-๓-


ร่างกายไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

ร่างกายก็คือกลุ่มก้อนของวัตถุที่มีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้ เจริญเติบโตได้ ซึ่งร่างกายก็ต้องอาศัยพ่อและแม่ร่วมกันทำให้เกิดขึ้น แล้วก็เจริญเติบโตและตั้งอยู่ได้เพราะมีอาหาร น้ำ อุณหภูมิที่พอเหมาะ และอากาศที่บริสุทธิ์ มาร่วมกันปรุงแต่งให้เจริญเติบโตและตั้งอยู่ได้ ถ้าขาดอาหารและน้ำพียงไม่กี่วันร่างกายก็จะแตกสลายหรือตาย หรือถ้าขาดอากาศหายใจเพียงไม่กี่นาทีร่างกายก็จะตาย ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า ร่างกายของเราและของทุกคนนั้นเป็นสิ่งปรุงแต่ง (ถ้าร่างกายจะเป็นตัวตนที่แท้จริงแล้ว ร่างกายจะไม่ต้องอาศัยสิ่งใดมาปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมาและตั้งอยู่)

อีกอย่างร่างกายก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงหรือเสื่อมสภาพ หรือแก่ชราอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งสุดท้ายไม่ช้าก็เร็วร่างกายก็ต้องแตกสลายหรือตายอย่างแน่นอน อีกอย่างร่างกายก็ยังต้องทน “ต่อความหนาวบ้าง ความร้อนบ้าง ความหิวบ้าง ความกระหายบ้าง ความอึดอัดบ้าง และทนต่อการทำร้ายจากคนหรือสัตว์และสิ่งต่างๆภายนอก รวมทั้งยังต้องทนต่อโรคร้ายต่างๆมากมาย เป็นต้น” อีกด้วย ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าร่างกายของเราและของทุกคนนั้นเป็นสิ่งปรุงแต่ง (แต่ถ้าร่างกายจะเป็นตัวตนที่แท้จริงแล้ว ร่างกายจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก่เฒ่า รวมทั้งจะเป็นอมตะหรือไม่ตายอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีอะไรมาทำลายก็ตาม หรือไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปสักเท่าใดก็ตาม รวมทั้งร่างกายจะตั้งอยู่อย่างสุขสบายตลอดไป โดยที่จะไม่มีโรคหรือภัยใดๆมาเบียดเบียนให้เกิดความเจ็บ ปวด หรือทรมานได้เลยแม่แต่น้อยนิด)

เมื่อร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่งก็แสดงถึงความจริงว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เมื่อไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงก็แสดงถึงความจริงสูงสุดว่า มันไม่ได้มีร่างกายอยู่จริงๆตามที่สมมติเรียกเลย ส่วนร่างกายที่เกิดขึ้นมานี้ก็เป็นสิ่งปรุงแต่ง ที่ไม่ถาวร เพราะมันกำลังเปลี่ยนแปลงหรือทรุดโทรมอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องแตกสลายหรือตายไปในที่สุด ซึ่งแม้ขณะที่ร่างกายยังไม่ตาย มันก็ยังต้องทนประคับประคองสภาพการปรุงแต่งของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบาก ซึ่งเมื่อเป็นดังนี้ก็แสดงว่า เราไม่สามารถยึดถือว่าร่างกายนี้เป็นตัวเราหรือของเราได้ หรือแม้ยึดถือร่างกายของคนอื่นก็ไม่ได้ ถ้าจิตโง่ไปยึดถือเข้า เมื่อร่างกายนั้นแก่ชรา หรือเจ็บ หรือป่วย หรือพิการ หรือกำลังจะตาย หรือได้พลัดพรากจากเราไป จิตโง่ที่ยึดถือนี้ก็จะเกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจอย่างยิ่งขึ้นมาทันที แต่ถึงแม้ร่างกายจะมีภาวะที่ไม่น่ายินดีอย่างไรก็ตาม หรือแม้ร่างกายกำลังจะตายก็ตาม ถ้าจิตมีปัญญาและสมาธิ แล้วก็ไม่ไปยึดถือร่างกายว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา จิตที่ไม่ยึดถือนี้ก็จะไม่เกิดความเศร้าโศกเสียใจหรือเป็นทุกข์แม้แต่น้อยนิด ซึ่งนี่คือประโยชน์ที่ได้รับจากการมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ในความจริงสูงสุดของร่างกาย ว่ามันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

จิตใจไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

เมื่อเรามาพิจารณาถึงจิตของเราเองจริงๆแล้ว เราก็จะพบว่า จิตหรือใจนี้ก็คือ สิ่งที่รับรู้สิ่งต่างๆได้โดยผ่านประสาททั้ง ๖ ของร่างกาย เมื่อเกิดการรับรู้แล้วก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นขึ้นมาทันที เมื่อจำได้แล้วก็จะเกิดความรู้สึกจากสิ่งที่รับรู้นั้นขึ้นมาทันที และเมื่อเกิดความรู้สึกใดขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดการนำเอาสิ่งที่จำได้นั้นมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นการคิดขึ้นมา รวมทั้งยังปรุงแต่งให้เกิดเป็นกิเลสหรือปัญญาขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือใจของเรา ที่เราจะสรุปความหมายว่าเป็น สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้

โดยจิตนั้นก็เกิดขึ้นในร่างกายที่ยังไม่ตาย หรืออีกอย่างก็พูดได้ว่า จิตก็คือร่างกายที่รู้สึกนึกคิดได้ ถ้าร่างกายเสียหายหรือตายมันก็รู้สึกนึกคิดไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่เราต้องสังเกตก็คือ เราไม่เคยมีจิตที่ไม่ต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมาเลย  คือ เราไม่เคยมีจิตที่สามารถล่องลอยออกจากร่างกายได้เลย ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตใจของเรานี้มันเป็นสิ่งปรุงแต่ง (แต่ถ้าจิตจะเป็นตัวตนที่แท้จริงแล้ว มันไม่จำเป็นต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้น คือมันสามารถที่จะล่องลอยออกจากร่างกายได้)

อีกอย่างจิตของเรานี้มันก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คือมีการเกิดขึ้นและดับหายไปอยู่เสมอๆ คือเวลาที่เราหลับสนิทและไม่ฝันนั้น จิตก็จะยังไม่เกิดขึ้น แต่เวลาที่เราตื่น จิตจึงจะเกิดขึ้น (ส่วนเวลาที่เราหลับและฝันอยู่นั้น จิตก็เกิดขึ้นมาแล้วแต่ว่ายังไม่สมบูรณ์ คือยังเป็นเพียงจิตใต้สำนึกเท่านั้น) ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตของเรานี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง (แต่ถ้าจิตจะเป็นตัวตนที่แท้จริงแล้ว มันจะต้องเกิดขึ้นมามีความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลา โดยที่จะไม่ดับหายไปเลยแม้สักวินาทีเดียว คือเรียกว่าจะมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ทั้งวันทั้งคืนโดยจะไม่มีวันดับหายไปเลย)

