-๑-

คำนำ

เราเคยสงสัยในชีวิตของเราบ้างหรือไม่ว่า เราคืออะไร? เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ตายแล้วเป็นอย่างไร? เกิดมาเพื่อจุดประสงค์อะไร? อะไรคือสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรได้รับ? และจะรับได้โดยวิธีใด? ซึ่งนี่คือคำถามที่เราสมควรอย่างยิ่งที่จะถามตัวเอง แล้วพยายามแสวงหาคำตอบ เพื่อที่จะได้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งได้ชีวิตอย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อมีความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตแล้ว เราจะได้ปฏิบัติเพื่อให้ได้รับสิ่งสูงสุดสำหรับชีวิตต่อไป

หนังสือ “ฉันคืออะไร?” เล่มนี้ ได้พยายามสรุปวิธีการค้นหาตัวเอง เพื่อให้รู้จักตัวเอง หรือเพื่อให้เกิดความเห็นแจ้งชีวิต โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งหนังสือนี้จะใช้คำที่เข้าใจได้ง่ายๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดหรือใช้ภาษาอะไร ก็สามารถศึกษาให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านศาสนาหรือปรัชญาใดๆมาก่อน

จึงขอฝากให้ผู้ที่สนใจแสวงหาความจริงของชีวิตทั้งหลาย ได้ช่วยกันศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งในชีวิต แล้วมาช่วยกันเผยแพร่ความรู้นี้แก่เพื่อนมนุษย์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ให้มีความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิต และได้รับสิ่งสูงสุดสำหรับชีวิตกันต่อไป             

เตชปัญโญ ภิกขุ

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี     

๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๐

***********************************************

ศึกษาชีวิตโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ คือความรู้ที่เกิดมาจากการสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้จริงในปัจจุบัน โดยวิทยาศาสตร์นั้นมีทั้งวิทยาศาสตร์ทางด้านวัตถุและวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจ ซึ่งหลักการศึกษาของวิทยาศาสตร์นั้นก็สรุปอยู่ที่

๑. ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง คือศึกษาจากสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้จริงในปัจจุบัน

๒. ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล คือศึกษาอย่างเป็นเหตุเป็นผล โดยเหตุผลนั้นก็มาจากสิ่งที่มีอยู่จริงนั่นเอง

๓. ศึกษาอย่างเป็นระบบ คือวิธีการศึกษานั้นจะมีหลักการศึกษาที่เป็นระบบ อย่างเช่น การสังเกต การทดลอง การบันทึก การตีความ และสรุปเป็นหลักสากล เป็นต้น

๔. พิสูจน์ก่อนเชื่อ คือจะไม่มีการเชื่ออะไรล่วงหน้า จนกว่าจะมีการพิสูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดก่อน จึงจะเชื่อ

วิทยาศาสตร์นั้นเป็นวิธีการค้นหาความจริงของธรรมชาติ ที่ทำให้มนุษย์ค้นพบความจริงของธรรมชาติได้ถูกต้องที่สุด จนทำให้มนุษย์เกิดความรู้และความเข้าใจในปรากฏการณ์ต่างๆของธรรมชาติได้มาก จนทำให้มนุษย์กลายมาเป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาดที่สุด และทำให้มนุษย์มีความเจริญในด้านต่างๆอย่างมากมายในปัจจุบัน นี่เองที่ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นความรู้ที่เป็นที่ยอมรับที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งเราก็จะใช้หลักวิทยาศาสตร์นี้มาศึกษาชีวิต เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตกันต่อไป

ความเชื่อ – ความจริง

ความจริง คือ สิ่งที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ตามธรรมชาติอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  อย่างเช่น ความจริงที่ว่า คนเราเกิดมาแล้วก็อยากได้ความสุขแต่เกลียดกลัวความทุกข์ หรือความจริงที่ว่าคนเรานั้นอยากมีชีวิตอยู่เพื่อสืบพันธุ์ หรือความจริงที่ว่า คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทุกคน เป็นต้น แต่ความจริงบางอย่างนั้นมันถูกซ่อนเอาไว้ เราจึงอาจไม่พบเห็นความจริงนั้นได้ อย่างเช่นความจริงที่ว่า ร่างกายและจิตใจของเรานี้มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เป็นต้น ซึ่งวิธีการค้นหาความจริงที่ถูกซ่อนเอาไว้นี้ก็ต้องใช้เหตุผลจากสิ่งที่เรามีอยู่จริงมาพิจารณา และมีการพิสูจน์ด้วยการเฝ้าดูจากร่างกายและจิตใจของเราเองจริงๆในปัจจุบัน ก็จะทำให้เราพบความจริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ได้ ซึ่งความจริงที่เราค้นพบแล้วนี้ ก็จะเป็นหลักฐานหรือสิ่งยืนยันที่ไม่มีใครจะคัดค้านได้ แต่ตราบใดที่เรายังไม่ค้นพบความจริง เราก็ต้องใช้ความเชื่อไปก่อน

ความเชื่อ ก็คือ ความมั่นใจว่ามันจะเป็นความจริง คือการที่เรามีความเชื่อนั้นก็เป็นเพราะ เรายังไม่พบความจริง หรือยังพิสูจน์ไม่ได้ ดังนั้นเราจึงยังต้องใช้ความเชื่อไปก่อน จนกว่าเราจะพิสูจน์ความเชื่อนั้นให้พบความจริงได้ก่อน ความเชื่อนั้นจึงจะเปลี่ยนมาเป็นความจริงสำหรับเราได้ แต่เราก็ต้องระวังว่า ความเชื่อใดที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ และมันก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเรา เราก็อย่าไปสนใจพิสูจน์มัน คือเราก็ปล่อยให้มันเป็นความเชื่ออยู่อย่างนั้นต่อไป

