้วย

เมื่อมีความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองเช่นนี้เกิดขึ้น จึงได้ทำให้มนุษย์เกิดความรักหรือความพอใจ (คือเกิดกิเลสและตัณหา) ในร่างกายและจิตใจของธรรมชาติที่รู้สึกว่าเป็นตัวเอง และยังรักหรือพอใจในสิ่งที่เป็นของธรรมชาติที่รู้สึกว่าเป็นของตัวเองอีกด้วย ซึ่งเมื่อเกิดความรักหรือความพอใจขึ้นมาแล้ว จึงได้เกิดความยึดถือ (อุปาทาน) ว่ามีตัวเองขึ้นมาพร้อมกับความยึดถือว่ามีของตัวเองขึ้นมาด้วย และเมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเองขึ้นมาในภาวะที่น่าพอใจ (คือชีวิตกำลังมีความสุขอยู่) ก็จะเกิดความทุกข์ซ่อนเร้นขึ้นมา แต่เมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเองขึ้นมาในภาวะที่ไม่น่าพอใจ (เช่นร่างกายแก่ หรือเจ็บ หรือกำลังจะตาย เป็นต้น) ก็จะเกิดความทุกข์เปิดเผยขึ้นมา

ที่สำคัญก็คือ เมื่อจิตของเราเกิดอวิชชาและกิเลสตัณหาอุปาทานขึ้นมาบ่อยๆ มันก็จะเกิดเป็นความเคยชินหรือนิสัยที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ที่จะทำให้เกิดอวิชชาและกิเลสตัณหาอุปาทานขึ้นมาอีกอย่างง่ายดายและรวดเร็วรวมทั้งรุนแรงอีกด้วย ดังนั้นจึงทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ขึ้นมาอยู่เรื่อยไปอย่างควบคุมไม่ได้ ซึ่งก็ทำให้เราต้องเป็นทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้


หน้าต่อไป