อีกอย่างจิตของเรานี้ เมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาเมื่อใด จิตก็จะเกิดความรู้สึกทรมานอย่างรุนแรงที่เรียกว่าความทุกข์ขึ้นมาทันที ต่อเมื่อไม่มีความยึดถือจึงจะไม่มีความทุกข์ ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า จิตหรือใจของเรานี้มันเป็นสิ่งปรุงแต่ง (แต่ถ้าจิตของเราจะเป็นตัวตนที่แท้จริงแล้ว มันจะต้องไม่มีความทุกข์ใดๆเลย และจะมีเฉพาะความสุขเท่านั้นอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนหรือตลอดทั้งชีวิต)

เมื่อมีเหตุผลเหล่านี้มาอธิบาย และมีความรู้สึกของจิตเรามายืนยันว่า จิตใจเป็นสิ่งปรุงแต่ง ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตใจของเรานี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เมื่อจิตใจไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงก็แสดงว่า มันไม่ได้มีตัวตนของจิตใจอยู่จริงตามที่สมมติเรียกกันเลย เมื่อจิตไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริง จึงยึดถือจิตนี้ว่าเป็นตัวเราไม่ได้ ถ้าจิตโง่มายึดถือจิตที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ที่รู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้ ว่าเป็นตัวเราจริงๆ จิตโง่นี้ก็จะมีความอยากได้ความสุขจากวัตถุสิ่งของต่างๆบ้าง จากเพศตรงข้ามบ้าง จากเกียรติยศชื่อเสียงบ้าง หรืออยากได้ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น และกายอยู่เสมอๆ เมื่อจิตโง่นี้ได้ความสุขตามที่อยากจะได้ จิตโง่นี้ก็จะเกิดความดิ้นรนด้วยความอยากนั้น และก็จะเกิดความรู้สึกหนัก-เหนื่อยใจ ความกระวนกระวายใจ เป็นต้น ที่เป็นความทุกข์ซ่อนเร้นขึ้นมาทันที แต่เพราะความไม่ถาวรของสิ่งที่ให้ความสุขทั้งหลายนั้น ไม่ช้าก็เร็วสิ่งที่ให้ความสุขนั้นก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นไม่ให้ความสุขแล้ว หรือไม่ช้าก็เร็วสิ่งที่ให้ความสุขนั้นก็ต้องก็จากเราไป หรือไม่ช้าก็เร็วระบบประสาทของร่างกายเราที่ใช้เสพความสุข ก็จะเสียหายหรือเสื่อมลงจนใช้เสพความสุขไม่ได้อีกต่อไป ทีนี้ความเศร้าโศกเสียใจ ที่ต้องพลัดพรากจากความสุข ก็จะเกิดขึ้นมาอย่างรุนแรงทันที หรือเมื่อต้องประสบกับความรู้สึกที่ทนได้ยาก ความเศร้าโศกเสียใจ ก็จะเกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน ซึ่งนี่ก็คือความทุกข์เปิดเผย

แต่ถ้าจิตนี้มีปัญญาและและสมาธิ แล้วไม่มายึดถือจิตของธรรมชาติ “ที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และไม่ถาวร รวมทั้งมีสภาวะที่ต้องทน” นี้ว่าเป็นตัวเรา จิตนี้ก็จะไม่เกิดความอยากได้ความสุขใดๆ ที่แม้จะมากมายและประณีตสักเท่าใดก็ตาม เมื่อไม่มีความอยากได้ ก็จะไม่มีความทุกข์ซ่อนเร้น รวมทั้งเมื่อไม่มีความสุขใดๆ หรือแม้จะเกิดความรู้สึกที่ทนได้ยากขึ้นมาแทน จากภาวะที่ไม่น่ายินดีของร่างกายและจากสิ่งหรือเรื่องราวต่างๆภายนอกร่างกายก็ตาม จิตนี้ก็จะไม่เกิดความไม่พอใจแม้เพียงเล็กน้อยขึ้นมา แล้วก็จะไม่เกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจแม้เพียงเล็กน้อย ที่เป็นความทุกข์เปิดเผยขึ้นมา ซึ่งนี่ก็คือความหลุดพ้นจากความทุกข์โดยใช้ปัญญาและสมาธิมาทำงานร่วมกัน         

ปัญญา – ความรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้

คำว่า ปัญญา หมายถึง ความรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้ ซึ่งสิ่งที่ควรรู้ก็คือ สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเรา ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเรานี้ เราก็ได้ศึกษามาแล้วว่าคือ ความไม่มีทุกข์ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าปัญญาก็คือ ความรอบรู้ในเรื่องความไม่มีทุกข์ อย่างที่เรากำลังศึกษากันอยู่นี้ ส่วนความรอบรู้อย่างอื่นที่ไม่เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติเพื่อความไม่มีทุกข์ จะไม่เรียกว่าเป็นปัญญา แต่จะเรียกว่าเป็นความรู้ทั่วๆไปแทน

 ปัญญานี้มีอยู่ ๓ ระดับ อันได้แก่

๑. ปัญญาที่เป็นความจำได้ คือเมื่อเราได้อ่านหรือฟังเรื่องที่เป็นปัญญามา แล้วเราก็จำได้ ก็เรียกว่าเรามีปัญญาขั้นจำได้แล้ว

๒. ปัญญาที่เป็นความเข้าใจ คือเมื่อเราจำได้แล้ว เราก็นำเอาสิ่งที่จำได้นั้นมาพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุหาผลของมัน จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดขึ้นมา ก็เรียกว่าเราเกิดปัญญาขั้นเข้าใจขึ้นมาแล้ว

๓. ปัญญาที่เป็นความเห็นแจ้ง (หรือรู้จริง) คือเมื่อเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว เราก็นำเอาความเข้าใจนั้นมาพิสูจน์ ด้วยการทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนเกิดผลเป็นความเห็นแจ้งหรือรู้จริงขึ้นมา ก็เรียกว่าเราได้เกิดปัญญาขั้นสูงสุดขึ้นมาแล้ว ซึ่งปัญญาขั้นเห็นแจ้งนี้เองที่มายืนยันว่าความเข้าใจของเรานั้นมันถูกต้องแล้ว

