-๒-

“ความรู้สึกว่ามีตัวเรา” ทำให้เกิด ความเข้าใจผิดว่ามี “ตัวตนที่แท้จริง” 

สาเหตุที่ทำให้เราเกิดความเข้าใจผิดว่า “จิตใจของเรานี้เป็นตัวตนที่แท้จริง” นั้นก็เป็นเพราะ จิตของเรามันมี “ความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆ” มายืนยัน คือในเมื่อขณะนี้เราก็มีความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆ ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุทำให้จิตเกิดความเข้าใจขึ้นมาว่า “จิตใจของเรานี้เป็นตัวตนที่แท้จริง” ที่มันจะไม่ดับหายไปอย่างเด็ดขาด แม้ร่างกายจะตายไปแล้วก็ตาม (คือทำให้เกิดความเชื่อว่าจิตใจนี้จะไปเกิดใหม่ได้เรื่อยไป) ซึ่งนี่เองที่ทำให้ยากที่จะมีใครยอมรับว่า “จิตใจของเรานี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง” เพราะมันฝืนหรือตรงข้ามกับความรู้สึกของจิต ที่มันรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงๆ ดังนั้นถึงแม้ใครจะมีเหตุผลที่สมเหตุสมผลสักเท่าใดมาคัดค้านก็ตาม เขาก็จะไม่ยอมรับว่า “จิตใจของเรานี้ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง”  เพราะเขาเชื่อในความรู้สึกของจิตของเขาเอง โดยเขาหารู้ไม่ว่าเขากำลังถูกธรรมชาติหลอกให้มีความรู้สึกว่ามีตัวของเขาเองอยู่จริงๆ

มีคนได้กล่าวไว้ว่า “เมื่อฉันคิดได้ จึงมีฉัน” ซึ่งนี่ก็คือความเข้าใจที่มาจากความรู้สึกของจิต คือเมื่อจิตเกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้นมา ซึ่งในความรู้สึกนึกคิดนั้นมันมีความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่ด้วย จึงได้เกิดความเข้าใจว่ามัน “ต้องมีตัวตนที่เป็นเราจริงๆมาเป็นผู้รู้สึกนึกคิด” ซึ่งการสรุปเช่นนี้ยังเป็นการด่วนสรุปโดยไม่ได้พิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้งว่า  “ขณะที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด (คือในเวลาหลับสนิทและไม่ฝัน) ก็จะไม่มีเรา ต่อเมื่อมีความรู้สึกนึกคิด จึงค่อยมีเรา” ซึ่งเมื่อบอกเช่นนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วตัวเรามันคืออะไร? และมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ซึ่งนี่คือเรื่องที่เราจะได้ศึกษากันต่อไป

“สัญชาติญาณของชีวิต” ทำให้เกิด “ความรู้สึกว่ามีตัวเรา” 

สิ่งที่เราควรรู้อีกเรื่องก็คือ การที่เรามีความรู้สึกว่ามีตัวเราเกิดขึ้นมานี้ ก็เป็นเพราะจิตของเรามันมี “สัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน” อยู่ในจิตใต้สำนึก ซึ่งสัญชาติญาณก็คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมชีวิตโดยที่ไม่ต้องมีใครสอน โดยสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตนนี้ก็คือ “ความรู้ว่ามีตัวเอง” ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตของเราตั้งแต่เกิดตามธรรมชาติ แล้วความรู้นี้ก็ทำให้จิตของเราเกิด “ความรู้สึกว่ามีตัวเราอ่อนๆ” อยู่ตลอดเวลา ซึ่งสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตนนี้ ธรรมชาติได้มอบไว้ให้แก่จิตใต้สำนึกของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เพื่อให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองขึ้นมา เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวเองแล้ว มันก็จะรักตัวเอง เมื่อมันรักตัวเองมันก็จะพยายามเอาตัวรอดและสืบเผ่าพันธุ์ของมันเอาไว้ ซึ่งสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตนนี้เป็นสัญชาติญาณใหญ่ ที่ทำให้เกิดสัญชาติญาณย่อยๆตามมาอีกหลายสัญชาติญาณ เช่น สัญชาติญาณในการกินอาหาร หาอาหาร หนีภัย  สืบพันธุ์ เลี้ยงลูก และการรวมกลุ่ม เป็นต้น ถ้าไม่มีสัญชาติญาณเหล่านี้ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายก็จะไม่รักตัวเอง เมื่อไม่รักตัวเอง มันก็จะไม่พยายามเอาตัวรอดและไม่สืบพันธุ์ แล้วมันก็จะสูญพันธุ์ไปในที่สุด 

สรุปได้ว่า จากการที่จิตของเรามี สัญชาติญาณที่เป็น “ความรู้ว่ามีตัวเอง” อยู่ในจิตใต้สำนึกนี่เอง ที่ทำให้จิตของเราเกิด “ความรู้สึกว่ามีตัวเราอ่อนๆ” ขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา เมื่อจิตเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมา จึงทำให้จิตเกิด “ความเข้าใจว่าตัวเราและตัวตนของคนอื่นรวมทั้งสิ่งอื่นๆนั้นเป็นตัวตนที่แท้จริง” ขึ้นมาด้วย เมื่อมีความเข้าใจว่ามีตัวตนที่แท้จริงเช่นนี้ขึ้นมา จึงทำให้เกิด “ความรักหรือพอใจในสิ่งที่ให้ความสุขทั้งหลาย ที่เข้าใจว่ามันเป็นตัวตนที่แท้จริง” เมื่อเกิดความรักหรือพอใจขึ้นมา ก็ทำให้เกิด “ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา” ขึ้นมา เมื่อมีความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราเมื่อใด ก็จะเกิด “ความทุกข์” ขึ้นมาด้วยเสมอ ซึ่งอาการทั้งหมดนี้เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วและดับหายไปบ่อยๆ มันก็จะทิ้งความเคยชินไว้แก่จิตใต้สำนึกของเรา เมื่อมีสิ่งหรือเรื่องราวจากภายนอกมาสัมผัสจิต จึงทำให้จิตของเราเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็ว และยังบังคับหรือควบคุมไม่ได้อีกด้วย