 ความเชื่อนั้นก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ อันได้แก่ เชื่อจากการฟังคนอื่นเขาบอกมา, เชื่อจากการที่มีคนเขาเล่าต่อๆกันมาตั้งแต่โบราณ, เชื่อจากการที่มีคนเขากำลังล่ำลือกันอยู่, เชื่อจากการอ่านมาจากตำรา, เชื่อจากการพิจารณาโดยใช้เหตุผลตรงๆ, เชื่อจากการพิจารณาโดยใช้เหตุผลแวดล้อม, เชื่อจากสามัญสำนึกของเราเอง, เชื่อจากการที่มีคนเขาพูดตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว, เชื่อจากการที่เห็นว่าคนที่บอกเรานั้นดูลักษณะภายนอกแล้วน่าเชื่อ, และเชื่อจากการที่คนที่บอกนี้เป็นครูอาจารย์ของเราเอง ซึ่งถ้าเราเชื่อตามสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งจากสาเหตุเหล่านี้ โดยที่เรายังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยตัวของเราเองก่อน ถ้าบังเอิญความเชื่อนั้นมันผิดหรือไม่ถูกต้องมาก่อน เราก็จะได้รับความรู้ที่ผิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้ความรู้ที่ผิด ก็ย่อมที่จะไม่ทำให้เกิดปัญญา ที่จะทำให้เข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตขึ้นมาได้

ในการศึกษาชีวิตโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์นี้ สิ่งที่ต้องระวังก็คือ “เราจะไม่ใช้ความเชื่อใดๆมาศึกษา” เพราะความรู้ตามความเชื่อนั้นมันไม่มีหลักการที่แน่นอนตายตัว รวมทั้งเหตุผลที่ใช้อธิบายก็เป็นแค่การอ้างอิงตามตำรา หรือตามความรู้ของคนอื่น หรือคาดเดาเอาเอง ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมเหตุสมผลเลย รวมทั้งยังไม่มีหลักฐานมายืนยันอีกด้วย ถ้าเราเอาความรู้ตามความเชื่อมาศึกษา ก็จะทำให้ไม่พบความจริงที่เรากำลังค้นหาอยู่ได้ เพราะเมื่อความรู้ที่ได้มานั้นมันไม่มีหลักการที่แน่นอนตายตัว และไม่มีเหตุผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ รวมทั้งไม่มีของจริงมายืนยัน มันก็เท่ากับเป็นความรู้ที่เลื่อนลอย หรือเป็นแค่การจินตนาการ หรือเป็นเรื่องเฟ้อฝันเท่านั้น และเมื่อเป็นเรื่องเลื่อนลอยหรือเพ้อฝัน ก็ไม่จัดว่าเป็นปัญญาที่เป็นความรู้ที่จะช่วยให้เราเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตได้

ดังนั้นเราจะไม่เอาความรู้หรือเรื่องราวใดๆตามความเชื่อทั้งหลายมาศึกษา อย่างเช่น เรื่องเทพเจ้า ผี เทวดา นางฟ้า นรก สวรรค์ รวมทั้งเรื่องการเกิดใหม่ เรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย และเรื่องสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไป เป็นต้น ที่แต่ละชาติหรือแต่ละศาสนาต่างก็มีตำนานหรือเรื่องเล่าที่แตกต่างกันไป และก็ยังไม่มีใครพิสูจน์หรือนำมาให้เราพบเห็นได้จริงสักราย แต่เราจะศึกษาจากสิ่งที่เรามีอยู่จริง หรือจากสิ่งที่เราสามารถพบเห็นหรือรู้สึกได้จริงในปัจจุบัน ตามหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น

ศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเราเอง

ในการศึกษาชีวิตตามหลักวิทยาศาสตร์นั้น เราต้องศึกษาจากสิ่งที่เรามีอยู่จริงในปัจจุบัน หรือจากสิ่งที่เราสามารถสัมผัสหรือรู้สึกได้จริงในปัจจุบัน ซึ่งก็คือการศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเราเองในปัจจุบัน เราจะไม่ใช้การคาดเดาหรือจินตนาการเอาจากสิ่งที่เราไม่มีอยู่จริง เพราะการคาดเดาหรือจินตนาการนั้น มันสามารถเดาหรือจินตนาการไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนจับหลักการที่แน่ชัดไม่ได้

การศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเราเองนั้นก็คือ ขั้นต้นให้ถามตัวเราว่า ชีวิตของเรานี้มันอยากได้อะไร? มันเกลียดกลัวสิ่งใดมากที่สุด? และอะไรคือสิ่งสูงสุดหรือเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับชีวิต? เมื่อได้พบคำตอบแล้วขั้นต่อไปก็ให้เพ่ง (คือตั้งใจดูอย่างจริงจัง) และพิจารณาว่า ร่างกายและจิตใจของเรานี้มันคืออะไร? มันต้องอาศัยเหตุและปัจจัยอะไรเพื่อให้มันเกิดขึ้นและตั้งอยู่? และมันจะแตก (ใช้กับร่างกาย) หรือดับหายไป (ใช้กับจิตใจ) ก็เพราะขาดเหตุหรือปัจจัยอะไร? ซึ่งเมื่อเราพบความจริงนี้แล้ว เราก็จะเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิต ทั้งของเราและของคนอื่นขึ้นมาได้ด้วยตัวของเราเอง โดยที่ไม่ต้องเชื่อตามใครๆหรือตามตำราใดๆ ซึ่งความจริงที่เราค้นพบนี้ก็คือปัญญาที่จะช่วยให้เราได้รับสิ่งสูงสุดสำหรับชีวิตได้

ระบบการศึกษาชีวิต

การศึกษาที่จะทำให้เราเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตนั้น บางคนอาจจะคิดว่า เราต้องมีความรู้ในเรื่องศาสนาหรือปรัชญา หรือวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เป็นต้นมากๆ เราจึงจะศึกษาเรื่องชีวิตให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งได้ ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลย เพราะเพียงเราเป็นคนที่รักเหตุผล ยอมรับความจริง ไม่ดื้อรั้น ไม่ลำเอียง และสนใจที่จะค้นหาความจริงของชีวิต เท่านี้ก็พอแล้ว ซึ่งเมื่อเรามีคุณสมบัติดังนี้แล้ว เราก็ค่อยๆศึกษาชีวิตของเราจากที่มันเป็นอยู่จริง ตั้งแต่พื้นฐานง่ายๆ ที่เรารู้สึกหรือมีกันอยู่จริงๆในปัจจุบันขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างมีหลักการและเหตุผลตามลำดับ แล้วก็มีการสรุปเนื้อหาในแต่ละจุดหรือแต่ละขั้นเอาไว้เป็นหลักการที่แน่นอน และสุดท้ายก็มีการพิสูจน์ด้วยการทดลองปฏิบัติที่จิตของเราเองจริงๆ เราก็จะเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตได้ด้วยตัวของเราเอง โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อจากใครๆหรือจากตำราใดๆทั้งสิ้น

