-๑-

คำนำ

ชาวพุทธส่วนใหญ่แม้จะนับถือพุทธศาสนา แต่ก็นับถือตามๆกันมาตั้งแต่โบราณ คือนับถือตามพ่อแม่หรือบรรพบุรุษ ไม่ได้นับถือเพราะเข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งจากการนับถือตามๆกันมานี้เอง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้เป็นไปตามความเชื่อและความเข้าใจของผู้สอนบ้าง หรือตามความเชื่อของสังคมบ้าง จนทำให้ผู้ที่สนใจจะมาศึกษาพุทธศาสนา อย่างเช่น ชาวต่างชาติหรือแม้แต่ชาวพุทธเองก็ตาม เกิดความสับสน เพราะไม่รู้ว่าคำสอนใดคือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า และคำสอนใดไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ถ้าจะให้ไปศึกษาจากพระไตรปิฎกเอาเองก็ศึกษาไม่ไหว เพราะมีเนื้อหามากมาย รวมทั้งภาษาที่ใช้ ก็อ่านแล้วเข้าใจยาก ซึ่งจากเหตุนี้เองจึงได้เกิดการนำเอาหลักคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า มาสรุปไว้โดยใช้ภาษาง่ายๆอยู่ในหนังสือ “พระพุทธเจ้าสอนอะไร?” เล่มนี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะได้ใช้เป็นคู่มือในการศึกษา เพื่อให้รู้และเข้าใจว่า แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าสอนอะไร?

จึงฝากให้ผู้ที่สนใจทั้งหลาย ได้ช่วยกันศึกษาหลักคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ให้เข้าใจ และนำเอาไปปฏิบัติ เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิต และถ้าใครเห็นว่าหนังสือนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ ก็ขอให้ช่วยกันเผยแพร่ต่อไป เพื่อช่วยให้เขาได้รับประโยชน์จากคำสอนของพระพุทธเจ้า รวมทั้งช่วยให้โลกมีสันติภาพ ตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้ากันต่อไป

เตชปัญโญ ภิกขุ

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

๓  มกราคม  พุทธศักราช  ๒๕๖๐

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ภาค ๑ อมตะธรรม

พุทธะ – ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

คำว่า พุทธะ แปลว่า รู้, ตื่น, เบิกบาน ซึ่งคำว่า รู้ ก็หมายถึง รู้แจ้งชีวิต, ส่วนคำว่า ตื่น ก็หมายถึง ตื่นจากความไม่รู้ (หรือหายโง่), ส่วนคำว่า เบิกบาน ก็หมายถึง ความสดชื่น หรือความไม่มีทุกข์ ซึ่งถ้าใครเป็นผู้ที่ รู้ และตื่น รวมทั้งเบิกบาน ก็จะเรียกว่าเป็น “พุทธะ” ส่วนคำว่า พระพุทธเจ้า  เป็นคำที่เราใช้เรียกผู้ที่เป็นพุทธะคนแรกและเป็นศาสดาที่ให้กำเนิดพุทธศาสนาขึ้นมา โดยคำว่าพระพุทธเจ้าก็หมายถึง ผู้รู้สูงสุด  ซึ่งพระพุทธเจ้านั้นตามประวัติศาสตร์ เดิมท่านเป็นเจ้าชายของเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งของอินเดียเมื่อสมัย ๒,๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว นามว่าเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งพระองค์ก็ทรงเป็นผู้ที่มีความสุขอย่างเพียบพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว แต่จากการที่พระองค์ทรงได้เรียนรู้ในวิชาการต่างๆของสมัยนั้นมาอย่างมากมาย จึงทำให้พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มองเห็นชีวิตต่างไปจากคนอื่น คือคนทั่วไปจะมองโลกว่าน่าอยู่และมีแต่ความสุขแล้วก็ลุ่มหลงติดใจกันอยู่ แต่พระองค์กลับทรงมองเห็นว่า “โลกนั้นมีภัยอันใหญ่หลวงรอเราทุกคนอยู่ เพราะเราทุกคนจะต้องพบกับความแก่ ความเจ็บ และความตาย รวมทั้งต้องพบกับความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักไป และการที่ต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือกลัว รวมทั้งต้องพบกับความผิดหวัง อย่างแน่นอนในอนาคต ซึ่งเมื่อภัยอันใหญ่หลวงมาถึง เราทุกคนก็ต้องพบกับความเศร้าโศกหรือเสียใจอย่างที่สุด”

เมื่อทรงเห็นดังนี้แล้วจึงทรงเกิดความสังเวชใจขึ้นมาว่า “มันจะมีประโยชน์อะไรกับการที่เรามีความสุขที่แม้จะมากมายและยาวนานสักเท่าใดก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้องมาพบกับภัยที่น่าสะพรึงกลัวนี้”  ซึ่งจากการที่พระองค์ทรงมองเห็นโทษและภัยจากการติดใจลุ่มหลงในความสุขของโลกที่ตามมาด้วยความทุกข์นี้เอง ที่ทำให้พระองค์ทรงเกิดความเบื่อหน่ายในความสุขทั้งหลายของโลก ที่ไม่เที่ยงแท้ถาวรและมีความทุกข์ที่น่ากลัวอย่างยิ่งตามมา ดังนั้นจึงทำให้พระองค์ทรงเสด็จเข้าป่า แล้วอธิฐานบวชด้วยพระองค์เอง เพื่อค้นหา อมตะธรรม ที่หมายถึง หลักปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างยั่งยืนถาวร ตามที่มีฤๅษี โยคี ในยุคนั้นได้ปฏิบัติกันอยู่ก่อนแล้ว

ในยุคนั้นมีเจ้าลัทธิที่มีชื่อเสียงหลายคน ที่สอนเรื่องความหลุดพ้นจากความทุกข์ โดยเจ้าชายสิทธิถะก็ได้เข้าไปศึกษาและทดลองปฏิบัติตามที่เจ้าลัทธิเหล่านั้นสอนอย่างจริงจัง ซึ่งก็มีทั้งการทรมานร่างกายอย่างแสนสาหัส และการฝึกจิตให้มีสมาธิสูงๆ แต่ก็ทรงพบว่าไม่สามารถทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นพระองค์จึงทรงล้มเลิกวิธีการเก่าๆนั้นเสีย แล้วหันมาใช้วิธีการพิจารณาหาค้นหาต้นเหตุ ที่ทำให้จิตของพระองค์เกิดความทุกข์ขึ้นมา จึงทำให้พระองค์ทรงตรัสรู้ (ค้นพบ) อมตะธรรมด้วยพระองค์เอง โดยที่ไม่ได้มีใครสอน และพระองค์ก็ทรงเรียกตัวเองว่าเป็น พุทธะ คือเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้แล้ว ก็ได้นำอมตะธรรมนี้มาสอนแก่ผู้ที่สนใจ จนมีผู้นับถือมากมาย ซึ่งต่อมาเมื่อพระองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว ก็ได้มีผู้นำเอาคำสอนของพระองค์นี้ มารวบรวมไว้ให้คนรุ่นหลังที่สนใจได้ศึกษา จนเกิดเป็นศาสนาที่เรียกว่าพุทธศาสนาสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน (แต่เราก็ต้องเข้าใจว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงปรินิพพานไปแล้ว คำสอนเรื่องความหลุดพ้นจากความทุกข์ของพระองค์ ก็ได้ถูกตีความให้ผิดเพี้ยนไปตามความเชื่อของสังคมยุคนั้น ที่อยากจะมีอัตตาหรือตัวตน จนทำให้คำสอนของพระองค์ กลายเป็นคำสอนที่นำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันไม่ได้ อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน)