ต้องรู้จักคำว่า “ตัวตนที่แท้จริง” ก่อน

การศึกษาเพื่อให้เกิดปัญญาที่เป็น “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” ว่า “ตัวเรา-ของเรานี้มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง” นั้น ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจคำว่า “ตัวตนที่แท้จริง” ก่อน ว่ามันคืออะไร? และมีลักษณะหรือคุณสมบัติอย่างไร? เพื่อเราจะได้ใช้ลักษณะหรือคุณสมบัติของมัน มาศึกษาดูว่า จิตใจและร่างกายของเรานี้มันเป็นตัวตนที่แท้จริงหรือไม่?

คำว่า “ตัวตนที่แท้จริง” ก็หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวตนของมันเอง โดยความรู้เรื่องตัวตนที่แท้จริงนี้ เป็นความเชื่อที่มีมานมนานแล้ว คือคนสมัยก่อนจะมีความเชื่อว่า “มีบางสิ่งที่เป็นตัวตนของมันเอง” ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงตามความเชื่อของเขานั้น จะมีลักษณะหรือคุณสมบัติดังนี้คือ

๑. มีตัวตนเป็นของตนเอง คือมันจะไม่อาศัยสิ่งอื่นใดมาปรุงแต่ง หรือทำให้เกิดตัวตนของมันขึ้นมาและตั้งอยู่ เพราะมันมีตัวตนเฉพาะเป็นของมันเองอยู่แล้ว คือเรียกได้ว่า มันมีตัวตนเป็นตัวตนของมันเองจริงๆ

๒. เป็นสิ่งที่เที่ยงหรือถาวร คือตัวตนที่แท้จริงนั้น จะตั้งอยู่ตลอดไปและไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อมันมีตัวตนเป็นของมันเองแล้ว จึงไม่มีสิ่งใดจะสามารถทำให้มันเปลี่ยนแปลงและสูญหายไปได้ คือถ้าเป็นวัตถุก็จะไม่มีการแตกสลายหายไปอย่างเด็ดขาด ถ้าเป็นจิตก็จะไม่มีการดับหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีสิ่งใดมาทำลายหรือไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปสักเท่าใดก็ตาม สรุปง่ายๆก็คือ สิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงจะเป็นอมตะหรือเป็นนิรันดร และจะไม่มีการเกิดหรือดับ

๓. มีสภาวะที่สุขสบาย คือตัวตนที่แท้จริงนั้น มันจะเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่อย่างสะดวกหรือปลอดภัย เพราะเมื่อมันมีตัวตนเป็นของมันเองแล้ว ก็จะไม่มีอะไรมาทำให้มันเดือดร้อนหรือเกิดปัญหาใดๆได้ คือถ้าจิตใดเป็นตัวตนที่แท้จริง จิตนั้นก็จะ “มีแต่ความสุข” ถ้าวัตถุใดเป็นตัวตนที่แท้จริง วัตถุนั้นก็จะ “ไม่ต้องทนประคับประคองตัวตนของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบาก”

 การที่ผู้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า “เมื่อร่างกายของเราตาย แต่จิตใจที่รู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้ จะยังไม่ดับหายตามไปด้วย คือมันจะสามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้ว เพื่อไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้” นี้เอง ที่เป็นความเชื่อว่าจิตของเรานี้เป็นตัวตนที่แท้จริง ซึ่งความเชื่อนี้เองที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความเชื่อเรื่อง ผี เทวดา นางฟ้า นรก สวรรค์ และเรื่องการเกิดใหม่ เป็นต้น ขึ้นมา เพื่อมารองรับความเชื่อว่าจิตของเรานี้เป็นตัวตนที่แท้จริง อย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ของโลกเชื่อกันอยู่

สรุปได้ว่า ถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งที่มีตัวตนเป็นของมันเอง โดยที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใดมาทำให้เกิดตัวตนของมันขึ้นมาและตั้งอยู่ และสิ่งนั้นก็เป็นสิ่งถาวร รวมทั้งสิ่งนั้นก็ตั้งอยู่อย่างสุขสบายด้วย ก็แสดงว่าสิ่งนั้นเป็น “ตัวตนที่แท้จริง” ซึ่งถ้าร่างกายและจิตใจและของเรา มีตัวตนเป็นของมันเอง และเป็นสิ่งถาวร รวมทั้งยังตั้งอยู่อย่างสุขสบายด้วย ก็แสดงว่า ร่างกายและจิตใจของเรานี้ เป็นตัวตนที่แท้จริง ซึ่งเมื่อร่างกายและจิตใจของเรานี้ มันเป็นตัวตนที่แท้จริง เราก็ยึดถือร่างกายและจิตใจนี้ว่าเป็นตัวเรา-ของเราได้ เพราะมันจะไม่ทำให้เราเกิดความทุกข์หรือความเศร้าโศกเสียใจ จากความแก่ เจ็บ หรือตาย ของร่างกาย หรือถ้าสมมติว่าร่างกายของคนที่เรารัก จะเป็นตัวตนที่แท้จริงแล้ว เราก็รักหรือยึดถือว่าเป็นของเราได้ เพราะเขาจะไม่มีความแก่ เจ็บ และตายจากเราไป คือเขาจะอยู่กับเราไปชั่วนิรันดร ดังนั้นต่อไปนี้เราจะมาศึกษากันว่าร่างกายและจิตใจของเราและของคนอื่นนั้น มันเป็น “ตัวตนที่แท้จริง” หรือ “ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง”? กันต่อไป