เมื่อเราได้ศึกษามาจนเกิดความเข้าใจแล้วว่า “มันไม่ได้มีตัวเราหรือตัวตนของใครๆรวมทั้งของสิ่งใดๆอยู่จริง ถ้าจิตโง่มายึดถือสิ่งต่างๆเหล่านี้ว่าเป็นตัวเรา-ของเราเข้า จิตโง่มันก็จะเกิดความทุกข์ แต่ถ้าจิตมีปัญญาและไม่ยึดถือสิ่งต่างๆเหล่านี้ว่าเป็นตัวเรา-ของเรา จิตที่มีปัญญานี้ก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆ” ซึ่งเพียงความเข้าใจนี้มันเพียงช่วยให้จิตของเราปล่อยว่างความยึดถือลงได้บ้าง และทำให้ความทุกข์ของเราลดน้อยลงบ้างเท่านั้น แต่จะยังไม่ได้ช่วยให้ความทุกข์ของเราระงับหรือดับลงอย่างสนิทได้จริงแม้เพียงชั่วคราว จะต้องมีการทดลองปฏิบัติตามความเข้าใจนั้นอย่างจริงจัง จนเกิดผลเป็นความระงับหรือดับหายไป ของความทุกข์แม้เพียงชั่วคราวขึ้นมาจริงๆ จึงจะเกิดปัญญาขั้นเห็นแจ้งขึ้นมาได้อย่างแท้จริง

ดับทุกข์โดยใช้ปัญญากับสมาธิ

   การที่เรามีเพียงปัญญา ที่เป็นความรอบรู้ในเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้จิตไม่มีทุกข์นี้ จะยังไม่ช่วยให้ความทุกข์ระงับหรือดับลงสนิทแม้เพียงชั่วคราวได้ จะต้องมีสมาธิมาช่วย จึงจะสามารถดับทุกข์ได้จริง คือต้องมีทั้งปัญญาและสมาธิมาทำงานร่วมกัน จึงจะเกิดประสิทธิภาพในการทำให้ความทุกข์ ที่กำลังเกิดอยู่ให้ระงับหรือดับหายไปได้ (แม้เพียงชั่วคราว) หรือทำให้ความทุกข์ที่ยังไม่เกิด ก็จะไม่เกิดขึ้นมาได้ (แม้เพียงชั่วคราว) รวมทั้งยังทำให้ความเคยชินของกิเลส ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึก ลดความเคยชินลงได้อีกด้วย

การที่เราจะมีสมาธิ เราจำเป็นต้องมีการฝึกให้เกิดขึ้น เพราะสมาธิที่เรามีกันอยู่ในชีวิตประจำวันนี้มันยังไม่พอ คือยังมีน้อยเกินไป ดังนั้นเราก็ต้องมาฝึกสมาธิให้เกิดขึ้นบ่อยๆจนเป็นนิสัย เราจึงจะมีสมาธิมากพอที่จะนำมาใช้ปฏิบัติคู่กับปัญญาสำหรับนำมาใช้ ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ตามหลักการที่เราศึกษาอยู่นี้ได้

แต่การที่เราจะฝึกจิตให้มีสมาธิเกิดขึ้นได้ จำเป็นที่เราจะต้องมีจิตที่ปกติอยู่ก่อนเป็นพื้นฐาน ถ้าจิตไม่ปกติก็จะฝึกจิตให้มีสมาธิไม่ได้ โดยการที่จะทำให้จิตมีความปกตินั้นก็ทำได้ โดยการปฏิบัติกายและวาจาให้เรียบร้อย อันสรุปอยู่ที่การไม่ทำความผิดหรือชั่วทั้งทางกายและวาจา เพราะการทำความผิดหรือชั่วทางกายและวาจานั้น จะทำให้จิตของผู้กระทำนั้นผิดปกติหรือไม่ปกติ ซึ่งจิตที่ไม่ปกตินี้จะไม่มีสมาธิและไม่สามารถฝึกให้เกิดสมาธิขึ้นมาได้ ซึ่งหลักในการไม่ทำความผิดหรือชั่วทางกายและวาจาโดยละเอียดนั้นก็ได้แก่ การมีเจตนาที่จะไม่ล่วงละเมิดหรือเบียดเบียนชีวิต ทรัพย์สิน รวมทั้งกามารมณ์ของผู้อื่น รวมทั้งการมีเจตนาที่จะไม่พูดโกหก คำหยาบ เสียดสี และเพ้อเจ้อ ซึ่งนี่ก็คือจุดที่ยากในการปฏิบัติขั้นต้น เพราะเราต้องเป็นคนดีหรือมีศีลธรรมอยู่ก่อนแล้วเป็นพื้นฐาน และยังจะมาพูดเรื่องโกหกและคำหยาบรวมทั้งพูดเสียดสีก็ยังไม่ได้ ที่สำคัญยังพูดเรื่องเพ้อเจ้อที่สนุกสนาน ที่เราชื่นชอบก็ยังไม่ได้อีกด้วย เพราะมันจะทำให้จิตของเราไม่ปกติ แต่ถ้าใครสามารถปฏิบัติตามหลักนี้ได้ เขาก็จะได้รับสิ่งที่คนทั่วไปจะได้รับได้โดยยาก อันได้แก่ความปกติของจิต ที่จะทำให้มีสมาธิและปัญญาขึ้นมาได้ และทำให้จิตพบกับความสงบเย็น เพราะจิตไม่มีความทุกข์ใดๆ อันเป็นสิ่งสูงสุดของชีวิตได้

สมาธิ – จิตที่ตั้งมั่นอยู่เสมอ

สมาธิ แปลว่า ตั้งมั่นอยู่เสมอ คือเป็นอาการของจิตที่ตั้งใจ หรือจดจ่อ หรือจับ หรือเพ่ง อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลาได้นานๆ ซึ่งสมาธินี้มี ๒ ประเภท คือ สมาธิผิด  กับ สมาธิถูก 

โดยสมาธิผิดก็คือ สมาธิที่จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยกิเลสตลอดเวลา ซึ่งผลของสมาธิผิดนี้ก็คือจะมีความทุกข์ หรือความเร่าร้อนใจ ไปตามอำนาจของสิ่งที่กำลังเพ่งอยู่ เช่น ถ้าเพ่งอยู่ในเรื่องกามารมณ์ จิตก็จะเร่าร้อนทรมานอยู่ด้วยความอยากได้ในกามารมณ์นั้นให้มากยิ่งๆขึ้นไป หรือถ้าเพ่งอยู่ด้วยความโกรธ ก็จะทำให้จิตเกิดความเร่าร้อนหรือคับแค้นใจ เป็นต้น

ส่วนสมาธิถูกก็คือ สมาธิที่จดจ่อหรือตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วทำให้กิเลสระงับหรือดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) เช่น การเพ่งอยู่ที่การหายใจของร่างกายเราเอง หรือการตั้งใจอ่านหนังสือเรียน หรือการที่นักเรียนตั้งใจฟังสิ่งที่ครูสอน หรือการที่ครูตั้งใจสอน หรือการตั้งใจทำงานที่สุจริต หรือการที่นักวิยาศาสตร์ตั้งใจคิดค้นสิ่งที่ดีงาม เป็นต้น 

สมาธิถูกนี้จะมีลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑. บริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลสใดๆครอบงำ

๒. ตั้งมั่น คือเข้มแข็ง ไม่มีอะไรมายั่วยวนให้หวั่นไหวได้ (คือไม่ทำให้เกิดกิเลสใดๆ)