มนุษย์อยากได้ความสุข

จุดเริ่มต้นในการศึกษาชีวิตก็คือ ให้เรามาถามตัวเองว่า ชีวิตของเรานี้ เราอยากได้อะไรบ้าง? ซึ่งแต่ละคนก็อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มากมาย เช่น อยากสุขสบาย อยากมีเพื่อน อยากมีคู่ที่หล่อหรือสวย อยากมีของกินของใช้หรือของเล่น อยากมีบ้าน มีรถ มีที่ดิน และมีอาชีพการงานที่มั่นคง บางคนก็อยากมีชื่อเสียง อยากมีอำนาจ หรือบางคนก็อยากมีชีวิตที่เป็นอมตะ เป็นต้น แต่ส่วนมากก็จะอยากได้เงิน คืออยากร่ำรวยหรือมีเงินมากๆ เพราะเงินสามารถใช้ซื้อหาความสุขได้รวมทั้งยังใช้เงินแก้ปัญหาต่างๆของชีวิตได้ เช่น ใช้เงินบำบัดความหิว ความกระหาย ความหนาว ความร้อน ความเจ็บ ความป่วย ความเหนื่อย ความลำบาก รวมทั้งยังใช้ชะลอความแก่และความตายได้อีกด้วย เป็นต้น แต่ถึงแม้เราจะอยากได้อะไรก็ตาม สรุปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยากจะได้นั้น มันก็คือสิ่งที่ให้ “ความสุข” แก่เราทั้งนั้น ดังนั้นความสุขนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องรู้จักกับมันให้ถูกต้องก่อน เพื่อที่เราจะได้พบความจริงพื้นฐานของชีวิต อันจะนำไปสู่การค้นพบความจริงที่สูงขึ้นของชีวิตกันต่อไป

จิตของคนเรานี้ เมื่อได้ “รับรู้” รูป (แสงจากรูป), เสียง, กลิ่น, รส, และวัตถุของกาย (คือเย็น ร้อน อ่อน แข็ง) ผ่านระบบประสาทของตา, หู, จมูก, ลิ้น, และเนื้อเยื่อของร่างกายเมื่อใด ก็จะเกิด “ความรู้สึก” ขึ้นมาทันที ซึ่งความรู้สึกนี้ก็สรุปได้ ๓ อย่าง อันได้แก่ ความรู้สึกที่ทนได้ง่าย (ที่เรียกว่าความสุข), ความรู้สึกที่ทนได้ยาก, และ ความรู้สึกกลางๆหรือจืดๆ  ซึ่งความรู้สึกที่ทนได้ง่ายหรือความสุขนั้น เป็นความรู้สึกที่จิตของเรา “อยากได้” ส่วนความรู้สึกที่ทนได้ยากที่ตรงข้ามกับความสุขนั้น เป็นความรู้สึกที่จิตของเรา “ไม่อยากได้” ส่วนความรู้สึกกลางๆหรือจืดๆนั้น เป็นความรู้สึกที่จิตของเรา “ไม่เกิดทั้งความอยากได้และไม่อยากจะได้” (คือเฉยๆ)

ความสุข ก็คือ ความรู้สึกที่ทนได้ง่าย หรือ ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ ที่จิตของเราและของมนุษย์ทุกคนอยากจะได้  ซึ่งความสุขของโลกนั้นก็มีทั้ง “ความสุขจากภายนอก” และ “ความสุขจากภายในจิตใจของเรา” โดยความสุขจากภายนอกนั้นก็สรุปอยู่ที่ วัตถุนิยม อันได้แก่  

๑. กามารมณ์ ซึ่งก็ได้แก่สิ่งที่น่ารักน่าใคร่ หรือน่ากำหนัดยินดีเป็นอย่างยิ่ง โดยมีเรื่องเพศตรงข้ามเป็นกามารมณ์ชนิดสูงสุด (คือเพศตรงข้ามจะให้ความสุขสูงสุด)

๒. วัตถุสิ่งของ ซึ่งก็ได้แก่สิ่งที่เป็นของกิน ของเล่น และสิ่งของเครื่องใช้ทั้งหลาย รวมทั้งทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ที่ตามองเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้ลิ้มรส และเนื้อเยื่อของร่างกายได้สัมผัส (ที่ไม่ใช่กามารมณ์)

๓. เกียรติยศ  ซึ่งก็ได้แก่พวกชื่อเสียง หรือความเด่นดัง และการมีอำนาจ ที่เป็นเรื่องการยกย่องจากคนอื่น

ตามสัญชาติญาณของคนเรานั้น ก็อยากมีกิน มีใช้อย่างสุขสบาย เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด เมื่อมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายแล้ว ก็อยากมีความสุขจากทางเพศตรงข้าม และเมื่อมีความสุขจากเพศตรงข้ามตามที่อยากจะได้แล้ว ก็อยากมีความสุขจากการมีชื่อเสียงและอำนาจต่อไป ซึ่งความสุขจากวัตถุนิยมนี้เอง ที่เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนอยากจะได้ และอยากจะมีไว้ครอบครอง รวมทั้งอยากเป็นอยู่ในสภาวะที่มีแต่ความสุขจากวัตถุนิยมนี้ตลอดไป จนทำให้เราเกิดความเข้าใจกันขึ้นมาว่า ความสุขคือสิ่งสูงสุดของชีวิต แล้วเราก็พยายามแสวงหาความสุขจากวัตถุนิยมนี้กัน โดยบางคนไม่คำนึงว่าจะแสวงหาในทางที่ผิดหรือถูกทั้งในทางกฎหมายหรือศีลธรรม