กฎสูงสุดของธรรมชาติ

ก่อนที่เราจะมาศึกษาเรื่องว่า ร่างกายและจิตใจของเรานี้ มันเป็น ตัวตนที่แท้จริง หรือ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เราจะต้องมาศึกษาถึงเรื่อง “สิ่งที่มีอำนาจสูงสุด” ก่อน เราจึงจะเข้าใจถึงเรื่องความจริงของร่างกายและจิตใจของเราได้ คือ สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดนั้นก็คือ สิ่งที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ (คือทั้งวัตถุพลังงานและจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย) ซึ่งการควบคุมก็คือ การสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา รักษาสิ่งต่างๆไว้ ดลบันดาลให้สิ่งต่างๆเป็นไป และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา ซึ่งสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดนี้ บางศาสนาก็เรียกว่าเทพเจ้า บางศาสนาก็เรียกว่าพระเจ้า บางศาสนาก็เรียกว่าธรรมชาติ แต่เราจะเรียกว่าเป็น กฎสูงสุดของธรรมชาติ  หรือ กฎสูงสุดของเอกภพ  เพราะกฎนี้มันเป็นกฎพื้นฐานหรือกฎที่ใหญ่ที่สุดของธรรมชาติ  ที่กฎทุกกฎของธรรมชาติ จะต้องขึ้นอยู่กับกฎนี้ ซึ่งกฎนี้ก็คือกฎที่บังคับเอาไว้ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุและปัจจัยมาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น” ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงในทางตรงกันข้ามว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุและปัจจัย” ซึ่งกฎนี้ก็คือการบอกถึงเรื่องของเหตุและผล ตามความเป็นจริงของธรรมชาตินั่นเอง   

กฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ ก็คือกฎพื้นฐานของธรรมชาติง่ายๆ ที่ใครๆก็เข้าใจและยอมรับ แต่ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าเราจะนำกฎนี้มาเพ่งพิจารณาอย่างจริงจังด้วยความตั้งใจ (คือด้วยสมาธิ) เราก็จะพบกับความลับสูงสุดที่ธรรมชาติซ่อนเอาไว้ได้ ซึ่งความลับสูงสุดนี้ก็คือ ความจริงเรื่อง “ความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของร่างกายและจิตใจของเรา” นั่นเอง   

ต้องเข้าใจคำว่าปรุงแต่งก่อน

มีคำๆหนึ่งที่เราจำเป็นต้องเข้าใจความหมายของมันก่อน จึงจะศึกษากฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ได้เข้าใจ คือคำว่า ปรุงแต่ง ที่หมายถึง การผสมและตบแต่ง หรือหมายถึง การกระทำ ก็ได้ แต่จะหมายถึงการกระทำโดยธรรมชาติเท่านั้น คือหมายถึง การกระทำของธรรมชาติ ที่นำเอาสิ่งต่างๆหลายๆสิ่งมาผสมหรือรวมกัน แล้วก็ตบแต่งให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนกับการที่เรานำเอาส่วนผสมและเครื่องปรุงต่างๆของอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง มาผสมรวมกันอย่างพอเหมาะ แล้วปรุงด้วยความร้อนอย่างพอดี ก็จะเกิดเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่เอร็ดอร่อยขึ้นมาได้ หรือเหมือนกับการที่เรานำเอาดินเหนียวมาผสมน้ำให้อ่อนนิ่ม แล้วปั้นเป็นรูปร่างของสิ่งต่างๆขึ้นมา

 คำว่าปรุงแต่งนี้ควรใช้เฉพาะในการกระทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาโดยธรรมชาติเท่านั้น คือเมื่อธรรมชาติได้นำเอาสิ่งต่างๆมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นสิ่งใดขึ้นมาแล้ว สิ่งนั้นแทบจะไม่หลงเหลือลักษณะของสิ่งที่นำมาปรุงแต่งนั้นให้เราได้พบเห็นหรือรับรู้ได้เลย เพราะมันได้รวมตัวกันจนกลายเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งนี้ เราจะเรียกว่าเป็น “สิ่งปรุงแต่ง” อย่างเช่น การที่ต้นแอปเปิลได้นำเอาดินหรือปุ๋ย พร้อมกับน้ำ รวมทั้งอากาศ มาผสมกันแล้วปรุงโดยใช้ความร้อนจากแสงแดด แล้วตบแต่งให้เกิดเป็นลูกแอปเปิล ที่มีลักษณะรูปร่างสวยงาม และมีกลิ่นหอมเฉพาะของมัน รวมทั้งมีรสเอร็ดอร่อยขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยที่มันแทบจะไม่หลงเหลือลักษณะของดินหรือปุ๋ย น้ำ อากาศ และความร้อนให้เราได้พบเห็นหรือรับรู้ได้เลย เป็นต้น ส่วนการกระทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาโดยคนหรือสัตว์นั้นไม่ควรใช้คำว่าปรุงแต่ง ควรเรียกว่าเป็นการทำหรือสร้างหรือประกอบหรือประดิษฐ์ เพราะเมื่อทำให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาแล้ว ก็ยังทำให้เราพบเห็นสิ่งที่นำมาทำนั้นได้ อย่างเช่น รถยนต์ที่เรายังคงพบเห็นเหล็ก อลูมิเนียม พลาสติก ยาง และแก้ว เป็นต้น ที่มาประกอบเป็นรถยนต์นั้นขึ้นมา