๓. อ่อนโยน คือ มีสติสมบูรณ์ มีความสุขุมรอบครอบและมีความจำดี จึงเหมาะสมต่อการทำงานทุกชนิด

ผลของสมาธินี้ก็คือ ทำให้จิตมีความสุขสงบ, มีสติตลอดเวลา, และเมื่อจิตไม่มีกิเลสใดๆครอบงำ จึงทำให้ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราหายไปด้วย เมื่อจิตไม่มีความยึดถือ จึงทำให้จิตไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ก็จะทำให้จิตสงบเย็นได้อย่างสูงสุด (หมายเหตุ ต่อไปถ้าพบคำว่า สมาธิ ในหนังสือนี้ ก็ขอให้เข้าใจว่าหมายถึง สมาธิถูก)

เมื่อจิตมีสมาธิ ก็สามารถพิจารณาถึงความจริงของธรรมชาติให้เข้าใจได้ เพราะจิตจะมีสติตลอดเวลา รวมทั้งไม่ดื้อรั้นหรือแข็งกระด้างและไม่มีความลำเอียงใดๆ จึงสามารถเข้าใจถึงเรื่องการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับหายไปของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายได้ รวมทั้งยอมรับเหตุผลและความจริงที่ได้พบเห็นหรือรับรู้โดยไม่บิดพลิ้ว ซึ่งนี่ก็คือผลจากการมีสมาธิที่ช่วยให้เกิดปัญญาได้ ถ้าไม่มีสมาธิก็จะไม่มีสามารถพิจารณาโดยใช้เหตุใช้ผล ให้เกิดปัญญาที่เป็นความเข้าใจได้

สมาธินี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องฝึกให้เกิดขึ้น เพราะปกติเราจะมีสมาธิกันน้อย จึงยังไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของเรา แต่ก่อนที่จะฝึกสมาธิ เราจะต้องรู้จักกับสิ่งที่ตรงข้ามหรือศัตรูของสมาธิเสียก่อน เพราะเป็นสิ่งตรงข้ามกัน คือเมื่อจิตมีสมาธิ ศัตรูของสมาธิก็จะไม่มี แต่เมื่อจิตมีศัตรูของสมาธิครอบงำ จิตก็จะไม่มีสมาธิ ซึ่งศัตรูของสมาธินี้ก็ได้แก่กิเลสนั่นเอง แต่กิเลสนี้ก็ยังมีทั้ง กิเลสเต็มตัว และ กิเลสอ่อนๆ ซึ่งกิเลสอย่างเต็มตัวนั้นก็ได้แก่ ความพอใจ-ไม่พอใจ-ลังใจ ที่เราได้ศึกษากันมาแล้ว ส่วนกิเลสอ่อนๆจะแยกได้ ๕ อาการ อันได้แก่

๑. ความพอใจเล็กๆน้อยๆในกามารมณ์

๒. ความอาฆาต หรือความพยาบาทที่ฝังใจอยู่

๓. ความหดหู่ เซื่องซึม มึนชา

๔. ความฟุ้งซ่าน หรือความตื่นเต้น ที่ทำให้เกิดความรำคาญใจ

๕. ความลังเลสงสัย ในสิ่งที่เราเชื่อถืออยู่ว่ามีจริงหรือไม่? หรือถูกต้องหรือไม่?

ปกติกิเลสอ่อนๆนี้จะเกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราอยู่เกือบตลอดทั้งวัน ซึ่งเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว แม้มันจะไม่ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์อย่างเต็มที่ (คือความเศร้าโศกหรือเสียใจ) แต่มันก็ทำให้จิตของเราขุ่นมัว ไม่สงบระงับ ไม่เป็นปกติ ไม่เบาสบาย ไม่สดชื่น ไม่ปลอดโปร่งแจ่มใส (ที่เรียกว่าเป็นความทุกข์อ่อนๆ) ซึ่งเมื่อกิเลสอ่อนๆนี้ตัวใดเกิดขึ้น มันก็จะทำให้จิตของเราไม่มีสมาธิ เมื่อจิตไม่มีสมาธิก็จะทำให้ปัญญา (ที่แม้เราจะเคยมีแล้ว) ไม่เกิดขึ้นด้วย เมื่อจิตไม่มีปัญญาและสมาธิ จึงทำให้ความทุกข์อ่อนๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ทำให้จิตไม่สงบเย็นอย่างสูงสุด สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อกิเลสอ่อนๆนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ความเคยชินของกิเลสและความเข้าใจผิดว่ามีตัวเรา ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรามีมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เปลี่ยนแปลงหรือกำจัดมันได้ยากยิ่งขึ้นด้วย  ดังนั้นจึงเรียกได้ว่ากิเลสอ่อนๆนี้จัดเป็นความชั่วร้ายอันดับแรก ที่ครอบงำจิตของเราอยู่เกือบตลอดทั้งวัน ที่เราจะต้องมาฝึกสมาธิ เพื่อระวังไม่ให้มันเกิดขึ้น และเพื่อให้มันหมดความเคยชินไปจากจิตใต้สำนึกของเราตลอดไป

วิธีฝึกสมาธิอย่างง่ายๆ

ตามปกติเราก็พอจะมีสมาธิกันอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่จะไม่มากพอเท่านั้น อย่างเช่น เวลาเราตั้งใจฟังครูสอน หรือตั้งใจอ่านหนังสือ เราก็จะมีสมาธิขึ้นมาแล้วโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่ก็คือสมาธิที่จำเป็นสำหรับนำมาใช้คู่กับปัญญาในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ซึ่งวิธีการฝึกให้จิตมีสมาธินั้นก็สามารถทำได้ โดยการตั้งใจในการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ในการพูด, และคิดของเราเอง หรือในการทำกิจวัตรประจำวันของเราก็ได้ หรือจะฝึกโดยกำหนดการหายใจของร่างกายเราก็ได้

วิธีการฝึกสมาธิที่ทำได้ง่ายและเป็นที่นิยมนั้นก็คือ กำหนดการหายใจของร่างกายเราเอง ซึ่งวิธีการฝึกนั้น เราจะใช้อิริยาบถใดก็ได้ คือทั้งการเดิน การยืน การนั่ง และการนอน แต่ถ้าเพิ่งเริ่มต้นฝึกควรใช้อิริยาบถนั่งก่อน เพราะจะทำให้เกิดสมาธิได้ง่ายกว่าอิริยาบถอื่น ถ้าฝึกจนชำนาญแล้วจะใช้อิริยาบถใดก็ได้ ส่วนวิธีการฝึกโดยสรุปนั้นก็คือ ให้เราตั้งใจกำหนดอยู่ที่การหายใจของร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา และพยายามควบคุมให้ลมหายใจเบาและยาวอยู่ตลอดเวลา (ถ้าลมหายใจแรงและสั้นจะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ยากกว่า) โดยระวังอย่าคิดถึงสิ่งหรือเรื่องที่จะทำให้เกิดกิเลสทั้งหลายขึ้นมา ซึ่งในการกำหนดการหายใจของร่างกายนี้ ขั้นต้นเราอาจจะใช้วิธีการนับการหายใจของเราไปเรื่อยๆ เพื่อให้จิตสงบก็ได้ หรือจะท่องคำสั้นๆในขณะที่เรากำลังหายใจเข้าหรือออกก็ได้ เช่น ไม่มีเรา, ไม่มีใคร, ว่างเปล่า, ผ่านไป, ตายแน่, เกิดดับ, อย่าโง่, อย่าบ้า เป็นต้น เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลาก็ได้ หรือใครจะคิดค้นวิธีการฝึกใหม่ๆขึ้นมาเองก็ได้

