|
ณ สำนักเซ็นของอาจารย์เฮ็กกูอิน ซึ่งเป็นวัดที่เลือ่งลือมาก เป็นเหมือนกับว่าเป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน. ที่ร้านชำใกล้ๆวัดนั้น มีหญิงสาวสวยคนหนึ่งเป็นลูกสาวเจ้าของบ้าน ทีนี้กะทันหันปรากฏว่ามีครรภ์ขึ้นมา พ่อแม่เขาพยายามขยั้นขยอถาม ลูกสาวก็ไม่บอก แต่เมือ่ถูกบีบหนักเข้าก็ระบุชื่อ ท่านอาจารย์เฮ็กกูอิน . เมื่อหญิงสาวคนนั้นระบุอาจารย์เฮ็กกูอินเป็นบิดาของเด็กที่อยู่ในครรภ์ พ่อแม่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปที่วัด แล้วก็ไปด่าอาจารย์เฮ็กกูอิน ด้วยสำนวนโวหารของคนที่โกรธที่สุดจะด่าได้อย่างไร ท่านอาจารย์ไม่มีอะไรจะพูดนอกจากว่า "อย่างนั้นหรือ ?" ( Is that so ? ) สองคนด่าจนเมื่อยไม่มีเสียงจะด่า ก็กลลับบ้านไปเอง ที่นี้ชาวบ้านที่เคยเคารพนับถือก็พากันไปด่า ว่าเสียทีที่เคยนับถืออย่างนั้นอย่างนี้ ท่านก็ไม่มีประโยคอะไรที่จะพูดนอกจากว่า "อย่างนั้นหรือ?พวกเด็กๆก็ยังพากันไปด่าว่าพระบ้า พระอะไร สุดแท้แต่ที่จะด่าได้ตามภาษาเด็ก ท่านก็ว่า "อย่างนั้นหรือ ?" ไม่มีอะไรมากกว่านั้น. ต่อมา เด็กคลอดออกมาจากครรภ์ บิดามารดาที่เป็นตายายของเด็กก็เอาเเด็กไปทิ้งไว้ให้อาจารย์เฮ็กกูอิน ในฐานะเป็นการประชด หรืออะไรก็สุดแท้แต่ว่า "แกต้องเลี้ยง" ท่านอาจารย์เฮ็กกูอินก็มีแต่ "อย่างนั้นหรือ?"ตามเคย ท่านรับเด็กไว้ และหานมหาอาหารของเด็กอ่อนนั้น จากบุคคลบางคนที่ยังเห็นอกเห็นใจท่านอาจารย์เฮ็กกูอินอยู่ พอเลี้ยงเด็กนั้นให้รอดชีวิตเติบโตอยู่ได้ . ที่นี้ต่อมานานเข้า หญิงคนที่เป็นมารดาของเด็กเหลือที่จะทนได้ มันเหมือนกับไฟนรกเข้าไปสุมอยู่ในใจ เพราะเขาไม่ได้พูดความจริง ฉะนั้นวันหนึ่งเขาจึงไปสารภาพบอกความจริงกับบิดามารดาว่า บิดาของเด็กที่แท้จริงคือเจ้าหนุ่มที่ร้านขายปลา ทีนี้บิดามารดาตายายของเด็กคู่นั้น ก็มีจิตใจเหมือนกับนรกเผาอยู่ข้างในอีกครั้งหนึ่ง รีบวิ่งไปวัด ไปขอโทษขอโพยต่ออาจารย์เฮ็กกูอิน ขอแล้วขอเล่า ๆ เท่าที่จะรู้สึกว่าจะมีความผิดอย่างไร ท่านก็ไม่มีอะไรนอกจาก "อย่างนั้นหรือ?" แล้วก็ก็ขอหลานคนนั้นกลับคืนไป ต่อมาชาวบ้านที่พากันไปด่าท่านอาจารย์ก็พากันไปขอโทษอีก ขอกันใหญ่ไม่รู้กี่สิบคน ขอกันนานเท่าไรท่านก็ไม่มีอะไรจะพูดนอกจาก "อย่างนั้นหรือ?"อีกนั้นเอง |