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย

เมื่อเรานำกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้มาพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน เราก็จะเข้าใจได้ว่า “การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องอาศัยสิ่งอื่นหลายๆสิ่งมาเป็นเหตุร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น” คือถ้ามีแค่เพียงสิ่งเดียวจะไม่สามารถทำให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาได้ จะต้องมีอย่างน้อย ๒ สิ่งมาร่วมกัน จึงจะปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ ซึ่งสิ่งที่มาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ถ้าจะพูดอย่างหยาบๆหรือคร่าวๆก็พูดว่าเป็น “เหตุ” แต่ถ้าจะให้พูดอย่างละเอียดจะต้องพูดว่าเป็น “เหตุและปัจจัย” คือถ้าสิ่งใดเป็นเหตุใหญ่หรือสำคัญที่สุด เราก็จะเรียกว่าเป็น “เหตุ” ที่หมายถึง สิ่งที่ทำให้เกิดผล ส่วนเหตุที่เหลือทั้งหมดนั้นเราจะเรียกว่าเป็น “ปัจจัย” ที่หมายถึง เหตุย่อยๆ หรือ สิ่งสนับสนุน อย่างที่เราพูดกันว่า “เหตุปัจจัยทำให้เกิดผล” แต่เรามักไม่ชอบพูดถึงปัจจัย เพราะเราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงมักชอบพูดแค่เพียงสั้นๆว่า “เหตุทำให้เกิดผล” เท่านั้น อย่างเช่นที่เราชอบพูดว่า “เมื่อเราจุดเทียน ก็จะเกิดแสงสว่างขึ้นมา” คือเป็นการบอกสั้นๆว่า การจุดเทียนนั้นเป็นเหตุ ส่วนแสงสว่างจากเทียนนั้นเป็นผล แต่ถ้าจะบอกอย่างละเอียด ก็ต้องบอกว่า เมื่อมีการจุดเทียนเป็นเหตุ และมีไม้ขีด เทียน ออกซิเจน และความร้อนที่พอเหมาะ เป็นปัจจัย จึงเกิดผลเป็นแสงสว่างจากเทียนขึ้นมา เป็นต้น ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย

เมื่อเรานำเรื่อง “เหตุทำให้เกิดผล” ขึ้นมานี้ มาพิจารณาอย่างละเอียด เราก็จะพบความจริงที่ลึกซึ้งว่า เมื่อเหตุทำให้เกิดผลใดขึ้นมาแล้ว ผลนั้นก็ยังจะมาเป็นเหตุทำให้เกิดผลใหม่ขึ้นมาได้อีก และผลใหม่นั้นก็ยังจะมาเป็นเหตุทำให้เกิดผลใหม่ๆขึ้นมาได้อีก ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ มันจะต้องมีการผลักดันกันของเหตุและผลต่อๆกันไปเป็นสายยาวเหมือนห่วงโซ่ ที่คล้องต่อๆกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งสายของเหตุและผลของสิ่งหนึ่งหรือเรื่องหนึ่ง ก็ยังไปเกี่ยวพันกันกับสายของเหตุและผลของสิ่งอื่นหรือเรื่องอื่นๆอีกมากมาย อย่างสลับซับซ้อนและยุ่งเหยิง จนเราไม่สามารถไปล่วงรู้ถึงสายของเหตุและผลทั้งหมด ที่มาผลักดันกันทำให้เกิดบางสิ่งหรือบางเรื่องขึ้นมาได้ จนทำให้เราเกิดความเข้าใจผิดไปว่า สิ่งหรือเรื่องที่เกิดขึ้นมาที่เราไม่รู้ถึงสายของเหตุและผลทั้งหมดของมันได้นั้น มันเป็นสิ่ง “นอกเหตุเหนือผล” หรือเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่เป็นพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งวิเศษ ตามที่ล่ำลือกันอยู่

แต่ถ้าเราจะเข้าใจถึงเรื่องการเกิดขึ้นตามเหตุและผล ตามกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้แล้ว เราก็จะเข้าได้ว่า “ทุกสิ่งมันก็เป็นของธรรมดาๆของมันเช่นนั้นเอง” ไม่ได้มีสิ่งใดที่จะเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติหรืออยู่นอกเหตุเหนือผลได้ ซึ่งเมื่อเราสามารถเข้าใจเรื่องสายของเหตุและผล ที่เกี่ยวพันกันอย่างยุ่งเหยิงและสลับซับซ้อนนี้ได้ เราก็จะเข้าใจได้ว่า “ในโลกและในเอกภพนี้ มันมีแค่เพียงเหตุและผลเท่านั้น ไม่ได้มีสิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงเลย” ซึ่งนี่เองที่จะทำให้เราเริ่มตาสว่าง คือเริ่มมองเห็นโลกตามความเป็นจริง และเมื่อเรามองเห็นโลกตามความเป็นจริงแล้ว จิตของเราก็จะเริ่มปล่อยวางความยึดถือในสิ่งทั้งหลายว่าเป็นตัวเรา-ของเราลงทันที แล้วก็จะทำให้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความยึดถือลดน้อยลงตามไปด้วย