แต่ถ้าจิตยังไม่สงบ ให้ลองใช้วิธีคิดด้วยสติ (คือตั้งใจคิดให้เป็นคำพูดแล้วก็ตั้งใจฟังด้วย) โดยการตั้งใจคิดช้าๆด้วยประโยคสั้นๆ ในขณะที่กำลังหายใจออก แต่เมื่อหายใจเข้าก็ให้หยุดคิด (หรือจะคิดช่วงเวลาหายใจเข้าก็ได้ เมื่อหายใจออกก็ให้หยุดคิด) ซึ่งการคิดนี้ควรคิดเรื่องที่ทำให้เกิดปัญญาหรือความรู้ที่ดีงาม เช่น เรื่องความไม่เที่ยง เรื่องสภาวะที่ต้องทน เรื่องความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง หรือเรื่องความว่างจากตัวเรา-ของเรา หรือเรื่องการคิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม หรือเรื่องการเรียน หรือเรื่องการเตือนตนเอง หรือเรื่องการสอนหลักการดับทุกข์นี้ เป็นต้น ซึ่งการฝึกเช่นนี้จะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ง่าย รวมทั้งยังทำให้เกิดปัญญาไปพร้อมๆกันไปด้วย เรียกว่าเป็นการปฏิบัติทั้งสมาธิและปัญญาไปพร้อมๆกัน

เราจะสังเกตได้ว่าจิตของเรามีสมาธิหรือไม่ โดยให้สังเกตได้จาก “การที่จิตของเรามีสติอยู่ตลอดเวลา และจิตจะสงบหรือไม่ฟุ้งซ่านแล้ว (เพราะจิตหยุดดิ้นรนจากอำนาจของกิเลสอ่อนๆแล้ว) รวมทั้งมีความสุขสงบ และมีปีติหรือความอิ่มเอมใจอยู่ด้วย” ก็แสดงว่าจิตของเรามีสมาธิแล้ว ซึ่งเมื่อจิตไม่มีกิเลสอ่อนๆ จิตก็จะไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย เมื่อจิตไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย จิตก็จะสงบเย็น หรือเบาสบาย สดชื่น ปลอดโปร่งแจ่มใสอย่างสูงสุด เมื่อจิตสงบเย็นสูงสุด ก็แสดงว่าจิตมีสมาธิแล้วอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนี่คือสมาธิที่จำเป็นในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของเรา ส่วนสมาธิที่สูงไปกว่านี้ ที่เป็นการเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลยนั้นไม่จำเป็น เพราะเพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับนำมาใช้ในการปฏิบัติของเรา

สมาธินี้มีหลายระดับ ซึ่งระดับต้นๆก็จะมีความตั้งใจมากในการระมัดระวังไม่ให้กิเลสอ่อนๆเกิดขึ้น รวมทั้งมีความสุขสงบและปีติด้วย ส่วนระดับที่สูงขึ้นก็ไม่ต้องระมัดระวังกิเลสอ่อนๆแล้วเพราะชำนาญแล้ว  รวมทั้งปีติก็จะหายไป (เพราะไม่ตื่นเต้นแล้ว) จะมีแต่เฉพาะความสุขสงบเท่านั้น ส่วนระดับที่สูงขึ้นนั้น ความสุขสงบก็จะหายไป (เพราะเบื่อสุขแล้ว) จะเหลือเพียงจิตที่บริสุทธิ์ ที่มีความสงบเย็นสูงสุดเท่านั้น ซึ่งความสงบเย็นสูงสุดนี้เองที่เป็นสิ่งยืนยันว่า การปฏิบัติของเรานี้ถูกต้องแล้ว โดยมีความดับหายไปของความทุกข์ และการปรากฏของความสงบเย็นมาเป็นสิ่งยืนยัน

สรุปการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

เมื่อเราได้ศึกษามาจนเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งแล้วว่า “มันไม่มีตัวเราและตัวตนของใครๆรวมทั้งของสิ่งใดๆอยู่จริง” แล้ว ก็เท่ากับเกิดปัญญาขั้นความเข้าใจขึ้นมาแล้ว และเราก็ได้มีการฝึกสมาธิมาบ้างแล้ว ทีนี้ก็เป็นการปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัตินี้ก็สรุปได้ ๒ ช่วง คือ ช่วงที่มีเวลาว่าง กับ ช่วงที่ต้องพบปะผู้คน

ช่วงที่เรามีเวลาว่าง เราก็มาฝึกสมาธิและหมั่นพิจารณาให้เกิดปัญญาอยู่เสมอๆ เพื่อให้จิตมีสมาธิมากขึ้นและให้มีปัญญาแหลมคมมากขึ้น จนเป็นความเคยชินของจิตใต้สำนึกหรือเป็นนิสัยในการดับทุกข์ของจิต เพื่อเตรียมเอาไว้ใช้เมื่อต้องเผชิญกับโลก ซึ่งการปฏิบัติสมาธิและปัญญานี้ต้องทำพร้อมกัน ซึ่งการปฏิบัติสมาธิและปัญญานี้ยังแยกได้ ๒ วิธี อันได้แก่ (๑) ใช้ปัญญานำหน้าสมาธิ คือมีการตั้งใจพิจารณาให้เกิดปัญญาอย่างจริงจัง ซึ่งการตั้งใจพิจารณาอย่างจริงจังนี้ ก็จะทำให้เกิดสมาธิอย่างพอเหมาะขึ้นมาด้วยเสมอ ซึ่งเมื่อมีปัญญาและสมาธิพร้อม ความทุกข์ก็จะระงับหรือดับหายไปได้ (แม้เพียงชั่วคราว) หรือ (๒) ใช้สมาธินำหน้าปัญญา คือเราจะใช้สมาธิมาบังคับจิตให้หยุดการคิดนึกหรือปรุงแต่งให้เกิดกิเลสขึ้นมา โดยมีปัญญาคอยควบคุมอยู่ก็ได้  ซึ่งเมื่อมีปัญญาและสมาธิพร้อม ความทุกข์ก็จะระงับหรือดับหายไปได้ (แม้เพียงชั่วคราว) เหมือนกัน ซึ่งใครถนัดวิธีไหนก็ให้ใช้อย่างนั้น