ส่วน “ความสุขจากภายในจิตใจของเรา” นั้นก็ได้แก่ ความสุขของจิตใจที่เกิดจากการทำความดี หรือจากการมีศีลธรรม ซึ่งความดีก็คือการมีเจตนาหรือความตั้งใจในการทำความดี ไม่ว่าจะทางกายหรือวาจาหรือแม้ทางใจเองก็ตาม ซึ่งสิ่งที่เป็นความดีนั้นก็สรุปอยู่ที่ การไม่ทำความผิดหรือชั่วทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือวาจาหรือแม้ทางใจก็ตาม และการช่วยเหลือชีวิตของมนุษย์และสัตว์ ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทางใจและความเดือดร้อนทางกาย แล้วมามีความสุข โดยไม่หวังผลใดๆตอบแทน รวมทั้งการทำจิตให้มีสมาธิก็จัดเป็นการทำความดีที่ทำให้จิตมีความสุขสงบ ซึ่งแม้การทำหน้าที่ เช่นการเรียนของนักเรียน หรือการทำหน้าที่ของครู หรือพ่อแม่ ข้าราชการ เป็นต้น และการทำงานหรือการประกอบอาชีพที่สุจริตของเราทุกคน ก็จัดเป็นการทำความดี ที่ทำให้จิตใจเป็นสุขด้วยเหมือนกัน ซึ่งเมื่อใดที่เราทำความดีด้วยใจบริสุทธิ์ จิตใต้สำนึกของเราก็จะเกิดความสุขใจอิ่มใจขึ้นมาทันที (หรืออาจเกิดหลังจากทำเสร็จแล้วก็ได้) ถ้ามนุษย์เราจะสนใจแสวงหาความสุข จากการทำความดีนี้กันให้มากกว่าการแสวงหาความสุขจากวัตถุนิยม สังคมก็จะสงบสุขและโลกก็จะมีสันติภาพได้  

มนุษย์กลัวความทุกข์

ถ้ามีคำถามว่า เรากลัวอะไรมากที่สุดในชีวิต? ซึ่งบางคนก็อาจบอกว่ากลัวความเจ็บปวดของร่างกาย บางคนก็อาจจะบอกว่ากลัวตาย บางคนก็อาจบอกว่ากลัวความแก่ บางคนก็อาจบอกว่ากลัวการพลัดพรากจากคนที่รัก บางคนก็อาจบอกว่ากลัวความยากจน หรือบางคนก็อาจบอกว่ากลัวความผิดหวัง เป็นต้น ซึ่งแม้เราจะบอกว่ากลัวอะไรก็ตาม แต่สรุปแล้วทุกสิ่งที่เรากลัวนั้น มันก็คือสิ่งที่ทำให้เราเกิด “ความทุกข์” หรือ “ความรู้สึกทรมานอย่างรุนแรงแก่จิตใจของเรา” นั่นเอง คือถ้าความเจ็บปวดของร่างกาย หรือความแก่ของร่างกาย หรือความตายของร่างกาย หรือความพลัดพราก หรือความยากจน หรือ ความผิดหวัง เป็นต้นนั้น มันไม่ทำให้จิตใจของเราเป็นทุกข์อย่างรุนแรง เราก็จะไม่กลัวมัน หรือในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งหรือภาวะเหล่านี้มันจะให้ความสุขแก่เรา เราก็จะเกิดความพอใจหรืออยากได้มันขึ้นมาทันที

สรุปได้ว่า สิ่งที่เราหวาดกลัวก็คือความทุกข์ ถ้าสิ่งหรือภาวะใดทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ที่รุนแรง เราก็จะกลัวสิ่งหรือภาวะนั้น ซึ่งความทุกข์ของจิตใจนี้ก็สรุปอยู่ที่ “ความเศร้าโศกหรือความเสียใจ” ที่แยกเป็นอาการย่อยๆได้มากมาย เช่น ความแห้งเหี่ยวใจ ความคับแค้นใจ ความตรอมใจ ความเครียด ความอึดอัดใจ ความหนักเหนื่อยใจ ความไม่สบายใจ เป็นต้น ที่ทำให้เราต้องร้องไห้ หรือคร่ำครวญ หรือ เศร้าตรม หรือตรอมใจ จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แล้วก็อยากที่หนีหรืออยากที่จะหลุดพ้นจากความเศร้าโศกนี้ ซึ่งบางคนที่ทนต่อความเศร้าโศกนี้มากๆไม่ได้ ก็หาทางหนีด้วยการฆ่าตัวตายก็มี ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าความเศร้าโศกเสียใจหรือความทุกข์นี้ คือภัยอันใหญ่หลวงของมนุษย์ทุกคน

สิ่งสูงสุดของชีวิตคือความไม่มีทุกข์

ก่อนอื่นเราควรมาทำความเข้าใจคำว่า “สิ่งสูงสุดของชีวิต” กันก่อน คือคำว่าสิ่งสูงสุดของชีวิตนี้ก็หมายถึง สิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดของชีวิต ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็คือ สิ่งที่มีคุณโดยไม่มีโทษ แต่ถ้ามีทั้งคุณและโทษพร้อมกัน ก็ยังไม่เรียกว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งคำว่าคุณก็คือสิ่งที่เราพอใจหรืออยากจะได้ ซึ่งก็ได้แก่ “ความสุข” ส่วนคำว่าโทษก็คือสิ่งที่เราไม่พอใจหรือไม่อยากจะได้ ซึ่งก็ได้แก่ “ความทุกข์”

ดังนั้นก็สรุปได้ว่า สิ่งสูงสุดของชีวิตก็คือ การมีความสุขโดยไม่มีความทุกข์ แต่เมื่อเรามีความสุขแล้วยังต้องพบกับความทุกข์ ก็แสดงว่า ความสุขนั้นไม่ใช่สิ่งสูงสุดของชีวิต และเมื่อความสุขไม่ใช่สิ่งสูงสุดของชีวิต ที่นี้ก็เหลือเพียงการที่ไม่มีความทุกข์เท่านั้น ที่เป็นสิ่งสูงสุดของชีวิต คือเมื่อเราไม่มีความทุกข์เสียอย่างเดียว ก็จะไม่เป็นปัญหาแก่เราแล้ว  เพราะไม่ว่าเราจะมีความสุขมากหรือน้อยก็ตาม หรือไม่มีความสุขเลยก็ตาม เราก็จะไม่เดือดร้อนหรือเป็นทุกข์กับมัน เพราะเราไม่มีความทุกข์ใดๆอีกต่อไปแล้ว ซึ่งนี่คือจุดที่เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องถึงความจริงในเรื่องนี้ และยอมรับความจริงในเรื่องนี้ เราจึงจะศึกษาชีวิตให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งขึ้นมาได้ และยังจะได้รับสิ่งสูงสุดจากการศึกษานี้ด้วย แต่ถ้าเรายังไม่เข้าใจถึงความจริงในเรื่องนี้ หรือไม่ยอมรับความจริงในเรื่องนี้ เราก็จะศึกษาชีวิตให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งไม่ได้ เพราะขาดปัญญาที่ใช้ในการพิจารณาไตร่ตรองชีวิต และขาดความซื่อสัตย์หรือความจริงใจต่อตัวเอง เมื่อเป็นคนไม่มีปัญญาและไม่ซื่อสัตย์จริงใจกับตัวเอง แล้วจะมาศึกษาชีวิตให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งได้อย่างไร?   