ธาตุพื้นฐานโลก

สิ่งทั้งหลายของโลกก็สรุปได้เป็น วัตถุ กับ จิต ซึ่งวัตถุที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด ก็เรียกว่าเป็น สิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น ก้อนหิน ก้อนดิน โลหะ แก้ว พลาสติก อลูมิเนียม เป็นต้น ส่วนวัตถุที่มีความรู้สึกนึกคิดได้ ก็เรียกว่าเป็น สิ่งที่มีชีวิต ซึ่งก็ได้แก่ ร่างกายของมนุษย์ สัตว์ และพืช ซึ่งเมื่อเรามาพิจารณาถึงวัตถุที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลาย รวมทั้งพลังงานทั้งหลายด้วย เราก็จะพบว่า มันเกิดมาจาก ธาตุ ที่หมายถึง คุณสมบัติพื้นฐาน ซึ่งธาตุหรือคุณสมบัติพื้นฐานของโลก ที่ธรรมชาติได้นำมาปรุงแต่งให้เกิดวัตถุและสิ่งของทั้งหลาย รวมทั้งร่างกายและจิตใจของคนและสัตว์รวมทั้งพืชทั้งหลายขึ้นมานั้น ก็มีอยู่ ๖ ธาตุ อันได้แก่

๑. ธาตุดิน คือคุณสมบัติที่แข็ง ที่ทำให้เกิดของแข็งขึ้นมา

๒. ธาตุน้ำ คือคุณสมบัติที่เหลว เอิบอาบ รวมตัวกัน ที่ทำให้เกิดของเหลวขึ้นมา

๓. ธาตุไฟ คือคุณสมบัติที่ร้อน ที่ทำให้เกิดความร้อนและการทำลายขึ้นมา

๔. ธาตุลม คือคุณสมบัติที่บางเบา แผ่กระจาย ที่ทำให้เกิดอากาศหรือก๊าซต่างๆขึ้นมา

๕. ธาตุว่าง คือคุณสมบัติเป็นที่ว่าง หรือสุญญากาศ

๖. ธาตุวิญญาณ คือคุณสมบัติที่ทำให้เกิดการรับรู้สิ่งต่างๆได้

ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลมนี่เอง ที่เป็นเหตุพื้นฐานทำให้เกิดเป็นวัตถุและสิ่งของ รวมทั้งพลังงานทั้งหลายขึ้นมา และเมื่อสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ยังต้องอาศัยคุณสมบัติที่เป็นที่ว่างหรือสุญญากาศเพื่อตั้งอยู่ ถ้าไม่มีสุญญากาศ วัตถุสิ่งของทั้งหลายก็จะไม่มีที่อยู่อาศัย ส่วนธาตุวิญญาณนั้นก็คือ การรับรู้ (วิญญาณ) ที่เกิดขึ้นมาตามระบบประสาทที่ยังดีอยู่ ของร่างกายที่ยังไม่ตาย ซึ่งวิญญาณหรือการรับรู้นี้เอง ที่เป็นพื้นฐานในการปรุงแต่งให้เกิดจิตหรือใจของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายขึ้นมา ถ้าไม่มีวิญญาณหรือการรับรู้นี้ ก็จะไม่มีจิตหรือใจของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย

วิญญาณ -การรัยรู้

สิ่งที่เราต้องศึกษาให้เข้าใจอีกเรื่องก็คือคำว่า วิญญาณ ที่หมายถึง การรับรู้ คือการรับรู้นี้ มันเป็นการรับรู้ที่เกิดขึ้นมาตามระบบประสาททั้งหลาย ๖ ของร่างกายที่ยังไม่ตาย คือเมื่อมีแสงของวัตถุมาสัมผัสตา ก็จะเกิดการรับรู้แสงหรือการเห็นแสงของวัตถุนั้นขึ้นมาทันทีที่ตา, เมื่อมีเสียงมาสัมผัสหู ก็จะเกิดการรับรู้เสียงหรือการได้ยินเสียงขึ้นมาทันทีที่หู, เมื่อมีกลิ่นมาสัมผัสจมูก ก็จะเกิดการรับรู้กลิ่นหรือการได้กลิ่นขึ้นมาทันทีที่จมูก, เมื่อมีรสมาสัมผัสลิ้น ก็จะเกิดการรับรู้รสหรือการได้ลิ้มรสขึ้นมาทันทีที่ลิ้น, เมื่อมีวัตถุของกาย (เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) มาสัมผัสเนื้อเยื่อของร่างกาย ก็จะเกิดการรับรู้วัตถุของกายขึ้นมาทันทีที่เนื้อเยื่อของร่างกาย, และเมื่อมีวัตถุของใจ (อันได้แก่ การรับรู้ทั้งหมดที่ตา หู จมูก ลิ้น และกายได้รับรู้มาแล้ว รวมทั้งความรู้สึก การจำได้ ความคิด และกิเลส) มาสัมผัสใจ ก็จะเกิดการรับรู้วัตถุของใจขึ้นมาทันทีที่ใจ