 อมตะธรรม

อมตะธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบด้วยพระองค์เองนั้นก็คือ อริยสัจ ๔ ที่แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ โดยอริยสัจ ๔ นั้นก็ได้แก่

๑. ทุกข์ คือ ความจริงเรื่องความทุกข์

๒. สมุทัย คือ ความจริงเรื่องสาเหตุของความทุกข์

๓. นิโรธ คือ ความจริงเรื่องความไม่มีทุกข์ และเมื่อจิตไม่มีทุกข์มันก็จะนิพพาน (สงบเย็น)

๔. มรรค หรือ อริยมรรค คือ ความจริงเรื่องการปฏิบัติเพื่อความไม่มีทุกข์ (หรือการดับทุกข์)

อริยสัจ ๔ นี้สรุปแล้วก็คือ คำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อความไม่มีทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ซึ่งหลักอริยสัจ ๔ นี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่เราจะต้องรีบศึกษาให้เข้าใจก่อนที่จะไปศึกษาเรื่องอื่น เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด คือเราจะต้องรู้จักวิธีการดับทุกข์ให้ได้ก่อน จึงค่อยไปศึกษาเรื่องอื่น ถ้าเราหลงไปศึกษาเรื่องอื่นก่อนโดยที่ยังไม่รู้จักวิธีการดับทุกข์ เราก็จะยังคงมีความทุกข์อยู่ต่อไปตลอดเวลาที่ศึกษานั้น แต่ถ้าเรามาศึกษาเรื่องการดับทุกข์ก่อน แม้ภายหลังเราจะศึกษาหรือไม่ศึกษาเรื่องอื่น รวมทั้งจะดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป เราก็จะไม่มีความทุกข์หรือมีน้อยที่สุดได้ ถ้ามีการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคอย่างจริงจัง

ความทุกข์คือความเศร้าโศกเสียใจ

ความทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ นั้น ถ้าจะให้อธิบายอย่างละเอียดก็จะแยกได้ ๒ อย่าง คือ ทุกข์ซ่อนเร้น กับ ทุกข์เปิดเผย โดยความทุกข์ซ่อนเร้นนั้น เป็นความทุกข์ที่เห็นได้ยาก ต้องสังเกตจึงจะพบ คือเป็นความรู้สึกหนัก-เหนื่อยใจ หรือความเร่าร้อนใจ ความกระวนกระวายใจ หรือความที่จิตไม่สงบ ไม่เป็นปกติ ที่เกิดขึ้นมาจากความพอใจหรือยินดี เมื่อเราได้ความสุขตามที่อยากจะได้ (คือมันเกิดขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ) ซึ่งความทุกข์ซ่อนเร้นนี้มันไม่รุนแรง จึงไม่จัดว่าเป็นภัยอันใหญ่หลวง  และทุกคนก็ชอบความสุข จึงไม่รู้สึกว่ามันมีความทุกข์ซ่อนอยู่ด้วย

ส่วนความทุกข์เปิดเผยนั้นเป็น ความทุกข์ที่รุนแรงที่เห็นได้ง่าย โดยความทุกข์เปิดเผยนี้ก็สรุปอยู่ที่ ความเศร้าโศก (หรือความเสียใจ) แต่ก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ความคับแค้นใจ ความตรอมใจ ความแห้งเหี่ยวใจ ความเครียด และความไม่สบายใจ เป็นต้น ที่เกิดขึ้นมาจากความไม่พอใจหรือความยินร้ายต่อภาวะที่ไม่น่ายินดีของชีวิต (คือมันเกิดขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาและเสียงร้องไห้) ซึ่งภาวะที่ไม่น่ายินดีของชีวิตนั้นก็สรุปอยู่ที่ ความแก่ ความเจ็บ ความป่วย และความตายของร่างกาย รวมทั้งความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก ความที่ต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัว และความผิดหวัง ซึ่งความทุกข์เปิดเผยนี้เอง ที่จัดว่าเป็นภัยอันใหญ่หลวงของเราทุกคน ที่เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับจิตใจของเราและของคนที่เรารัก

ทุกข์เกิดจากอุปาทาน

อุปาทาน แปลว่า ความยึดมั่นถือมั่น (เรียกสั้นๆว่าความยึดถือ) ซึ่งก็หมายถึง อาการของจิตที่เข้าไปแบกหรือหามเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มาไว้ด้วยความรักหรือความพอใจ โดยความยึดถือนี้ก็สรุปอยู่ที่ ความยึดถือ “ในร่างกายและจิตใจ ที่สมมติเรียกกันว่าเป็นตัวเรานี้” ว่ามันเป็น “ตัวเรา” และเมื่อมีความยึดถือว่ามีตัวเราเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะมีความยึดถือในสิ่งต่างๆที่เกี่ยวของกับตัวเรา เช่น พ่อแม่ พี่ น้อง สามีหรือภรรยา ลูก ญาติ เพื่อน รวมทั้งทรัพย์สินเงินทอง กับสิ่งของต่างๆ และเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น ว่ามันเป็น “ของเรา” ตามมาด้วยเสมอ  อย่างที่เรามักเรียกรวมๆกันว่า “ตัวเรา-ของเรา”

เมื่อพิจารณาให้ดีเราก็จะพบว่า ในขณะที่จิตของเรากำลังเกิดความทุกข์ (เปิดเผย) อยู่นั้น จิตของเราจะเกิดความยึดถือว่ามี “ตัวเรา” ที่เป็นผู้ที่มีภาวะที่ไม่น่าพึงพอใจเกิดขึ้นอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งภาวะที่ไม่น่าพึงพอใจนั้นก็ได้แก่ “การที่มีร่างกายแก่ หรือมีร่างกายเจ็บ หรือมีร่างกายป่วย หรือมีร่างกายพิการ หรือมีร่างกายไม่หล่อไม่สวย หรือมีร่างกายที่กำลังจะตาย หรือมีตัวเราที่เป็นผู้ที่กำลังพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักอยู่ หรือมีตัวเราที่เป็นผู้ที่กำลังประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวอยู่ หรือมีตัวเราที่กำลังผิดหวังอยู่” ซึ่งนี่ก็สรุปได้ว่า ความทุกข์ทั้งหมดของชีวิตเรานั้น มันเกิดขึ้นมาจาก “ความยึดถือว่ามีตัวเรา” นั่นเอง ดังนั้นในทางตรงกันข้าม ถ้าเราสามารถ “ปล่อยวางความยึดถือว่ามีตัวเรา” นี้เสียได้ ความทุกข์ทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะจิตไม่ไปยึดถือเอาภาวะที่ไม่น่าพึงพอใจของธรรมชาติเหล่านั้น ว่าเป็น “ตัวเรา-ของเรา” ด้วยความโง่อย่างสูงสุดของจิต  