ต้องรู้จักความทุกข์ให้ถูกต้องก่อน

สิ่งที่เราควรรู้ในเรื่องความทุกข์ก็คือ ความทุกข์นี้มี ๒ อย่าง คือ ทุกข์ซ่อนเร้น กับ ทุกข์เปิดเผย ซึ่งความทุกข์ซ่อนเร้นนั้นก็คือ ความรู้สึกหนักเหนื่อยใจ ความกระวนกระวายใจ หรือความไม่สงบ ความไม่ปกติของจิต ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับ “ความยึดถือว่ามีตัวเรา” ที่กำลังมี “ความพอใจหรือความอยากได้” ในสิ่งหรือภาวะที่น่ายินดีทั้งหลายของชีวิต (คือในขณะที่เรากำลังมี “ความสุข” ตามที่เราอยากได้อยู่) ซึ่งอาการของความทุกข์ซ่อนเร้นนี้ เรามักไม่คิดว่ามันเป็นความทุกข์ เพราะมันไม่รุนแรงและเห็นได้ยาก เพราะมีความสุขมาเคลือบความทุกข์เอาไว้ ต้องสังเกตจึงจะพบ แต่ถึงเราจะไม่คิดว่ามันเป็นความทุกข์ มันก็ทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกที่ทรมานได้เท่าๆกับความทุกข์เปิดเผยเหมือนกัน ดังนั้นจึงได้เรียกว่ามันเป็นความทุกข์ซ่อนเร้น ซึ่งการหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง จะต้องหลุดพ้นจากความทุกข์ซ่อนเร้นนี้ด้วย ไม่ใช่หลุดพ้นจากความทุกข์เปิดเผยเท่านั้น 

ส่วนความทุกข์เปิดเผยก็สรุปอยู่ที่ ความเศร้าโศกหรือความเสียใจ ซึ่งเมื่อจำแนกอาการที่แสดงออกมาของความเศร้าโศกนี้แล้วก็ได้แก่ ความเสียใจ ความคับแค้นใจ ความแห้งเหี่ยวใจ ความตรอมใจ ความร้อนใจ และความไม่สบายใจ เป็นต้น ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับ “ความยึดถือว่ามีตัวเรา” ที่กำลังมี “ความไม่พอใจหรือไม่อยากได้” ในสิ่งหรือภาวะที่ไม่น่ายินดีทั้งหลายของชีวิต (คือในขณะที่เรากำลังมี “ความรู้สึกที่ทนได้ยาก” ที่เราไม่อยากได้อยู่)  ซึ่งภาวะที่ไม่น่ายินดีทั้งหลายของชีวิตนั้นก็สรุปอยู่ที่ การที่ร่างกายของเรากำลังมีความเหน็ดเหนื่อย หิวโหย เจ็บ ปวด, หรือการที่ร่างกายของเรากำลังแก่ ป่วย พิการ หรือมีลักษณะที่น่าเกลียด หรือกำลังจะตาย, รวมทั้งการที่ชีวิตของเรากำลังพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักยิ่งอยู่, และการที่ชีวิตของเรากำลังประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัวอยู่, รวมทั้งการที่เรากำลังผิดหวังอยู่ (คือจากการที่เราอยากจะได้สิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นตามที่เราอยากจะได้) ซึ่งนี่คือความทุกข์เปิดเผยที่รุนแรงและเห็นได้ง่าย และจัดเป็นภัยหรือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งสำหรับเราทุกคน

ที่สำคัญเราต้องระวังอย่าเข้าใจผิดว่า “ภาวะที่ไม่น่ายินดีทั้งหลาย เช่น ความแก่ เจ็บ หรือตาย หรือความพลัดพราก เป็นต้น ของชีวิตนั้นคือความทุกข์ที่เป็นภัยอันใหญ่หลวง” เพราะถ้าเราไม่ไป “ยึดถือเอาภาวะที่ไม่น่ายินดีทั้งหลายนั้นว่าเป็นตัวเราหรือของเราเข้า” ภาวะที่ไม่น่ายินดีทั้งหลายนั้น ก็จะไม่เป็นปัญหาแก่จิต คือยังไม่ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ หรือความเศร้าโศกหรือเสียใจขึ้นมาได้ แต่ถ้าเราเผลอสติไปยึดถือเอาภาวะที่ไม่น่ายินดีทั้งหลายของชีวิตนั้น ว่าเป็นตัวเราหรือของเราเข้า จิตของเราจึงจะเกิดความทุกข์หรือความเศร้าโศกหรือเสียใจขึ้นมา   

ความยึดถือว่ามี “ตัวเรา-ของเรา” ทำให้เกิดทุกข์

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า “ความยึดถือ” ก่อน คือคำนี้หมายถึง อาการที่จิตไปจับหรือยึดเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายๆสิ่งของธรรมชาติ ว่าเป็น “ตัวเรา” และ “ของเรา” ด้วย “ความรักหรือความพอใจ” อย่างยิ่ง ซึ่งตามธรรมดานั้น สิ่งที่จิตรักมากที่สุดก็คือ ร่างกายและจิตใจ (ที่สมมติเรียกว่าเป็นเรานี้) ที่จิตได้ยึดถือว่าเป็น “ตัวเรา” และสิ่งที่จิตรักรองลงมาก็คือ พ่อ แม่ พี่ น้อง สามีหรือภรรยา คนที่รัก ลูก ญาติ เพื่อน คนที่รู้จัก เป็นต้น รวมทั้งทรัพย์สมบัติและสิ่งของเครื่องใช้ทั้งหลาย และเกียรติยศชื่อเสียงต่างๆ ที่จิตได้ยึดถือว่าเป็น “ของเรา” คือเมื่อมีความยึดถือว่ามี “ตัวเรา” ขึ้นมาเมื่อใด ก็จะมีความยึดถือว่ามี “ของเรา” เกิดขึ้นตามมาด้วยเสมอ อย่างที่เราเรียกรวมๆกันว่า “ตัวเรา-ของเรา”