วิญญาณหรือการรับรู้นี้ มันเป็นสิ่งพื้นฐานอย่างหนึ่งของธรรมชาติ ที่เหมือนกับธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม นั่นเอง เพียงแต่มันไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง คือมันต้องอาศัยระบบประสาทที่ยังดีอยู่และกำลังทำงานอยู่ ของร่างกายที่ยังไม่ตายเพื่อเกิดขึ้นมา แต่ถ้าระบบประสาทใดเสียหาย วิญญาณหรือการรับรู้นี้ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นที่ระบบประสาทนั้นได้ ซึ่งวิญญาณหรือการรับรู้นี้ มันก็เป็นพลังงานอย่างหนึ่งของธรรมชาติ ที่เหมือนพลังงานไฟฟ้า ที่เกิดขึ้นเมื่อมีแสงแดดมากระทบกับแผ่นโซล่าเซลล์  คือเมื่อมีแสงแดดมากระทบกับแผ่นโซล่าเซลล์ที่ยังดีอยู่  ก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้นมาที่แผ่นโซล่าเซลล์ที่ยังดีอยู่นั้นได้ แต่เมื่อไม่มีแสงแดดมากระทบกับแผ่นโซล่าเซลล์ที่ยังดีอยู่  ก็จะไม่เกิดไฟฟ้าขึ้นมาที่แผ่นโซล่าเซลล์ที่ยังดีอยู่นั้นได้ หรือถึงแม้จะมีแสงแดดมากระทบ แต่ถ้าแผ่นโซล่าเซลล์นั้นเสียหาย ก็จะไม่มีไฟฟ้าเกิดขึ้นมาที่แผ่นโซล่าเซลล์ที่เสียหายนั้นได้ 

การเกิดขึ้นของร่างกายและจิตใจ

ชีวิตของมนุษย์เรานี้ จะประกอบด้วยส่วน ๕ ส่วน อันได้แก่

๑. ร่างกาย (รูป) ซึ่งสรุปแล้วพื้นฐานร่างกายเกิดขึ้นมาจากธาตุดิน (คืออาหาร) ธาตุน้ำ (คือน้ำ)  ธาตุไฟ (คือความร้อน)  และธาตุลม (คืออากาศบริสุทธิ์) มาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น แต่ก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามเหตุและปัจจัยที่มาปรุงแต่ง คือเป็นชายบ้าง เป็นหญิงบ้าง เป็นเด็กบ้าง เป็นผู้ใหญ่บ้าง สูงบ้าง ต่ำบ้าง อ้วนบ้าง ผอมบ้าง งดงามบ้าง ไม่งดงามบ้าง ผิวดำบ้าง ผิวขาวบ้าง ผมสีดำบ้าง ผมสีทองบ้าง มีตาสีฟ้าบ้าง มีตาสีดำบ้าง  เป็นต้น

๒. การรับรู้ (วิญญาณ) คือการรับรู้ที่เกิดขึ้นมาตามระบบประสาททั้งหลาย ๖ ของร่างกาย

๓. การจำได้ (สัญญา) คือเมื่อเกิดการรับรู้ขึ้นมาที่ระบบประสาทใดก็ตาม ก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสมองของเรานั้นมันมีข้อมูลของสิ่งที่เรารับรู้นั้นเก็บเอาไว้ก่อนแล้ว เมื่อได้รับรู้สิ่งนั้นอีก สมองจึงได้นำเอาสิ่งที่ได้รับรู้นั้นมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่สมองมีอยู่ เมื่อพบว่าตรงกันมันจึงจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ แต่ถ้าไม่มีข้อมูลของสิ่งนั้นมาก่อนก็จะไม่รู้จัก หรือถึงแม้จะเคยมีข้อมูลนั้นมาแล้ว แต่ว่าข้อมูลนั้นไม่ได้รับการตอกย้ำ ก็จะทำให้ข้อมูลนั้นเลอะเลือนไป ก็จะทำให้จำไม่ได้

๔. ความรู้สึก (เวทนา) คือเมื่อเกิดการรับรู้สิ่งใดขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกต่อสิ่งนั้นขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ ก็สรุปได้ ๓ ชนิด อันได้แก่ ความรู้สึกที่ทนได้ง่าย (หรือความสุข), ความรู้สึกที่ทนได้ยาก, และความรู้สึกกลางๆ (คือไม่ใช่ทั้งความรู้สึกทนได้ง่ายและความรู้สึกที่ทนได้ยาก หรือเรียกว่าความรู้สึกจืดๆ) ซึ่งการที่จะเกิดความรู้สึกใดขึ้นมานั้นก็ขึ้นอยู่กับการจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ คือบางสิ่งก็จำได้ว่ามันให้ความรู้สึกที่ทนได้ง่าย จึงเกิดความรู้สึกที่ทนได้ง่ายขึ้นมา บางสิ่งก็จำได้ว่ามันให้ความรู้สึกที่ทนได้ยาก จึงเกิดความรู้สึกที่ทนได้ยากขึ้นมา บางสิ่งก็จำได้ว่ามันให้ความรู้สึกกลางๆหรือจืดๆ จึงเกิดความรู้สึกกลางๆหรือจืดๆขึ้นมา คือสรุปได้ว่า มันจะเกิดทั้งความรู้สึกและการจำได้ขึ้นมาพร้อมๆกัน