อุปาทานเกิดจากตัณหา

เมื่ออุปาทานหมายถึง อาการของจิตที่เข้าไปแบกหรือหาม เอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาไว้ด้วยความรักหรือความพอใจ ดังนั้นถ้าเราไม่เกิดความรักหรือความพอใจในสิ่งใด เราก็จะไม่เกิดความยึดถือหรืออุปาทานในสิ่งนั้น และเราก็จะไม่เกิดความทุกข์เพราะสิ่งนั้น ดังนั้นเราจึงต้องมาศึกษาที่จุดนี้ คือเรื่องความรักหรือความพอใจ ว่ามันคืออะไร? เกิดจากอะไร? และจะทำให้มันไม่เกิดขึ้นได้อย่างไร? โดยความรักหรือความพอใจนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า กิเลส ที่แปลว่า สิ่งเศร้าหมอง หรือ สิ่งที่ทำให้จิตเศร้าหมอง ซึ่งสรุปได้ ๓ อาการ อันได้แก่

๑. อยากเอาเข้ามา ซึ่งก็สรุปอยู่ที่ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ที่จำแนกได้เป็นความรัก ชอบ พอใจ ติดใจ เป็นต้น ซึ่งเราจะเรียกว่า ความยินดี หรือ ความพอใจ ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทบวก

๒. อยากผลักออกไป ซึ่งก็สรุปอยู่ที่ ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ซึ่งจำแนกได้เป็นความโกรธ เกลียด กลัว เบื่อ อับอาย หรือความอยากหนี อยากทำลาย เป็นต้น ซึ่งเราจะเรียกว่า ความยินร้าย หรือ ความไม่พอใจ ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทลบ

๓. ลังเลใจ คือยังไม่รู้ว่าจะเอาเข้ามาหรือผลักออกไป หรือที่เรียกว่า ความไม่แน่ใจ ซึ่งจัดเป็นกิเลสประเภทกลางๆ

กิเลสที่ทำให้เกิดความทุกข์นั้นก็คือ ความยินดี หรือ ความพอใจ (ที่ทำให้เกิดความทุกข์ซ่อนเร้น) และ ความยินร้าย หรือ ความไม่พอใจ (ที่ทำให้เกิดทุกข์เปิดเผย) ซึ่ง ความพอใจและไม่พอใจ ของกิเลสนี้เองที่เรียกว่า ตัณหา ที่แปลว่า ความอยาก คือเป็น ความอยากเอาเข้ามาและอยากผลักออกไป ซึ่งเมื่อความอยากเกิดขึ้น มันก็ทำให้จิตเกิดอุปาทาน คือเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่เป็นผู้มีความอยากขึ้นมาทันทีพร้อมความทุกข์ (คือทั้งทุกข์ซ่อนเร้นและทุกข์เปิดเผย) ส่วนความลังเลใจไม่จัดว่าเป็นตัณหาเพราะยังไม่ทำให้เกิดความทุกข์

กิเลสตัณหาเกิดมาจากความเข้าใจว่ามีอัตตา

การที่จิตของเราเกิดความรักหรือความพอใจในสิ่งใดนั้นก็เป็นเพราะ จิตของเรามันมีความเข้าใจ (หรือความเห็น) ว่า “สิ่งที่เราไปรักหรือพอใจนั้นมันเป็นตัวตนของมันเองจริงๆ (อัตตา) ซึ่งตัวตนนี้จะเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร (นิจจัง) และตัวตนนี้จะมีแต่ความสุข (สุขัง) ซึ่งเมื่อจิตมีความเข้าใจดังนี้ มันจึงได้เกิดความรักหรือความพอใจขึ้นมา เพราะมันเข้าใจว่า เมื่อรักหรือพอใจในสิ่งที่เป็นตัวตนที่เที่ยงและมีแต่ความสุขนี้แล้ว มันก็จะมีแต่ความสุขอย่างนี้ตลอดไปโดยไม่มีปัญหาหรือความทุกข์ใดๆตามมา ซึ่งสิ่งที่จิตเข้าใจว่าเป็นอัตตานั้นก็สรุปอยู่ที่ ร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกว่าเป็น “ตัวเรา” นี้ และสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ สามีหรือภรรยา ลูก เพื่อน คนรู้จัก และทรัพย์สมบัติ รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้ทั้งหลาย และเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น ที่สมมติเรียกว่าเป็น “ของเรา”

ต้องเข้าใจคำว่าอัตตาก่อน

คำว่า อัตตา เป็นภาษาบาลีแปลว่า ตน หรือ ตัวตน หรือ ตนเอง ซึ่งหมายถึง ความเป็นตัวตนของตนเอง หรือ ความเป็นตัวตนที่แท้จริง โดยสิ่งที่เป็นอัตตานั้น จะมีลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑. ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใดมาปรุงแต่ง (คำว่าปรุงแต่งหมายถึงการกระทำโดยธรรมชาติ) คือมันจะมีตัวตนเฉพาะเป็นของมันเองโดยที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใดมาเป็นเหตุและปัจจัย ในการปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมาและตั้งอยู่

๒. นิจจัง คือ มันจะตั้งอยู่หรือดำรงอยู่ในลักษณะหรือภาวะเช่นเดิมตลอดไป โดยที่จะไม่แตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิตหรือความรู้สึก) อย่างเด็ดขาด (ที่เรียกว่า นิรันดร หรือ อมตะ) ไม่ว่าจะมีอะไรมาทำลาย หรือไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปสักเท่าไรก็ตาม

๓. สุขัง คือ มันจะตั้งอยู่อย่างสุขสบาย เพราะเมื่อไม่มีสิ่งใดจะมาทำลายให้มันเปลี่ยนแปลงหรือแตกดับได้ ดังนั้นมันจึงดำรงอยู่หรือตั้งอยู่อย่างไม่มีปัญหาใดๆที่จะทำให้เดือดร้อนหรือเป็นทุกข์ ดังนั้นมันจึงตั้งอยู่อย่างสุขสบายตลอดเวลา

ในสมัยพุทธกาลนั้นเป็นยุคที่ผู้คนส่วนมากจะมีความเชื่อว่า จิตใจ (หรือวิญญาณ) ของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เป็นอัตตา คือมันสามารถที่จะออกจากร่างกายที่ตายไปแล้วเพื่อไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้เรื่อยไป ซึ่งจากความเชื่อนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องนรก สวรรค์ เรื่องเทวดา นางฟ้า ผี ปีศาจ และเรื่องการเกิดใหม่เพื่อมารับผลจากการกระทำของตนเองที่ทำไว้เมื่อชาติก่อน (เรื่องกรรม) เป็นต้น ขึ้นมา ซึ่งความเชื่อนี้เองที่ภายหลังที่พระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานไปแล้วไม่นาน ก็ได้ผสมหรือปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนา จนทำให้ความรู้เรื่องอนัตตา ที่เป็นหัวใจของอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอัตตาไปโดยไม่รู้ตัว จนทำให้หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า กลายเป็นหลักการปฏิบัติเพื่อที่ตายแล้วจะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกให้เป็นทุกข์ อย่างเช่นที่คนที่นับถือพุทธศาสนาส่วนมาก กำลังเชื่อกันอยู่ในปัจจุบัน

ความเข้าใจว่ามีอัตตามาจากความรู้สึกว่ามีตัวเรา

สาเหตุที่ทำให้เกิดความเข้าใจว่าจิตใจของเรานี้เป็นอัตตานั้นก็เป็นเพราะ “เราทุกคนต่างก็มีความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆมายืนยัน” คือในเมื่อเราก็มีความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆขณะนี้ จึงได้เกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า มันมีตัวเราอยู่จริงๆ ซึ่งนี่เองที่ทำให้ไม่มีใครยอมรับว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริง”  เพราะมันฝืนหรือตรงข้ามกับสามัญสำนึกของจิต ที่มันรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆ แม้ใครจะมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาคัดค้านก็ตาม ดังนั้นเรื่องที่สำคัญต่อไปก็คือ การศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า “ความรู้สึกว่ามีตัวเรา” นี้ มันคืออะไร?

ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนว่า ความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เกิดขึ้นนี้ มันเกิดมาจากสิ่งที่เรียกว่า อวิชชา ที่หมายถึง ความโง่สูงสุดของมนุษย์ หรือหมายถึง ความรู้ที่ผิดที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา ซึ่งความรู้ที่ผิดนั้นก็ได้แก่ “ความรู้ว่ามีตัวเอง (อัตตา)” ซึ่งอวิชชานี้ก็คือสิ่งที่สมัยนี้เรียกว่า “สัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน” ที่เป็นสัญชาติญาณของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ที่ธรรมชาติมอบไว้ให้แก่จิตใต้สำนึกของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เพื่อให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองขึ้นมา เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวเองแล้ว มันก็จะรักตัวเอง เมื่อมันรักตัวเองมันก็จะพยายามเอาตัวรอดและสืบเผ่าพันธุ์เอาไว้ ดังนั้นจึงทำให้เกิดสัญชาติญาณย่อยๆตามมาอีก เช่น สัญชาติญาณในการกินอาหาร หาอาหาร หนีภัย  สืบพันธุ์ และเลี้ยงลูก เป็นต้น ถ้าไม่มีสัญชาติญาณเหล่านี้ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายก็จะไม่รักตัวเอง เมื่อไม่รักตัวเองก็จะไม่พยายามเอาตัวรอด แล้วก็จะต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด 

กิเลสมาจากจิตใต้สำนึก

จิตปกติของเรานี้เรียกว่า จิตเต็มสำนึก คือเป็นจิตที่เราควบคุมได้ คือจะคิดอะไรก็ได้ โดยมีเจตนาหรือความตั้งใจที่จะคิด คือถ้าเราขาดสติ เราก็จะตั้งใจคิดด้วยอวิชชาและกิเลส แต่ถ้าเรามีสติ เราก็จะตั้งใจคิดด้วยสติและปัญญา แต่เมื่อจิตของเราเกิดอวิชชาและกิเลสขึ้นมาและดับหายไปครั้งใด อวิชชาและกิเลสมันก็จะทิ้งความเคยชินเอาไว้ให้แก่จิตใต้สำนึก เมื่อจิตของเราเคยเกิดอวิชชาและกิเลสขึ้นมาบ่อยๆ จิตใต้สำนึกมันก็จะมีความเคยชินของอวิชชาและกิเลสมาก เมื่อมีสิ่งใดมายั่วยวน ก็จะทำให้อวิชชาและกิเลสเกิดขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็วจนเราแทบไม่รู้ตัวและยังควบคุมไม่ได้อีกด้วย อย่างเช่น เมื่อเราได้พบเพศตรงข้ามที่น่ารักน่าใคร่ เราก็จะเกิดความรักหรือความใคร่ขึ้นมาทันทีโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ หรือเมื่อมีคนมาด่าเรา เราก็จะเกิดความโกรธขึ้นมาทันทีโดยที่เราไม่ได้อยากจะโกรธ อีกทั้งเรายังหยุดโกรธไม่ได้อีกด้วย หรือเมื่อเรารู้ว่าคนที่เรารักได้จากไป เราก็จะเกิดความเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที โดยที่เราไม่สามารถระงับหรือดับให้มันหายไปได้ เป็นต้น

อาการที่อวิชชาและกิเลสมันเกิดขึ้นมาได้เอง โดยที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้นี้เอง ที่เรียกว่าเป็น ความเคยชินที่มาจากจิตใต้สำนึก (หรือที่เราเรียกว่าเป็นนิสัยของจิต) คือเพราะจิตของเราเคยเกิดอวิชชาและกิเลสมามาก จึงทำให้จิตใต้สำนึกของเรามีความเคยชินของอวิชชาและกิเลสนี้มาก ดังนั้นเมื่อมีสิ่งหรือเรื่องราวภายนอกมายั่วยวน จึงทำให้อวิชชาและกิเลสเกิดขึ้นมาได้เองอย่างรวดเร็วโดยที่เราแทบไม่รู้ตัวและยังควบคุมมันไม่ได้อีกด้วย 

สรุปอวิชชาคือต้นเหตุของความทุกข์

สรุปได้ว่า ต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหลายก็มาจาก ความรู้ว่ามีตัวเอง (สัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน) ที่ธรรมชาติมอบให้มา เพื่อให้มนุษย์มีความรู้สึกว่ามีตัวเอง เพื่อที่จะได้ให้มนุษย์สืบเผ่าพันธุ์เอาไว้ จะได้ไม่สูญพันธ์ไปจากโลก แต่เมื่อมนุษย์มีความรู้สึกว่ามีตัวเอง จึงทำให้มนุษย์เกิดความเข้าใจผิดไปว่ามันมีตัวเองอยู่จริงๆ รวมทั้งยังเข้าใจผิดว่ามีตัวตนของคนอื่นและของสิ่งอื่นๆอยู่จริงๆอีกด้วย เมื่อมีความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองเช่นนี้เกิดขึ้น จึงได้ทำให้มนุษย์เกิดความรักหรือความพอใจ (คือเกิดกิเลส) ในร่างกายและจิตใจของธรรมชาติที่รู้สึกว่าเป็นตัวเอง และยังรักหรือพอใจในสิ่งที่เป็นของธรรมชาติที่รู้สึกว่าเป็นของตัวเองอีกด้วย ซึ่งเมื่อเกิดความรักหรือความพอใจขึ้นมาแล้ว จึงได้เกิดความยึดถือ (อุปาทาน) ว่ามีตัวเองขึ้นมาพร้อมกับความยึดถือว่ามีของตัวเองขึ้นมาด้วย และเมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเองขึ้นมาในภาวะที่น่าพอใจ (คือชีวิตกำลังมีความสุขอยู่) ก็จะเกิดความทุกข์ซ่อนเร้นขึ้นมา แต่เมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเองขึ้นมาในภาวะที่ไม่น่าพอใจ (เช่นร่างกายแก่ หรือเจ็บ หรือกำลังจะตาย เป็นต้น) ก็จะเกิดความทุกข์เปิดเผยขึ้นมา