ตามธรรมชาติแล้ว สิ่งที่จิตยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรานั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงหรือไม่ถาวร และมีสภาวะที่ต้องทนอยู่อย่างยากลำบากตลอดเวลา (คือมันมีความหนักอยู่แล้วตามธรรมชาติ) เพราะมันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ดังนั้นเมื่อจิตเกิดความรักหรือพอใจกับมันเข้า (เพราะมันให้ความสุขแก่จิต จึงทำให้จิตหลงรักหรือพอใจมัน) จึงเท่ากับจิตได้ไปยึดถือเอามันมาแบกไว้ ซึ่งเมื่อยึดถือหรือแบกเอาสิ่งที่หนักไว้ จึงทำให้จิตเกิดความรู้สึกหนักหรือทรมานขึ้นมา ซึ่งความรู้สึกหนักหรือทรมานนี้เอง ที่เรียกว่าเป็นความทุกข์

                                                 ยึดก็ทุกข์ -ไม่ยึดก็ไม่ทุกข์                    

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าความทุกข์ที่เราหวาดกลัวก็คือ “ความเศร้าโศกหรือเสียใจ ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับความยึดถือในร่างกายและจิตใจ รวมทั้งสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับร่างกายว่าเป็นตัวเรา-ของเรา” ดังนั้นนี่ก็แสดงว่าในทางตรงกันข้าม “ถ้าจิตไม่มีความยึดถือในร่างกายและจิตใจ รวมทั้งสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับร่างกายว่าเป็นตัวเรา-ของเราเสียอย่างเดียว ความทุกข์ทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น” คือถึงแม้ร่างกายของเรานี้มันจะกำลังมีความทรมาน จากความเหน็ดเหนื่อย หรือกำลังหิวโหย หรือกำลังแก่ หรือเจ็บ หรือป่วย  หรือพิการ หรือมีลักษณะที่น่าเกลียด หรือใกล้จะตาย ถ้าจิตไม่ไปยึดถือว่ามันเป็นตัวเราหรือของเราเข้า จิตก็จะไม่เป็นทุกข์, หรือแม้ว่าเราจะกำลังพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รักยิ่งอยู่ ถ้าจิตไม่ไปยึดถือว่ามีตัวเราที่กำลังพลัดพราก จิตก็จะไม่เป็นทุกข์, หรือแม้ว่าเรากำลังประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัวอยู่ ถ้าจิตไม่ไปยึดถือว่ามีตัวเราที่กำลังประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัวอยู่ จิตก็จะไม่เป็นทุกข์, หรือแม้ว่าเรากำลังมีความผิดหวังอยู่ ถ้าเราไม่ไปยึดถือว่ามีตัวเราที่กำลังผิดหวังอยู่ จิตก็จะไม่เป็นทุกข์

สรุปได้ว่า ความทุกข์ทั้งหลายเกิดมาจาก “ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา” ที่จิตของเรามันปรุงแต่งหรือทำให้เกิดอาการนี้ขึ้นมาโดยอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจหรืออยากจะให้มันเกิดขึ้น ดังนั้นถ้าเราสามารถควบคุมจิตไม่ให้เกิด “ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา” ขึ้นมาได้ ความทุกข์ของจิตใจทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น แม้ว่าร่างกายของเรามันจะมีภาวะที่ไม่น่ายินดี เช่น แก่ เจ็บ ป่วย หรือกำลังจะตาย เป็นต้น ก็ตาม หรือแม้ว่าจะบุคคลหรือสิ่งภายนอกที่เรารักจะพลัดพรากจากเราไปก็ตาม หรือแม้ว่าเราจะต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัวอยู่ก็ตาม หรือแม้ว่าเรากำลังประสบกับความผิดหวังอยู่ก็ตาม ซึ่งการบอกเช่นนี้ใครๆก็เข้าใจและยอมรับ แต่ก็จะมีคำถามเกิดขึ้นว่า จะทำได้หรือ? ถ้าทำได้จะต้องทำอย่างไร? ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องศึกษากันต่อไป

กิเลสทำให้เกิดความยึดถือ

สิ่งที่เราต้องพิจารณาอีกอย่างก็คือ ในขณะที่จิตของเรากำลังเกิด “ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา” อยู่นั้น จิตของเราจะเกิด ความอยากได้หรือพอใจ หรือไม่ก็ ความไม่อยากได้หรือไม่พอใจ ขึ้นมาด้วยเสมอ ซึ่งอาการทั้งสองนี้เรียกว่า กิเลส ที่แปลว่า สิ่งสกปรก หรือ สิ่งทำให้จิตสกปรก ซึ่งมีอยู่ ๓ อาการใหญ่ๆ อันได้แก่

๑. พอใจ หรือ ยินดี คือเป็นอาการที่จิตอยากเอา “สิ่งที่ให้ความรู้สึกที่ทนได้ง่ายหรือความสุข” เข้ามาหาตัวเอง ที่แยกได้เป็นความรัก ความชอบ ความติดใจ หรือความอยากได้ ความอยากมี ความอยากเป็น ซึ่งความพอใจหรือยินดีนี้ จัดเป็นกิเลสประเภทบวก

๒. ไม่พอใจ หรือ ยินร้าย คือเป็นอาการที่จิตอยากผลักเอา “สิ่งที่ให้ความรู้สึกที่ทนได้ยาก” ออกจากตัวเอง ที่แยกได้เป็นความโกรธ เกลียด กลัว ความเบื่อหน่าย ความอับอาย หรือความอยากหนี อยากทำลาย หรือความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ซึ่งความไม่พอใจหรือยินร้ายนี้ จัดเป็นกิเลสประเภทลบ