๕. การปรุงแต่งของจิต (สังขาร) คือเมื่อเกิดความรู้สึกและการจำได้ขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดการปรุงแต่งของจิตขึ้นมาทันที ซึ่งการปรุงแต่งของจิตนี้ก็มีทั้ง การปรุงแต่งให้เกิดกิเลสขึ้นมา (คือเมื่อเกิดความรู้สึกที่ทนได้ง่าย ก็จะเกิดความพอใจหรือยินดีขึ้นมาทันที แต่ถ้าเกิดความรู้สึกที่ทนได้ยาก ก็จะเกิดความไม่พอใจหรือยินร้ายขึ้นมาทันที และถ้าเกิดความรู้สึกกลางๆขึ้นมา ก็จะเกิดความลังเลใจขึ้นมาทันที) และ การคิดของจิต ซึ่งการคิดของจิตนี้ ก็อาจเป็นการคิดด้วยกิเลสก็ได้ หรือคิดด้วยสติปัญญาโดยไม่มีกิเลสก็ได้

สรุปได้ว่า ธาตุทั้ง ๔ คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม ที่เป็นธาตุตามธรรมชาติ ได้ปรุงแต่งให้เกิดเป็นอวัยวะและระบบประสาททั้งหลายของร่างกายของเราขึ้นมา เมื่อมีสิ่งภายนอกมาสัมผัสระบบประสาทใดก็ตาม ก็จะเกิดการรับรู้ขึ้นมาที่ระบบประสาทนั้นทันที เมื่อเกิดการรับรู้ขึ้นมาแล้ว ใจก็จะรับรู้อยู่ด้วย เมื่อใจรับรู้ก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้และเกิดความรู้สึกจากสิ่งที่รับรู้นั้นขึ้นมาทันที และถ้าขณะนี้จิตขาดสติปัญญาและสมาธิ จิตก็จะเกิดการปรุงแต่งให้เกิดกิเลสและความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราขึ้นมาทันทีพร้อมความทุกข์ แต่ถ้าขณะนี้จิตมีสติปัญญาและสมาธิ จิตก็จะไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสและความยึดถือพร้อมทั้งความทุกข์ขึ้นมา และเมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะกลับคืนไปสู่ความเป็นจิตเดิมแท้ ที่มีความสงบเย็นอยู่แล้วตามธรรมชาติ ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุด ที่เรียกว่าร่างกายกับจิตใจ ที่มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบที่สุดแสนจะมหัศจรรย์ เหมือนหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยม ที่ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความรู้สึกนึกคิดได้ โดยไม่ได้มีแก่นแท้หรือตัวตนที่แท้จริงเป็นของมันเองเลย แต่มันก็ถูกตั้งโปรแกรมให้มีความรู้สึกว่ามีตัวเองอยู่จริงๆ เหมือนกับที่สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายของโลก ที่มีความรู้สึกว่ามีตัวเองอยู่จริงๆ 

ความจริง ๓ ประการของสิ่งปรุงแต่ง

เมื่อเหตุและปัจจัย มาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดเป็นลักษณะหรือสภาพของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือจิตใจก็ตามขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นมานี้เราจะเรียกว่าเป็น “สิ่งปรุงแต่ง” ซึ่งสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย จะมีความจริงซ่อนอยู่ ๓ ประการ อันได้แก่

๑. ไม่เที่ยงหรือไม่ถาวร คือเมื่อเหตุและปัจจัยได้ปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวัตถุหรือจิตใจก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นจะไม่สามารถตั้งอยู่ในลักษณะหรือในสภาพนั้นได้ตลอดไป คือเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว ลักษณะหรือสภาพการปรุงแต่งของมันนั้น ก็จะเริ่มเสื่อมสภาพทันที ซึ่งบางสิ่งก็เสื่อมสภาพเร็ว แต่บางสิ่งก็เสื่อมสภาพช้า ซึ่งไม่ว่าจะเสื่อมสภาพเร็วหรือช้า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นก็ต้องแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิต) อย่างแน่นอน คือสรุปได้ว่า “สิ่งใดเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็วสิ่งนั้นจะต้องแตกหรือดับหายไปอย่างแน่นอน ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้นมาแล้ว จะสามารถตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดรได้”  

๒. มีสภาวะที่ต้องทน คือเมื่อสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และมันก็มีการเสื่อมสภาพหรือไหลไปสู่ความแตกดับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งขณะที่สิ่งปรุงแต่งนั้นมันยังตั้งอยู่ (คือยังไม่แตกหรือดับหายไป) มันก็ยังต้องทนประคับประคองสภาพหรือลักษณะการปรุงแต่งของมันไว้ด้วยความยากลำบาก ถ้ามันไม่ทนประคับประคองสภาพหรือลักษณะการปรุงแต่งของมันเอาไว้ มันก็จะแตกหรือดับหายไปทันที คือสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั้น มันจะต้องทนต่อความเปลี่ยนแปลงหรือความเสื่อมสภาพของตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเป็นวัตถุที่ไม่มีชีวิตก็ไม่เป็นปัญหา เพราะมันไม่มีจิตมารับรู้สภาวะที่ต้องทนของมัน แต่ถ้าเป็นวัตถุที่มีชีวิตอันได้แก่ร่างกายของเรา ก็จะเป็นปัญหา เพราะมันมีจิตมารับรู้สภาวะที่ต้องทนของมัน คือจิตก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บ หรือปวด หรือความทรมานของร่างกายได้  