อาการทั้งหมดนี้ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ได้ทิ้งความเคยชินเอาไว้แก่จิตใต้สำนึก ดังนั้นเมื่อมีสิ่งหรือเรื่องราวจากภายนอกมายั่วยวน อาการเหล่านี้จึงได้เกิดขึ้นอีกอย่างง่ายดายและรวดเร็วจนเราแทบไม่รู้ตัว และยังควบคุมมันไม่ได้อีกด้วย  แต่ถึงแม้จิตใต้สำนึกนั้นเราจะควบคุมไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ โดยการสร้างความเคยชินใหม่ให้กับมัน ซึ่งหลักอริยมรรคของอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี่เอง ที่เป็นหลักการปฏิบัติในการสร้างความเคยชินใหม่ให้กับจิตใต้สำนึก เพื่อให้มันเปลี่ยนจากที่มันมี “ความรู้ผิดของอวิชชา” ว่า “ตัวเรา-ของเรานี้เป็นอัตตา” มาเป็น “ความรู้ที่ถูกต้องของปัญญา” ว่า “ตัวเรา-ของเรานี้มันเป็นอนัตตา (คือไม่ใช่อัตตา)” รวมทั้งยังสร้างความเคยชินของสมาธิให้มากขึ้นด้วย ซึ่งความเคยชินใหม่นี้เรียกว่า บารมี ที่หมายถึง คุณสมบัติที่นำไปสู่นิพพานหรือความพ้นทุกข์ และเมื่อเราปฏิบัติอริยมรรคจนสามารถทำลายความเคยชินของอวิชชาและกิเลสให้หมดสิ้นไปจากจิตใต้สำนึกของเราได้แล้ว ก็เรียกว่าบารมีเต็มแล้ว และก็จะทำให้เกิดความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างถาวร (หรือตลอดชีวิต) ดังนั้นต่อไปนี้เราจะมาศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ในเรื่องความเป็นอนัตตา ทั้งของร่างกายและจิตใจของเรา รวมทั้งของสิ่งทั้งหลายของธรรมชาติกันต่อไป

 

ภาค ๒ ดวงตาเห็นธรรม

กฎสูงสุดของธรรมชาติ

การที่เราจะศึกษาให้เกิดความเข้าใจว่า “ร่างกายและจิตใจของเรานี้เป็นอนัตตา” ได้นั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงกฎพื้นฐานของธรรมชาติที่สำคัญที่สุดก่อน จึงจะศึกษาแล้วเกิดความเข้าใจ  ซึ่งกฎนี้ก็คือกฎที่ควบคุมสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ (ซึ่งเทียบได้กับพระเจ้าของบางศาสนา) โดยกฎนี้เรียกว่า กฎสูงสุดของธรรมชาติ หรือ กฎสูงสุดของจักรวาล ที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา ที่หมายถึง กฎที่เป็นการอาศัยเหตุและปัจจัยให้เกิดขึ้น โดยกฎนี้จะบังคับทุกสิ่งเอาไว้ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น” ซึ่งกฎอิทัปปัจจยตานี้ ก็เป็นกฎพื้นฐานง่ายๆที่ใครๆก็เข้าใจและยอมรับกันอยู่แล้ว ซึ่งกฎนี้แม้จะดูว่าเป็นกฎง่ายๆ แต่ว่าถ้าเรานำเอากฎนี้มาพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว เราก็จะพบว่า มันมีความลับของธรรมชาติที่สำคัญซ่อนอยู่ในทุกสิ่งของธรรมชาติ ถ้าเราสามารถไขความลับของธรรมชาตินี้ได้ เราก็จะเข้าใจและเห็นแจ้ง เรื่องความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจของเราได้ แต่ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจความหมายของคำบางคำเสียก่อน จึงจะศึกษากฎอิทัปปัจยตาได้เข้าใจ อันได้แก่คำว่า

เกิดขึ้น หมายถึง จากการที่ไม่มีอยู่ก่อน แล้วจึงมามีขึ้นในภายหลัง

ดับหายไป หมายถึง จากการที่เคยมีอยู่ก่อน แล้วจึงมาหายไปในภายหลัง

เหตุ หมายถึง สิ่งที่กระทำให้เกิดผล

ปัจจัย หมายถึง  เหตุย่อยๆ หรือ สิ่งที่มาสนับสนุนเหตุ

ผล หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุ

ปรุงแต่ง หมายถึง การกระทำโดยธรรมชาติ

สิ่งปรุงแต่ง หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น

อัศจรรย์แห่งการปรุงแต่ง

คำว่า สังขาร เป็นภาษาบาลีแปลว่า ปรุงแต่ง ซึ่งคำว่า “ปรุงแต่ง” นี้เป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง ถ้าเข้าใจคำนี้แล้วก็จะเข้าใจกฎอิทัปปัจจยตาได้ถูกต้อง คือคำว่าปรุงแต่งนี้มีความหมายคล้ายการปรุงอาหาร ที่เราเอาเครื่องปรุงต่างๆที่พอเหมาะ มาปรุงโดยใช้ความร้อนอย่างถูกต้อง ก็จะเกิดเป็นอาหารที่เอร็ดอร่อยขึ้นมาได้ ซึ่งคำว่าปรุงแต่งนี้ก็เหมือนกัน คือมันเป็นการกระทำโดยธรรมชาติ ในการนำเอาธาตุ (คือสิ่งมีอยู่จริงๆ) ตามธรรมชาติ มาปรุงแต่งให้เกิดเป็นวัตถุและสิ่งของต่างๆ รวมทั้งจิตใจที่รู้สึกนึกคิดได้ของคนเราขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเมื่อมันปรุงแต่งให้เกิดเป็นสิ่งใดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมานั้น แทบจะไม่หลงเหลือลักษณะเดิมของสิ่งที่นำมาปรุงแต่งมันเลย เพราะสิ่งที่นำมาปรุงแต่งทั้งหลายนั้น มันได้รวมตัวกันจนกลายเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมาจาการปรุงแต่งนี้เราจะเรียกว่าเป็น “สิ่งปรุงแต่ง”

ตัวอย่างเช่น ร่างกายที่ต้องอาศัยอาหาร น้ำ ความร้อน และอากาศที่บริสุทธิ์ มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ซึ่งร่างกายที่เกิดขึ้นมานี้แทบจะไม่หลงเหลือลักษณะของอาหาร น้ำ ความร้อน และอากาศ ให้เราพบเห็นหรือสัมผัสได้เลย เพราะมันได้รวมตัวกันกลายเป็นวัตถุชนิดใหม่ที่สมมติเรียกว่า “ร่างกาย” ขึ้นมาแทน หรืออย่างเช่น เมื่อร่างกายได้ปรุงแต่งให้เกิดวิญญาณ (การรับรู้) ขึ้นมา ซึ่งวิญญาณนี้ก็จะทำให้สมองทำงาน โดยการนำเอาข้อมูลจากสมองมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นการจำได้ และความรู้สึก รวมทั้งการคิดนึก ขึ้นมา แล้วเราก็เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นมานี้รวมๆว่าเป็น จิต หรือ ใจ  เป็นต้น

ส่วนกรณีที่เป็นการกระทำโดยคนหรือสัตว์ ไม่ควรใช้คำว่า ปรุงแต่ง แต่ควรใช้คำว่า ทำ หรือ ประกอบ หรือ สร้าง หรือ ประดิษฐ์ แทน อย่างเช่น การสร้างรถยนต์ขึ้นมา หรือการประดิษฐ์หุ่นยนต์ขึ้นมา เป็นต้น เพราะมันยังหลงเหลือลักษณะเดิมของสิ่งที่นำเอามาสร้าง เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง ยาง พลาสติก แก้ว เป็นต้น ให้เราได้พบเห็นอยู่