เมื่อเราต้องเผชิญกับโลกหรือต้องพบปะผู้คน หรือขณะที่เราต้องปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเรา เราก็ต้องมีสติมาระวัง “ไม่ให้กิเลสที่เป็นความยินดีและยินร้าย รวมทั้งอาการทั้ง ๕ ของกิเลสอ่อนๆ เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา” (ซึ่งนี่ก็คือการมีสมาธินั่นเอง) พร้อมกันนั้นเราก็ต้องมองเห็น (คือมีความเข้าใจอย่างแจ้งชัดด้วยความเคยชินจากจิตใต้สำนึก) ถึงความจริงสูงสุดของธรรมชาติ เรื่อง “ความว่างจากตัวตนที่แท้จริง” ของทุกสิ่งที่เรากำลังสัมผัสอยู่ด้วย โดยสิ่งที่เราต้องมองเห็นความจริงนี้เป็นพื้นฐานอยู่เสมอก็คือ “ร่างกายและจิตใจของเรา” ในปัจจุบัน ซึ่งนี่ก็คือการปฏิบัติปัญญาและสมาธิพร้อมๆกัน โดยมีศีลธรรมเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อเราปฏิบัติเช่นนี้ได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นในขณะที่เราต้องเผชิญกับโลก (แม้เพียงชั่วคราว) แต่ถ้ายังปฏิบัติไม่ได้ คือยังมีความทุกข์อยู่ ก็ต้องมาสำรวจตัวเราว่ายังขาดอะไรไป คือ ไม่ศีลธรรม หรือไม่มีสมาธิ หรือไม่มีปัญญา ถ้ารู้ตัวว่าขาดอะไรไป ก็ต้องมาตั้งใจปฏิบัติสิ่งที่ขาดไปนั้นให้ได้  แต่ถ้ายังทำไม่ได้อีก ก็ต้องรอให้ความทุกข์มันแผดเผา จนเราเกิดความรู้สึกว่า ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทีนี้จิตมันก็จะอยากมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ขึ้นมาได้เองในภายหลัง ซึ่งนี่คือประโยชน์จากการที่เรามีความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิต ที่แม้เราจะยังไม่พร้อมที่จะมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ก็ตาม (คือเมื่อเรามีความรู้แล้วเราจะนำมาใช้เมื่อไรก็ได้ ซึ่งจะต่างกับคนที่ไม่มีความรู้ ที่ไม่สามารถนำความรู้มาใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไรก็ตาม)

เกิดมาทำไม?

สำหรับผู้ที่เข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตแล้วว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริง” ก็จะเข้าใจได้ว่ามันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆมาเกิดตามที่เชื่อกันอยู่เลย ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วและรู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้ มันเป็นแค่เพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยโดยธรรมชาติเท่านั้น และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องมีหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติตามที่ธรรมชาติกำหนดมา ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ธรรมชาติกำหนดมา เขาก็จะต้องได้รับผลเป็นความทุกข์ทางใจและความเดือดร้อนทางกาย แต่ถ้าใครปฏิบัติหน้าที่ตามที่ธรรมชาติกำหนดมาได้อย่างถูกต้อง เขาก็จะไม่มีความทุกข์ทางใจและไม่มีความเดือดร้อนทางกาย ซึ่งหน้าที่ของคนเรานั้นก็สรุปอยู่ที่ การดูแลรักษาร่างกายไม่ให้เกิดความทรมาน และดูแลรักษาจิตใจไม่ให้เกิดความทุกข์

หน้าที่ในการดูแลรักษาร่างกายนั้นก็สรุปอยู่ที่ การแสวงหาปัจจัย ๔ มาบริหาร่างกาย และการดูแลร่างกายไม่ให้ได้รับความทรมาน ซึ่งก็หมายถึงการเรียนของเด็ก, การทำหน้าที่และการงานของผู้ใหญ่, การแสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้เอาตัวรอดในสังคมและโลก, การออกกำลังกาย, การป้องกันหรือระวังโรคและภัยที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย, การรักษาโรคและภัยที่เกิดขึ้นกับร่างกายแล้ว, และการดูแลรักษาครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลกให้มีความสงบสุข, รวมทั้งการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้เสียหาย ซึ่งเมื่อเราได้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาร่างกายอย่างถูกต้องและครบถ้วนแล้ว เราก็จะได้รับผลที่ดี คือมีความสุขสบายของร่างกาย และมีความทุกข์ทรมานของร่างกายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นสิ่งตอบแทน

แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาร่างกายให้ถูกต้อง เช่น ไม่ออกกำลังกาย, เอาสารเคมีเป็นพิษหรือสิ่งเสพติดเข้าสู่ร่างกาย, ไม่ระวังหรือป้องกันโรคและภัยที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย, ไม่รักษาโรคและภัยที่เกิดกับร่างกายแล้ว, ไม่เรียนหนังสือ, ไม่ทำหน้าที่การงาน, ไม่แสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้เอาตัวรอดในสังคมและโลก, ไม่ดูแลบุคคลในครอบครัว, ไม่ดูแลสังคม, ไม่ดูแลประเทศชาติ, ไม่ดูแลโลก, และไม่ดูแลรักษาสภาพแวดล้อม เราก็จะได้รับผลที่เลวร้าย คือมีความทุกข์ทรมานของร่างกายมาก เป็นสิ่งตอบแทน

ส่วนหน้าที่ในการดูแลรักษาจิตใจนั้นก็สรุปอยู่ที่ การแสวงหาความรู้ในเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจ และการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ซึ่งการแสวงหาความรู้ในเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจนี้ก็คือ การศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตอย่างที่เรากำลังศึกษากันอยู่นี้ ส่วนการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันนั้นก็คือ การปฏิบัติโดยใช้ปัญญาและสมาธิมาทำงานร่วมกัน โดยมีศีลธรรมเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว เพื่อให้ความทุกข์ของจิตใจที่กำลังเกิดอยู่ให้ดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) และเพื่อทำลายต้นตอของความทุกข์ ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร เพื่อที่ความทุกข์จะได้ไม่กลับมาเกิดกับจิตใจของเราอีกอย่างถาวรหรือตลอดชีวิต

ถ้าเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาจิตใจนี้ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน เราก็จะได้รับผลเป็นความไม่มีทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน (ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร) แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาจิตใจนี้อย่างถูกต้องและครบถ้วน เราก็จะได้รับผลเป็นความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน

สรุปได้ว่า เราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ หน้าที่จึงจัดเป็นสิ่งสูงสุดของชีวิต ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องและครบถ้วน เราก็จะถูกธรรมชาติลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อนแก่ร่างกาย และเกิดความทุกข์แก่จิตใจ แต่ถ้าเราปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน เราก็จะได้รางวัลจากธรรมชาติ คือความปกติสุขของร่างกาย และความสงบเย็นของจิตใจทั้งอย่างชั่วคราวและถาวรหรือตลอดชีวิต

เราคืออะไร?