๓. ลังเลใจ หรือ ไม่แน่ใจ คือเป็นอาการที่จิตยังตัดสินใจไม่ได้ว่า จะพอใจหรือไม่พอใจดี กับสิ่งที่ให้ “ความรู้สึกกลางๆหรือจืดๆ”  คือยังคงวนเวียนหรืองงหรือเซ่ออยู่กับสิ่งให้ความรู้สึกกลางๆนั้น ซึ่งความลังเลใจนี้จัดเป็นกิเลสประเภทกลางๆ

สรุปได้ว่า เมื่อจิตของเรา “เกิดความพอใจในสิ่งใด ก็จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่เป็นผู้ที่มีความพอใจขึ้นมาด้วยเสมอ หรือแม้จิตของเราจะเกิดความไม่พอใจในสิ่งใด ก็จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่เป็นผู้มีความไม่พอใจขึ้นมาด้วยเสมอ” ดังนั้นถ้าเราสามารถควบคุมจิต ไม่ให้เกิดกิเลสที่เป็น “ความพอใจและไม่พอใจ” นี้เกิดขึ้นมาได้ ก็จะไม่เกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราขึ้นมา เมื่อจิตไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา มันก็จะไม่มีความทุกข์  ซึ่งการบอกเช่นนี้ใครๆก็เข้าใจและยอมรับ แต่ก็จะมีคำถามเกิดขึ้นว่า ทำอย่างไรจึงจะควบคุมไม่ให้จิตเกิดกิเลสขึ้นมาได้? ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องศึกษากันต่อไป

เมื่อจิตไม่มีทุกข์มันก็สงบเย็น

ก่อนที่เราจะไปศึกษาเรื่อง “ทำอย่างไรจึงจะควบคุมไม่ให้จิตเกิดกิเลสขึ้นมา? เราควรรู้จักเรื่อง “ความไม่มีทุกข์” ให้ถูกต้องเสียก่อน คือเมื่อใดที่จิตของเราเกิดกิเลสและความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราขึ้นมา จิตก็จะเกิดความทุกข์ ซึ่งความทุกข์นี้มันก็คือความรู้สึกที่ทรมาน จากความดิ้นรนของจิตตามอำนาจของกิเลส แล้วก็ทำให้จิตเกิดความรู้สึกเร่าร้อน และหนัก-เหนื่อย รวมทั้งขุ่นมัว-เศร้าหมอง  แต่เมื่อใดที่จิตของเราไม่มีกิเลส (แม้เพียงชั่วคราว) ความทุกข์ก็จะไม่มี เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะกลับคืนสู่สภาวะดั้งเดิมของมันเหมือนตอนที่มันเกิดมาใหม่ๆ (ที่เรียกว่าจิตเดิมแท้) คือบริสุทธิ์เพราะไม่มีกิเลสครอบงำ, เมื่อไม่มีกิเลสจิตก็จะหยุดการดิ้นรน เมื่อไม่ดิ้นรนมันก็จะสงบหรือเป็นปกติ, เมื่อจิตไม่เร่าร้อนมันก็จะเย็น, เมื่อจิตไม่มีความรู้สึกหนัก-เหนื่อย มันก็จะเบาหรือรู้สึกผ่อนคลายหรือสบาย, และเมื่อจิตไม่มีความขุ่นมัว-เศร้าหมอง มันก็จะสดชื่น-แจ่มใส ซึ่งนี่ก็คืออาการและความรู้สึกของจิตขณะที่ไม่มีความทุกข์ (แม้เพียงชั่วคราว) ที่เราจะเรียกว่าเป็น “ความสงบเย็น” ที่ตรงข้ามกับความทุกข์ ที่เป็น “ความดิ้นรนเร่าร้อน”

แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ เราอย่าเข้าใจผิดว่า ความสงบเย็นนี้เป็นความสุขที่เราอยากได้ (คือความสุขยังทำให้จิตเกิดความทุกข์ซ่อนเร้นอยู่) แต่มันเป็นความสงบเย็นที่เราก็พอจะมีกันอยู่บ้างแล้วในชีวิตประจำวันของเรานี่เอง คือในขณะที่เรายังไม่มีความทุกข์ (คือความเศร้าโศกเสียใจอย่างรุนแรง) อยู่นั้น จิตของเรามันก็สงบเย็นอยู่แล้วตามธรรมชาติแต่ว่ายังไม่มาก เพราะจิตของเรายังมีความฟุ้งซ่านหรือมีความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ และความไม่สบายใจอ่อนๆ เป็นต้น ที่เกิดมาจากกิเลสอ่อนๆ ที่ครอบงำจิตของเราอยู่เกือบจะตลอดทั้งวัน จึงทำให้จิตของเราไม่สงบเย็นอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเราสามารถทำจิตให้มีสมาธิเกิดขึ้นมาเมื่อใด ก็จะทำให้กิเลสอ่อนๆนี้ดับหายไปได้ (แม้เพียงชั่วคราว) ก็จะทำให้จิตของเราสงบเย็นได้อย่างเต็มที่ แต่ความสงบเย็นนี้ก็ยังเป็นเพียงชั่วคราวเพราะถ้าสมาธิหายไป ความสงบเย็นนี้ก็จะไม่ปรากฏแก่จิต เมื่อจิตมีสมาธิใหม่ ความสงบเย็นนี้จึงจะกลับมาปรากฏแก่จิตได้ใหม่อีก         

สรุปได้ว่า จิตดั้งเดิมของเรานั้นมันบริสุทธิ์ และไม่มีความทุกข์มาก่อนแล้วตั้งแต่เกิด ซึ่งจิตที่ไม่มีทุกข์นี้มันก็จะมีความสงบเย็นอยู่แล้วตามธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องไปทำหรือปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมา แต่เมื่อจิตมันเผลอสติจนเกิดกิเลสขึ้นมา จึงทำให้ความบริสุทธิ์หายไปและเกิดความทุกข์ขึ้นมา เมื่อใดที่กิเลสได้จรจากไปหรือไม่เกิดขึ้น จิตของเราก็จะกลับมาบริสุทธิ์ได้อีกและไม่มีความทุกข์ได้อีก แต่พอเราเผลอสติให้กิเลสเกิดขึ้นอีก จิตของเราก็จะกลับมาเกิดความทุกข์ขึ้นมาได้อีก วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าเราจะสามารถทำลายรากเหง้าของกิเลส ที่เป็นความเคยชินอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราให้หมดสิ้นไปได้ จิตของเราก็จะกลับมาบริสุทธิ์และไม่มีความทุกข์ได้อย่างถาวรหรือตลอดชีวิต 