ทุกสิ่งมันเป็น “เช่นนั้นเอง”

สิ่งที่ต้องสังเกตคือ จะมีคำว่า เหตุและปัจจัย (หรือเหตุปัจจัย) ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องมีเหตุหลายๆเหตุมาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ซึ่งมันแสดงถึงว่าแค่เพียงเหตุเดียว จะไม่สามารถปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาได้ คือต้องมีอย่างน้อย ๒ เหตุมาร่วมกันปรุงแต่ง จึงจะปรุงแต่งให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นมาได้ ซึ่งเหตุที่สำคัญหรือใหญ่ที่สุดเพียงเหตุเดียวเราจะเรียกว่าเป็น “เหตุ” ส่วนเหตุที่เหลือนอกนั้นเราจะเรียกว่าเป็น “ปัจจัย” แต่บางทีเราก็ไม่นิยมกล่าวถึงปัจจัย เพราะเราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว เราจึงกล่าวถึงเฉพาะเหตุเท่านั้น อย่างที่เราชอบพูดกันว่า “เหตุทำให้เกิดผล” หรือ “ผลเกิดมาจากเหตุ” นั่นเอง

กฎอิทัปปัจจตานี้จะมีรายละเอียดว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี, เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เมื่อสิ่งนี้ดับหายไป สิ่งนี้จึงดับหายไป” ซึ่งนี่ก็คือการบอกถึงเรื่องของเหตุและผลนั่นเอง คือเป็นการบอกว่า “เมื่อมีเหตุ จึงมีผล, เมื่อไม่มีเหตุ ก็จะไม่มีผล, เมื่อเหตุเกิดขึ้น ผลก็จะเกิดขึ้น, เมื่อเหตุดับไป ผลก็จะดับไป” แต่เมื่อเหตุทำให้เกิดผลแล้ว ผลนั้นก็ยังจะเป็นเหตุให้เกิดผลใหม่ขึ้นมาได้อีก คือมันจะมีการผลักดันกันให้เกิดเป็นเหตุ เป็นผล เป็นเหตุ เป็นผล, เป็นเหตุ เป็นผล ฯลฯ อย่างนี้ต่อๆกันไปเหมือนห่วงโซ่ที่คล้องต่อๆกันไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อีกทั้งเหตุเพียงเหตุเดียวก็ยังสามารถทำให้เกิดผลได้หลายๆผล รวมทั้งผลเพียงผลเดียวก็ยังมาจากหลายๆเหตุได้อีก ดังนั้นเหตุและผลของแต่ละสิ่งหรือแต่ละเรื่อง จึงมีความเกี่ยวพันกันกับเหตุและผล ของสิ่งหรือเรื่องอื่นๆอีกมากมายอย่างสลับซับซ้อนและยุ่งเหยิง จนบางทีเราก็ไม่สามารถไปล่วงรู้ถึงเหตุและผลที่แท้จริงทั้งหมด ของบางสิ่งหรือบางเรื่องได้อย่างถูกต้อง จนทำให้คนที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎของเหตุและผลนี้ เกิดความคิดว่า สิ่งที่ไม่รู้ถึงเหตุและผลทั้งหมดของมันนั้น มันเป็นสิ่งวิเศษหรือสิ่งที่เหนือธรรมชาติไป แต่ถ้าเราจะเข้าใจถึงหลักการเกิดขึ้นมาจากเหตุและผลตามกฏอิทัปปัจจยตานี้แล้ว เราก็จะเข้าใจได้ว่า “ทุกสิ่งนั้นมันก็เป็นของธรรมดาๆของมันเช่นนั้นเอง” ไม่ได้มีอะไรวิเศษเหนือธรรมชาติเลย

การปรุงแต่งของธรรมชาตินี้ มันเป็นความอัศจรรย์ของธรรมชาติ ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าธรรมชาติทำอย่างนี้ได้อย่างไร? เพียงเรารู้ว่าชีวิตคือร่างกายและจิตใจของเรานี้ มันเป็นเพียง “สิ่งปรุงแต่ง” ที่ธรรมชาติปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาเพียงชั่วคราว เท่านั้นก็พอแล้ว เพราะเพียงเท่านี้ก็ทำให้เรา ล่วงรู้ถึงความจริงสูงสุดของธรรมชาติ เรื่องความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจของเราที่เราควรรู้ ที่ธรรมชาติได้ซ่อนเอาไว้แล้ว

กฎอิทัปปัจจยตา คือกฎสูงสุดของธรรมชาติที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ คือกฎอิทัปปัจจยตานี้ก็เป็นกฎง่ายๆที่บังคับเอาไว้ว่า การที่สิ่งใดจะเกิดขึ้นมา จะต้องมีเหตุและปัจจัยมาร่วมกันปรุงให้เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อพิจารณาในทางกลับกันก็จะพบว่า “ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุปัจจัย” ซึ่งเมื่อเราเข้าใจถึงกฎสูงสุดนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจได้เองว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาได้อย่างไร รวมทั้งเราก็จะเข้าใจได้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่นอกเหนือกฎสูงสุดนี้ไปได้ แต่คนส่วนมากที่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ ก็มักเชื่อว่ามีสิ่งที่อยู่นอกเหนือกฎสูงสุดนี้ คือเชื่อว่ามีสิ่งที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ อันได้แก่ ความเชื่อว่ามีบุคคลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือของวิเศษ เช่น เทพเจ้า เทวดา นางฟ้า ผี นรก สวรรค์ และ คาถาอาคม เครื่องรางของขลัง เป็นต้น ที่เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมา แต่ถ้าเราเข้าใจกฎสูงสุดนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจได้เองว่า “สิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติเหล่านี้ มันเป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นไปได้” ถ้าใครยังเชื่อว่าจะมีสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติเช่นนี้อยู่ แสดงว่ายังไม่เข้าใจกฎอิทัปัจจยตานี้อย่างถูกต้อง และจะไม่สามารถศึกษาพุทธศาสนาให้เกิดความเข้าใจได้

กฎไตรลักษณ์

สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาตามกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ จะมีลักษณะหรือความจริงประจำอยู่ ๓ ประการ ที่เรียกว่า กฎไตรลักษณ์ ที่หมายถึง ลักษณะ ๓ ประการของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย (กฎไตรลักษณ์นี้บางทีก็เรียกว่า สามัญลักษณะ ที่หมายถึง ลักษณะทั่วไปของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย)  อันได้แก่

๑. อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง คือสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไหลไปสู่ความแตก (ใช้กับพวกวัตถุ) หรือดับ (ใช้กับพวกจิตหรือความรู้สึกต่างๆ) อยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่หรือตั้งอยู่ในสภาวะหรือลักษณะเดิมได้ตลอดไป คือสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว สภาพการปรุงแต่งของมันก็ต้องแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิตหรือความรู้สึก) อย่างแน่นอน ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสิ่งพื้นฐาน (คือธาตุ ๖ ตามธรรมชาติ) ที่มาปรุงแต่งให้เกิดสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายขึ้นมานั้น มันก็เป็นสิ่งปรุงแต่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน ดังนั้นจึงทำให้สิ่งปรุงแต่งใหม่ๆทั้งหลายมีความเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