เราคือสิ่งที่มีชีวิตชนิดหนึ่งของโลก ที่ธรรมชาติได้นำเอาดิน น้ำ ไฟ ลม มาปรุงแต่งหรือสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นร่างกาย ที่มีจิตใจหรือความรู้สึกนึกคิดได้ขึ้นมา แต่เพราะร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง จึงทำให้ในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว ร่างกายทั้งหลายต้องแตกสลายหรือตายไป ดังนั้นเพื่อให้มีร่างกายเกิดขึ้นมาสืบต่อเอาไว้ จะได้ไม่สูญพันธุ์ไปจากโลก ธรรมชาติจึงได้มอบสัญชาติญาณที่เป็นความรู้ว่ามีตัวเอง เอาไว้ให้แก่จิตใต้สำนึกของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เพื่อให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายจะได้มีความรู้สึกว่ามีตัวเอง เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวเอง ก็จะได้รักตัวเอง และเมื่อรักตัวเอง ก็จะได้พยายามเอาตัวรอดและสืบเผ่าพันธุ์เอาไว้ ซึ่งจิตของเด็กที่เพิ่งเกิดใหม่ทุกคนจะยังบริสุทธิ์เหมือนกันหมด คือยังไม่มีกิเลส ไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเอง จะมีก็เพียงสัญชาติญาณที่เป็นความรู้ว่ามีตัวเอง ที่ธรรมชาติมอบให้ไว้ เพื่อทำให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งนี่ก็หมายถึงว่า มนุษย์ทุกคนในโลกคือคนๆเดียวกัน เพราะมีจุดกำเนิดเดียวกัน คือมาจากจิตที่ว่างเหมือนกัน แต่ว่ามาแตกต่างกันในภายหลัง ตามเหตุตามปัจจัยที่แวดล้อมเท่านั้น และสุดท้ายก็ต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้น คือว่างเปล่าด้วยกันหมดทุกคน

เมื่อมาพิจารณาที่ชีวิตของเราที่มี “ความรู้สึกว่ามีตัวเรา” นี้ เราก็จะพบว่า จิตใจมันก็อยากได้ความสุข เมื่อสิ่งใดมันให้ความสุข เราก็จะเกิดความรักหรือความพอใจ (ที่เรียกว่าเป็นกิเลส) และมีความผูกพันกับสิ่งนั้น ซึ่งสิ่งที่เรารักและผูกพันมากที่สุดก็คือชีวิตของเรา อันได้แก่ร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกว่าเป็นตัวเรานี้ ส่วนสิ่งที่เรารักและผูกพันรองลงมาก็คือบุคคลและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราทั้งหลาย และเมื่อเกิดความรักและความผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดความยึดถือสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นตัวเรา-ของเราขึ้นมาด้วย

แต่สิ่งที่เป็นตัวเรา-ของเราทั้งหลาย ที่เราได้ยึดถือเอาไว้นี้ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ดังนั้นมันจึงมีความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแตกดับอยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่เราได้ยึดถือเอาไว้นั้น มันก็ต้องแตกหรือดับไปอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อสิ่งที่เรายึดถือเอาไว้นั้น มันได้เปลี่ยนแปลงไปหรือแตกดับไปตามธรรมชาติของมัน (คือร่างกายแก่ เจ็บ ป่วย หรือพิการ หรือน่าเกลียดน่าชัง หรือกำลังจะตาย และสิ่งหรือคนที่เรารักได้จากเราไป หรือเมื่อเราอยากจะได้สิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น) เราก็จะเกิดความไม่พอใจ (หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) อย่างรุนแรง ที่เรียกว่าความเศร้าโศกหรือเสียใจขึ้นมาทันที รวมทั้งเมื่อเราต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่เราเกลียดหรือกลัว เราก็จะเกิดความไม่พอใจและความเศร้าโศกอย่างรุนแรงขึ้นมาทันทีด้วยเหมือนกัน

อีกทั้งสิ่งที่เราได้ยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเราเอาไว้นั้น มันก็ยังต้องทนประคับประคองสภาพการปรุงแต่งของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบาก ซึ่งก็เท่ากับว่าสิ่งที่เราได้ยึดถือเอาไว้นั้นมันเป็น “ของหนัก” หรือมี “สภาวะที่ต้องทน” อยู่แล้วตามธรรมธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อเราไปยึดถือหรือแบกเอาเอาสิ่งที่หนักเอาไว้ จึงทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกหนักหรือความรู้สึกที่ทนได้ยากที่รุนแรงขึ้นมาด้วย คือร่างกายทั้งของเราและของคนที่เรารักนั้น ก็ต้องดูแลรักษาเอาไว้ด้วยความยากลำบาก เพราะมันมีทั้งความร้อน ความหนาว ความหิว ความกระหาย และโรคร้ายต่างๆ รวมทั้งยังมีการเบียดเบียนจากคนและการทำร้ายจากสัตว์ เป็นต้น ที่คอยทำให้ร่างกายต้องเจ็บปวดหรือมีความทรมานอยู่ตลอดเวลา เมื่อเรามายึดถือร่างกายที่เป็นของหนักนี้เอาไว้ จึงทำให้จิตใจของเรานี้ เกิดความรู้สึกหนักหรือเครียดหรือความไม่พอใจ ที่เป็นความทุกข์อยู่เสมอๆ

ยังไม่เท่านั้น ถ้าคนที่เรารักนั้นมียังมีนิสัยหรือพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือน่าเกลียดอยู่ด้วย เช่น เป็นคนใจร้าย ชอบลักขโมยหรือคดโกง เจ้าชู้ ใจง่าย หรือเป็นคนชอบพูดโกหก หยาบคาย เสียดสี และเพ้อเจ้อ หรือเป็นคนเห็นแก่ตัว ดื้อรั้น ว่ายากสอนยาก ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เกียจคร้าน โง่เขลา เอาแต่ใจ ไม่อดทน ชอบเที่ยวเตร่ ชอบเล่นการพนัน ติดสุราหรือสิ่งเสพติดต่างๆ ติดการเล่นต่างๆ ไม่ชอบการเรียนรู้ ไม่ชอบทำหน้าที่การงาน ไม่รักสามีหรือภรรยาหรือพ่อแม่พี่น้องหรือญาติ ไม่รักประเทศชาติบ้านเมือง ไม่รักษาความสะอาด ไม่รักษาสภาพแวดล้อม เป็นต้น ก็จะทำให้เราเกิดความเครียดหรือความไม่พอใจ หรือความหนักใจ หรือความวิตกกังวลใจ หรือความห่วงใย ที่เป็นความทุกข์อยู่เสมอๆ และยิ่งถ้าคนที่เรารักได้กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำสิ่งที่ไม่ดีเข้าแล้วถูกจับได้หรือถูกลงโทษ ก็จะยิ่งทำให้เราเกิดความเครียดหรือความไม่พอใจ ที่เป็นความทุกข์ที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