กิเลสมาจากจิตใต้สำนึก

สิ่งที่เราจะต้องศึกษาอีกเรื่องก็คือ เมื่อจิตของเราเคยเกิดกิเลสขึ้นมาและมันได้ดับหายไปแล้วครั้งใด มันก็จะทิ้งความเคยชินเอาไว้ให้แก่จิตใต้สำนึกของเราหน่วยหนึ่งเสมอ และเมื่อเราเคยเกิดกิเลสขึ้นมาบ่อยๆ หรือเป็นเวลานับสิบๆปี มันก็จะยิ่งมีความเคยชินของกิเลสมาเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกมากขึ้นหรือหนาแน่นยิ่งขึ้น และเมื่อมีสิ่งหรือเรื่องราวภายนอกมาสัมผัสจิต ก็จะทำให้จิตเกิดกิเลส ที่เป็นความพอใจหรือไม่พอใจ ขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็วและยังห้ามไม่ได้อีกด้วย

สรุปได้ว่า เมื่อจิตของเราได้สัมผัสกับโลก แล้วกิเลสมันก็เกิดขึ้นมาได้เอง โดยที่เราไม่สามารถควบคุมหรือบังคับมันไม่ได้นั้น มันเกิดมาจากจิตใต้สำนึกของเรานั้น มันมีความเคยชินของกิเลสอยู่มาก ดังนั้นถ้าเราสามารถระวังไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นมาได้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ กิเลสก็จะขาดอาหาร (คือขาดความเคยชินเพิ่ม) แล้วมันก็จะค่อยๆแห้งเหี่ยวตาย หรือหมดความเคยชินไปจากจิตใต้สำนึกของเราได้เอง ซึ่งการบอกเช่นนี้ ใครๆก็เข้าใจและยอมรับ แต่ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาว่า จะมีวิธีอย่างไรที่จะระวังไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นมาได้ติดต่อกันนานๆ? ซึ่งเรื่องนี้เราจะต้องมาศึกษากันต่อไป  

ความเข้าใจผิดว่ามีสิ่งที่เป็น “ตัวตนที่แท้จริง” ทำให้เกิดกิเลส

เมื่อเราตั้งใจพิจารณาจิตของเราให้ดีเราก็จะพบว่า การที่จิตของเราเกิดความรักหรือความพอใจ (คือเกิดกิเลส) ในสิ่งใดขึ้นมานั้นก็เป็นเพราะ จิตของเรามันเกิดความเข้าใจ (หรือความเห็น) ขึ้นมาว่า สิ่งที่เรารักหรือพอใจนั้น มันเป็น “ตัวตนที่แท้จริง” (หรือเป็นตัวตนของมันเองจริงๆ) ที่จะไม่มีวันแตก (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิตใจหรือความรู้สึก) อย่างเด็ดขาด (อย่างที่เรียกว่าเป็นอมตะหรือนิรันดร) ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงที่เป็นอมตะนี้ ก็ยังตั้งอยู่อย่างสุขสบาย เพราะไม่มีสิ่งใดจะมารบกวนให้เปลี่ยนแปลง หรือทำลายให้แตกสลายหรือดับหายไปได้

สิ่งพื้นฐานที่จิตเข้าใจว่ามันเป็นตัวตนที่แท้จริงนั้นก็ได้แก่ “จิตใจ” ที่เรารู้สึกว่าเป็น “ตัวเรา” อยู่นี้  คือเราจะมีความเข้าใจว่าจิตใจของเรานี้มันเป็นตัวตนที่แท้จริง ที่จะตั้งอยู่อย่างสุขสบายตลอดไป ดังนั้นจิตจึงได้เกิดความรักหรือความพอใจในจิตใจและยึดถือว่ามันเป็นตัวเรา เพราะเข้าใจว่ามันจะตั้งอยู่อย่างสุขสบายอย่างนั้นตลอดไปโดยไม่เปลี่ยนแปลงหรือไม่ดับหายไป ซึ่งจุดนี้เราต้องเข้าใจว่า นี่เป็นความเข้าใจผิด ที่มาจากจิตใต้สำนึก ที่เราควบคุมไม่ได้ เพราะมันจะเป็นไปตามความเคยชินที่มันสั่งสมมาตลอดทั้งชีวิต แม้เราจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องขึ้นมาแล้วว่า “จิตใจของเรานี้มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ที่ไม่ถาวร และยังตั้งอยู่อย่างยากลำบาก” แต่ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องนี้ มันยังไม่ได้รับการอบรมหรือตอกย้ำให้จิตได้รับรู้และเข้าใจบ่อยๆ เพื่อให้มันเป็นความเคยชินใหม่ของจิตใต้สำนึก ที่จะไปลบล้างความเคยชินเก่าที่เป็นความเขาใจผิด ดังนั้นความรู้ที่ถูกต้องนี้ จึงเกิดขึ้นได้ยากกว่าความเข้าใจผิด ที่มันมีความเคยชินมากกว่า เพราะมันเคยเกิดมามากกว่าหรือบ่อยกว่า

สรุปได้ว่า วิธีปฏิบัติที่จะไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นก็สรุปอยู่ที่ การระวังไม่ให้จิตเกิดความเข้าใจผิดว่า “จิตใจของเรานี้ มันเป็นตัวตนที่แท้จริง” ขึ้นมาอยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่องกันนานๆ รวมทั้งมีสติคอยระลึกถึงเฉพาะความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “จิตใจของเรานี้ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง” อยู่ตลอดเวลา ก็จะทำให้ ความเคยชินของความเข้าใจผิดว่า “จิตใจของเรานี้มันเป็นตัวตนที่แท้จริง” ค่อยๆหมดสิ้นไปจากจิตใต้สำนึกของเราได้ และเกิดปัญญาที่เป็นความรู้ที่ถูกต้องว่า “จิตใจของเรานี้มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง” ขึ้นมาในจิตใต้สำนึกแทน


หน้าต่อไป