๒. ทุกขัง แปลว่าง ทน หรือ ต้องทน คือหมายถึง สิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย มันต้องทนประคับประคองสภาพของการปรุงแต่งของมันเอาไว้อย่างยากลำบาก ทั้งจากการเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ภายในของมันเอง และจากการถูกทำลายจากสิ่งภายนอกต่างๆอยู่เสมอด้วย ถ้ามันไม่ทนประคับประคองเอาไว้ สภาพการปรุงแต่งของมันก็จะต้องแตกสลายหรือดับหายไปทันที ซึ่งในกรณีที่เป็นวัตถุที่ไม่มีชีวิตก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันไม่มีจิตที่มารับรู้สภาวะที่ต้องทนของมัน แต่ถ้าเป็นวัตถุที่มีชีวิต ก็จะมีปัญหา เพราะมันสามารถรับรู้สภาวะที่ต้องทนของมันได้ คือร่างกายที่ยังมีชีวิตก็จะรู้สึกถึงความหนัก เหนื่อย เจ็บ ปวด หรือความทรมานของร่างกาย ส่วนจิตใจก็จะรู้สึกถึงความทุกข์ทรมานเมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเองขึ้นมา ส่วนในกรณีที่จิตไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเอง มันก็ยังมีความรู้สึกที่ต้องทนอยู่ด้วยเสมอ เพราะจิตเป็นสิ่งปรุงแต่ง เพียงแต่ว่ามีน้อยมากจนไม่เป็นปัญหา (คือไม่ทำให้จิตเกิดความรู้สึกที่ทรมานหรือเป็นทุกข์) ซึ่งความรู้สึกที่ต้องทนของจิตที่มีน้อยมากนี้เอง ที่เรียกว่า นิพพาน 

๓. อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่อัตตา หรือ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง คือหมายถึง เป็นการปฏิเสธหรือไม่ยอมรับว่าเป็นอัตตา คือถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และมีความไม่เที่ยง รวมทั้งยังต้องทนอยู่ ก็แสดงว่าสิ่งนั้นไม่ใช่อัตตา ดังนั้นคำว่า “อนัตตา” จึงเป็นคำที่ใช้บอกให้รู้ว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ใช่อัตตา แต่เป็นเพียง สังขาร หรือสิ่งปรุงแต่งเท่านั้น

ลักษณะของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนี้ จะมีลักษณะที่ตรงข้ามกับลักษณะของอัตตา คืออัตตาจะไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัย แต่สิ่งปรุงแต่งต้องอาศัยเหตุปัจจัย, อัตตาจะเป็นสิ่งที่เที่ยง แต่สิ่งปรุงแต่งจะไม่เที่ยง, และอัตตาจะเป็นสิ่งที่ทนอยู่อย่างสบาย แต่สิ่งปรุงแต่งจะต้องทนอยู่อย่างยากลำบาก

ลักษณะของความเป็นอนิจจังทุกขังและอนัตตานี้ ถ้าพิจารณาให้ดีก็จะพบว่า มันก็คือลักษณะเดียวกันนั่นเอง เพียงแต่เราแยกอาการออกมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายเท่านั้น คือเมื่อเราพิจารณาร่างกายและจิตใจของเรา ถึงความเป็นอนิจจังอย่างแรงกล้า (คือด้วยสมาธิ) เราก็จะพบความเป็นทุกขังของร่างกายกับจิตใจ เมื่อเราพิจารณาถึงความเป็นทุกขังของร่างกายและจิตใจต่อไปอย่างแรงกล้า เราก็จะพบความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจได้ และถ้าเราพิจารณาความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจต่อไปอย่างแรงกล้า เราก็จะพบความเป็น สุญญตา คือ ว่างจากอัตตา หรือ ว่างจากสิ่งหรือสภาวะที่เป็นตันตนที่แท้จริงของร่างกายและจิตใจได้

สุญญตา – ความว่าง

สุญญตา แปลว่า ความว่าง ซึ่งมี ๓ ความหมาย คือ

๑. ว่างเปล่าโดยไม่มีอะไรเลย คือความว่างทางวัตถุที่เรียกว่าสุญญากาศ  

๒. ว่างจากอัตตา คือว่างจากตัวตนที่แท้จริง  

๓. จิตว่าง  คือจิตว่างจากกิเลส

ความหมายที่เราต้องเข้าใจก็คือความว่างจากอัตตา คือเมื่อสิ่งใดไม่เที่ยงและมีสภาวะที่ต้องทน สิ่งนั้นก็จะเป็นอนัตตา (คือไม่ใช่อัตตา) และเมื่อสิ่งใดไม่ใช่อัตตา สิ่งนั้นก็จะเป็นสุญญตา คือมันว่างจากอัตตาหรือว่างจากตัวตนของมันเอง หรือเรียกง่ายๆว่า “มันไม่ได้มีตัวตนของมันเองอยู่จริง” และเมื่อเราเข้าใจแล้วว่าชีวิตของเรา (คือร่างกายกับจิตใจ) มันเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ดังนั้นจึงเท่ากับว่า มันเป็นสุญญตา คือมันไม่ได้มีสิ่งที่เป็นอัตตาหรือตัวตนที่เป็นเราอยู่จริงๆเลย หรือเรียกง่ายๆว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริง” ซึ่งการมองทุกสิ่งให้เห็น (เข้าใจ) ถึงความเป็นสุญญตานี่เอง ที่จะทำให้จิตของเราหลุดพ้นจากความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา และไม่มีความทุกข์ได้ ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า ความรู้เรื่องสุญญตานี้เป็นสุดยอดของปัญญานั่นเอง

ร่างกายเป็นอนัตตา

เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วเราก็จะพบว่า ร่างกายก็คือกลุ่มก้อนอย่างหนึ่งที่เป็นวัตถุ มีลักษณะภายนอกและระบบภายในคล้ายหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้ เจริญเติบโตได้  และเมื่อพิจารณาจากร่างกายของเราเองจริงๆในปัจจุบันแล้วเราก็จะพบว่า ความจริงแล้วร่างกายของเรานั้นก็ต้องอาศัยเชื้อจากพ่อและไข่จากแม่มาผสมกัน จึงเกิดร่างกายของเราขึ้นมา และอาศัยอาหาร น้ำ ความร้อนที่พอเหมาะ และอากาศที่บริสุทธิ์ มาปรุงแต่งให้ตั้งอยู่ได้ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็แสดงให้เข้าใจได้แล้วว่าร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง อีกทั้งร่างกายก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยต้องมีการแตกสลาย (หรือตาย) อย่างแน่นอนในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว และร่างกายก็ยังต้องทนต่อความหนาวบ้าง ร้อนบ้าง หิวบ้าง กระหายบ้าง ทนต่อโรคร้ายต่างๆมากมายบ้าง จากความหนักบ้างเหนื่อยบ้าง เป็นต้น จึงทำให้ร่างกายต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบาก ซึ่งนี่ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่มายืนยันอีกว่าร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง

เมื่อร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง ดังนั้นจึงเท่ากับว่าร่างกายของเรานี้มันเป็นอนัตตา คือไม่ใช่อัตตา และเมื่อมันไม่ใช่อัตตา ก็แสดงว่ามันเป็นสุญญตา คือไม่ได้มีร่างกายจริงๆตามที่สมมติเรียกเลย และเมื่อเราเห็น (เข้าใจอย่างแจ้งชัด) แล้วว่า มันไม่มีร่างกายของเราจริงๆ เราจึงไม่ควรยึดถือว่า “ร่างกายนี้คือเราหรือของเรา” (ซึ่งแม้ร่างกายของคนอื่นหรือสิ่งอื่นๆก็มีลักษณะเดียวกันกับร่างกายของเรา คือไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงของใครๆหรือของสิ่งใดๆทั้งสิ้น)  ถ้าจิตโง่ไปยึดถือเข้า เมื่อร่างกายที่ยึดถือเอาไว้นี้มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นภาวะหรือในลักษณะที่ไม่น่าพึงพอใจ เช่น แก่ เจ็บ หรือกำลังจะตาย จิตโง่นี้ก็ย่อมที่จะเกิดความทุกข์ไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถ้าจิตฉลาด (เพราะมีปัญญาที่เข้าใจถึงความจริงสูงสุดว่ามันไม่ได้มีร่างกายจริงๆ) และมีสมาธิอยู่ด้วย จิตที่เฉลียวฉลาดและมีสมาธินี้ ก็จะไม่เกิดความยึดถือร่างกายนี้ว่าเป็นตัวเราหรือของเรา ซึ่งแม้ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นภาวะหรือในลักษณะที่ไม่น่าพึงพอใจอย่างไรก็ตาม จิตที่ฉลาดนี้ก็จะไม่เกิดความทุกข์ใดๆ

     จิตใจเป็นอนัตตา

คำว่า จิต หรือ ใจ (คือเมื่อทำหน้าที่คิดนึก ก็สมมติเรียกว่าจิต แต่พอทำหน้าที่รับรู้และรู้สึก ก็สมมติเรียกว่าใจ) นี้สรุปแล้วก็คือ “สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้” คือมันสามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้, รู้สึกสิ่งที่รับรู้ได้, จำสิ่งที่รับรู้ได้ และมีการคิดนึกหรือเกิดอาการต่างๆ (เช่นอาการกิเลส) ได้ (สิ่งสำคัญที่ต้องระวังก็คือ เราต้องมาดูจากจิตของเราเองจริงๆว่ามันเป็นอย่างไร? อย่าไปติดภาษาที่ใช้อธิบาย ซึ่งมันอาจจะไม่ตรงกับความจริงที่เรารู้สึกจริงๆก็ได้)

เมื่อจิตใจคือสิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ ทีนี้เราก็ต้องมาพิจารณาดูว่า จิตใจมันต้องอาศัยสิ่งใดมาปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมา หรือมันสามารถเกิดขึ้นมาได้เองโดยที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งใดมาปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมา? ซึ่งจากความเป็นจริงที่เรารู้สึกอยู่จริงๆก็คือ จิตใจต้องอาศัยร่างกายที่ยังดีอยู่หรือร่างกายที่ยังไม่ตายเกิดขึ้นเสมอ เราไม่เคยมีจิตที่ไม่ต้องอาศัยร่างกายเลย หรือเราไม่เคยมีจิตที่สามารถล่องลอยออกจากร่างกายได้เลย (ถ้าจิตเป็นอัตตา มันไม่จำเป็นต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมา และสามารถล่องลอยออกจากร่างกายได้) ซึ่งเพียงเท่านี้ก็แสดงให้เราเข้าใจแล้วว่า จิตใจนี้มันเป็นสิ่งปรุงแต่ง

 อีกอย่างจิตใจนี้มันก็มีการเกิดขึ้นและดับหายไปอยู่เสมอ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอด้วย (ถ้าจิตเป็นอัตตามันจะมีอยู่ตลอดเวลา คือจะไม่มีการเกิดและดับ) คือขณะที่เราตื่นอยู่ จิตก็เกิดขึ้นมา แต่พอเวลาเราหลับสนิทและไม่ฝัน จิตก็ดับหายไป (ส่วนขณะที่หลับแล้วฝันนั้นจิตก็เกิดขึ้นมาแล้วแต่ว่ายังไม่สมบูรณ์ ยังเป็นแค่เพียงจิตใต้สำนึกเท่านั้น) เมื่อตื่นใหม่จิตจึงเกิดขึ้นมาใหม่ (ส่วนการที่จิตเกิดขึ้นมาใหม่แล้วยังมีความจำและความคิดได้เหมือนจิตเก่าที่ดับไปก็เป็นเพราะสมองยังดีอยู่ จึงทำให้ข้อมูลที่สมองเก็บไว้เป็นความทรงจำไม่หายไป จิตจึงยังจำอะไรๆได้เหมือนเดิมและคิดได้เหมือนเดิม แต่ถ้าสมองเสียหาย แม้ร่างกายจะยังไม่ตาย ข้อมูลของความทรงจำก็จะหายไป เมื่อจิตตื่นก็จะจำและคิดอะไรไม่ได้ เหมือนเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา) รวมทั้งจิตใจของเราก็มีการคิดและเกิดความพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง เปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึก (เวทนา) อยู่เสมอๆ ซึ่งนี่ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่า จิตใจนี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง

อีกอย่างจิตใจของเราก็ยังมีความสุขบ้าง ความทุกข์บ้างอยู่เสมอๆ (ถ้าจิตเป็นอัตตามันก็จะมีแต่ความสุขอยู่ตลอดเวลาโดยที่จะไม่มีความทุกข์เลย) เราไม่เคยมีความสุขอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนเลย ซึ่งนี่ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่าจิตใจนี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง

เมื่อความจริงหลายๆอย่างมันยืนยันว่าจิตใจของเรานี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง ดังนั้นก็แสดงว่า จิตใจของเรานี้มันเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และเป็น สุญญตา คือไม่ได้มีตัวตนที่เป็นเราจริงๆเลย เพราะมันเป็นแค่เพียงสิ่งปรุงแต่งที่เกิดมาจากเหตุ (คือวิญญาณจากร่างกาย) และปัจจัย (คือข้อมูลที่เป็นความทรงจำที่สมองมีอยู่) มาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงในกายนี้ จึงเป็นสิ่งลมๆแล้งๆ (คือหาสาระหรือแก่นสารไม่ได้ หรือเป็นสิ่งบอบบางที่สุด) ที่สามารถดับหายไปได้อย่างง่ายดายทันที ที่ความทรงจำของสมองเสียหายไป หรือแม้เพียงร่างกายขาดอากาศหายใจไปเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งแม้ขณะที่จิตหลับสนิทและไม่ฝัน ความรู้สึกว่ามีตัวเราก็ยังไม่มี จะมีก็เพียงกลุ่มก้อนของธาตุตามธรรมชาติกลุ่มหนึ่ง ที่รอการปรุงแต่งร่วมกันใหม่ เพื่อให้เกิดเป็นจิตใจที่รู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาใหม่เท่านั้น


หน้าต่อไป