แต่ถ้าเรามีปัญญาที่เข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตแล้วว่า สิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรานั้น มันไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริงตามที่สมมติกันขึ้นมาเลย บวกกับเราก็มีสมาธิจากการที่ได้เคยฝึกมาแล้วด้วย และเราก็มีสติคอยระลึกถึงปัญญานี้อยู่เสมอๆด้วยสมาธิ ก็จะทำให้จิตของเราเกิด “ความเบื่อหน่าย” ต่อสิ่งที่เราได้ยึดถือเอาไว้นั้น เพราะมองเห็นความไม่เที่ยงหรือความไม่ถาวร และมีสภาวะที่ต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบากของมัน เมื่อจิตเกิดความเบื่อหน่าย มันก็จะคลายความพอใจและไม่พอใจในสิ่งที่ได้ยึดถือเอาไว้นั้นลงทันที (คือกิเลสจะระงับหรือดับลงแม้เพียงชั้วคราว) เมื่อจิตไม่มีกิเลส ก็จะทำให้จิต “ปล่อยวาง” ความยึดถือในสิ่งทั้งหลายว่าเป็นตัวเรา-ของเราลงทันที เมื่อจิตปล่อยวางความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราลง จิตมันก็จะกลับมาเป็นจิตเดิมแท้ ที่บริสุทธิ์ตามธรรมชาติของมัน เหมือนตอนที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆ ที่มีความสงบเย็น สดชื่น ปลอดโปร่ง แจ่มใส เบาสบาย อยู่ด้วย ซึ่งนี่คือสภาวะของจิตขณะที่ไม่มีความทุกข์ 

สรุปได้ว่าชีวิตของเรานี้มันก็ไม่มีอะไร นอกจาก “มีความทุกข์ กับ ไม่มีความทุกข์” เท่านั้น คือถ้าจิตโง่แล้วเกิดกิเลสและความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราเข้า จิตโง่นี้ก็จะเกิดความเศร้าโศกเสียใจหรือความทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าจิตนี้ฉลาดเพราะมีปัญญาและสมาธิ มันก็จะไม่เกิดกิเลสและความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราขึ้นมา แล้วจิตมันก็จะไม่มีความเศร้าโศกเสียใจหรือความทุกข์ใดๆขึ้นมา คือถ้าเราสามารถปฏิบัติปัญญาและสมาธิจนทำให้กิเลสและความยึดถือระงับหรือดับหายไปได้ชั่วคราว จิตของเราก็จะไม่มีความทุกข์เพียงชั่วคราว แต่ถ้าเราสามารถปฏิบัติปัญญาและสมาธินี้ได้อย่างต่อเนื่องนานๆ จนสามารถทำลายความเคยชินของกิเลส และความยึดถือให้หมดสิ้นไป จากจิตใต้สำนึกของเราได้ ก็จะทำให้จิตของเราจะไม่กลับมาเกิดความทุกข์ใดๆขึ้นมาได้อีกอย่างถาวรหรือตลอดชีวิต 

วิธีสร้างสันติภาพโดยใช้ปัญญา

หลักความรู้เรื่องความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงนี้ นอกจากจะนำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจมนุษย์ได้แล้ว ยังนำมาใช้สร้างสันติภาพให้แก่โลกได้อีกด้วย คือสาเหตุที่โลกมีแต่วิกฤตการณ์ ก็เป็นเพราะมนุษย์ถูกสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน (คือความรู้ว่ามีตัวเอง) ครอบงำ จึงทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองขึ้นมา เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวเอง จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงๆขึ้นมา, เมื่อมีความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงๆ ก็จึงทำให้มนุษย์มีความเห็นแก่ตัว, และเมื่อมีความเห็นแก่ตัว จึงทำให้เกิดความโลภ (อยากได้สิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตน) และโกรธ (อยากทำลายสิ่งที่ไม่น่าพอใจ), อันส่งผลทำให้เกิดการเบียดเบียนทั้งมนุษย์สัตว์และป่าไม้ขึ้นมาอย่างมโหฬาร รวมทั้งยังทำลายทรัพยากรและพลังงานของโลกให้หมดสิ้นไปอย่างมโหฬาร และทำลายสิ่งแวดล้อมให้เสียหาย รวมทั้งยังสร้างมลภาวะให้แก่โลกอย่างมากมาย  จนทำให้โลกมีแต่วิกฤติการณ์ทั้งทางสังคม และทางสภาพแวดล้อมเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย แล้วก็ทำให้สันติภาพของโลกหายไปอย่างเช่นในปัจจุบัน

ส่วนวิธีสร้างสันติภาพโดยใช้ปัญญานั้น ก็ทำได้โดยการเผยแพร่ให้มนุษย์ มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ถึงเรื่องความจริงสูงสุดของชีวิตว่า “มันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอยู่จริง ถ้าใครมายึดถือว่าเป็นตนเองจริงๆ ก็จะทำให้จิตใจเป็นทุกข์และทำให้ชีวิตเดือดร้อน รวมทั้งทำให้โลกเกิดวิกฤตการณ์ และอาจทำให้โลกพินาศได้ ถ้ามนุษย์ยังไม่มีความรักและความเมตตาต่อกัน” เมื่อมนุษย์เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเช่นนี้แล้วก็จะทำให้ “ความเห็นแก่ตัว” ลดน้อยลง, แล้วความโลภและโกรธก็จะลดน้อยลง, แล้วการเบียดเบียนมนุษย์สัตว์และป่าไม้ก็จะลดน้อยลง รวมทั้งการทำลายทรัพยากรและพลังงานและสิ่งแวดล้อมก็จะลดน้อยลง และเมื่อการเบียดเบียนกันลดน้อยลง ก็จะทำให้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์สัตว์และป่าไม้ รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็จะเกิดขึ้นมาแทน เพราะมนุษย์มีความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์รวมทั้งพืชทั้งหลายด้วยความจริงใจ และเมื่อการเบียดเบียนกันลดน้อยลง รวมทั้งมีการช่วยเหลือกันมากขึ้น วิกฤตการณ์ต่างๆของโลกก็จะลดน้อยลง และเมื่อวิกฤตการณ์ต่างๆลดน้อยลงมากๆ สันติภาพก็จะกลับคืนมาได้หลังจากที่ได้สูญเสียมันไป

จบ

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “พระพุทธเจ้าสอนอะไร?”  จาก www.whatami.net)


ถ้าต้องการปริ้นหนังสือนี้เป็นรูปเล่มให้คลิ๊กที่นี่