ส่วนจิตนั้นแม้จะไม่ใช่วัตถุ แต่มันก็มีการรับรู้ถึงสภาวะที่ต้องทนของจิตเองอยู่ด้วย คือเมื่อจิตเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาเมื่อใด จิตก็จะมีการรับรู้ถึงสภาวะที่ต้องทน จากการปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เข้มข้น (จากความยึดถือว่ามีตัวเรา) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งความรู้สึกว่ามีตัวเราที่เข้มข้นจากความยึดถือว่ามีตัวเรานี้เอง ที่เป็นความรู้สึกที่ทรมานจิตใจมาก ที่เรียกว่าความทุกข์ แต่ถึงแม้จิตจะไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเราก็ตาม มันก็ยังมีสภาวะที่ต้องทนอยู่ด้วยเสมอ (เพราะจิตเป็นสิ่งปรุงแต่ง) แต่ว่ามีน้อยมากจนไม่เป็นปัญหา คือไม่ทำให้จิตเกิดความรู้สึกที่ทรมานมากจนเป็นปัญหาแก่จิต ซึ่งนี่ก็คือความรู้สึกสงบเย็นของจิต ขณะที่ไม่มีความทุกข์นั่นเอง

๓. ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง คือเมื่อสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั้น มันต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น จึงไม่มีตัวตนที่แท้จริงเป็นของมันเอง และเมื่อมันไม่มีตัวตนที่แท้จริงเป็นของมันเอง ก็เท่ากับว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง”  หรือจะเรียกว่าเป็น “ตัวตนมายา” ก็ได้ เพราะมันเหมือนการหลอกลวงว่าเป็นตัวตนจริงๆ หรือจะเรียกว่าเป็น “ตัวตนชั่วคราว” ก็ได้ เพราะมันก็เหมือนกับว่ามีตัวตนอยู่จริงๆเหมือนกัน แต่ว่ามีเพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้มีอยู่อย่างถาวรหรือเป็นอมตะเหมือนตัวตนที่แท้จริงตามที่เชื่อกันอยู่

ความจริงทั้ง ๓ นี้คือความจริงที่ลึกซึ้ง ที่เป็นความลับที่ธรรมชาติซ่อนเอาไว้ใน “ร่างกายและจิตใจของเราและของทุกๆคน รวมทั้งในวัตถุและสิ่งของทั้งหลาย” ที่เราจะต้องนำมาพิจารณาเพื่อให้เกิดปัญญา ที่เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “ร่างกายและจิตใจของเรานี้มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และไม่เที่ยงหรือไม่ถาวร รวมทั้งยังตั้งอยู่อย่างยากลำบากอีกด้วย” สำหรับนำไปใช้ในการปฏิบัติ เพื่อทำลายความเคยชินของความเข้าใจผิดว่า “ร่างกายและจิตใจของเรานี้เป็นตัวตนที่แท้จริง ที่เที่ยงหรือถาวร และตั้งอยู่อย่างสุขสบาย” ที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ให้หมดสิ้นไป เพื่อให้จิตของเราจะได้ไม่มีความทุกข์อย่างถาวร

ความว่างเปล่าจากตัวตนที่แท้จริง

ความจริงทั้ง ๓ ของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนี้ มันก็คือสิ่งเดียวกัน แต่ที่แยกออกมาอธิบาย ก็เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายเท่านั้น คือถ้าเรามาเพ่งพิจารณาถึงความจริงใดความจริงหนึ่งอย่างตั้งใจ เราก็จะพบกับความจริงที่เหลือพร้อมกันไปด้วย คือถ้าเราเพ่งพิจารณาถึงความไม่เที่ยงหรือไม่ถาวรของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างแรงกล้าด้วยสมาธิ เราก็จะพบสภาวะที่ต้องทนของสิ่งนั้นด้วย และเมื่อเราเพ่งพิจารณาถึงสภาวะที่ต้องทนอย่างแรงกล้าของสิ่งนั้นต่อไป เราก็จะพบกับความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของสิ่งนั้นด้วย และเมื่อเราเพ่งพิจารณาความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของสิ่งนั้นอย่างแรงกล้าต่อไป เราก็จะพบกับความจริงสูงสุดของสิ่งนั้นว่า “มันว่างเปล่าจากตัวตนที่แท้จริง” หรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆก็คือ “มันไม่มีตัวตนของเราหรือของใครๆหรือของสิ่งใดๆอยู่จริง”

สรุปได้ว่า “สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่ถาวร มีสภาวะที่ต้องทน และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง รวมทั้งยังว่างเปล่าจากตัวตนที่แท้จริงอีกด้วย” ซึ่งนี่คือหลักที่เราจะนำมาใช้พิจารณาร่างกายและจิตใจทั้งของเราและของคนอื่น รวมทั้งสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกและเอกภพ เพื่อค้นหาความจริงว่า ร่างกายและจิตใจทั้งของเราและของคนอื่น รวมทั้งสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกและเอกภพนั้น มันเป็น “ตัวตนที่แท้จริง” หรือ “ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง” กันแน่ โดยใช้หลักที่เราได้ศึกษามาแล้วว่า “ถ้าสิ่งใดไม่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น รวมทั้งเป็นสิ่งถาวร และมีสภาวะที่สุขสบาย ก็แสดงว่าสิ่งนั้นเป็นอัตตาที่ยึดถือได้ เพราะมันจะไม่ทำให้เราเป็นทุกข์” แต่ถ้า “สิ่งใดต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และเป็นสิ่งไม่ถาวร รวมทั้งยังมีสภาวะที่ต้องทน ก็แสดงว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ที่ยึดถือไม่ได้ ถ้ายึดถือก็จะทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาในภายหลังได้”


หน้าต่อไป