ชีวิตที่ไม่ประมาทเป็นอย่างไร?

ความประมาทก็คือความรู้สึกว่า “ไม่เป็นไร” ซึ่งถ้าเรากำลังทำอะไรที่จะเกิดปัญหาหรือความเดือดร้อนในอนาคต แต่เรายังไม่หยุดการกระทำนั้น เพราะคิดว่าคงไม่เป็นไรอย่างนี้แล้ว ก็จัดว่าเรากำลังประมาทอยู่ ซึ่งความรู้สึกว่าไม่เป็นไรนี้ก็จะมาหล่อเลี้ยงการกระทำนั้นไว้ให้ทำไปเรื่อยๆ จนในที่สุดปัญหาหรือความเดือดร้อนนั้นก็จะเกิดขึ้น ซึ่งนี่คือลักษณะของความประมาท ผู้ประมาทแล้วก็เหมือนคนที่ตายแล้ว ความประมาทจึงเป็นหนทางแห่งความพินาศหรือความตาย

ชีวิตที่ประมาทก็คือการใช้ชีวิตที่จะก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์ความเดือดร้อนแก่ตนเองหรือครอบครัว หรือสังคมประเทศชาติ หรือแม้แก่โลกได้ ตัวอย่างเช่นนักเรียนนักศึกษาที่มีหน้าที่เรียนหนังสือ ถ้ามีความประมาทก็จะไม่ค่อยสนใจเล่าเรียน เอาแต่เที่ยวเล่นหรือลุ่มหลงเพศตรงข้ามเพราะคิดว่าไม่เป็นไร ถึงเรียนไม่จบก็ไปทำงานอื่นได้ หรือคิดว่ายังไงครูอาจารย์ก็ไม่อยากเอาไว้ต้องให้จบอยู่ดี หรือคิดว่าจบไปไม่ต้องมีความรู้ก็ได้ อาศัยเส้นสายก็เข้าทำงานสบายได้ เป็นต้น และเมื่อเรียนไม่จบหรือจบมามีความรู้น้อยก็ต้องมาทำงานหนัก ซึ่งก็อาจจะทำให้ชีวิตไม่เจริญรุ่งเรือง จะมีแต่ความทุกข์ยากเรื่อยไปได้ ซึ่งนี่คือผลของความประมาทของนักเรียนนักศึกษา

ส่วนการครองเรือนที่ประมาทก็คือการไม่สนใจทำการงานอย่างเต็มที่ หรือไม่สนใจเก็บหอมรอมริบ เอาแต่เที่ยวเตร่ หรือเล่นการพนัน หรือดื่มสุราเสพสิ่งเสพติด หรือใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไม่ประหยัด ไม่สร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว เป็นต้น จนในที่สุดก็อาจจะตกงานหรือเจ็บป่วยแล้วที่นี้ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้น หรือต้องเป็นคนแก่ที่ไร้คนเหลียวแลเพราะไม่มีทรัพย์สมบัติไว้ให้ลุกหลานได้

ความประมาทเกิดจากอะไร? ก็เกิดมาจากความโง่ที่ไม่รู้จักมองชีวิตให้ออกว่าชีวิตของเรานี้มันมีแต่ปัญหาและทุกข์รอเราอยู่ในอนาคต คือเรามักโง่มองเห็นแต่ว่าชีวิตมันมีแต่ความสุขสนุกสนานมากมายรอเราอยู่ในอนาคต เราจึงได้ลุ่มหลงและแสวงหาแต่ความสนุกสนุกสนานตามที่ฝันไว้นั้น และเมื่ออนาคตมาถึง ความจริงก็ปรากฏ คือต้องพบแต่ปัญหาและความทุกข์ความเดือดร้อนมากมาย จึงทำให้คนที่ประมาทนั้นต้องทุกข์ตรมเรื่อยไป

คนที่ไม่ประมาทจะมองชีวิตว่ามันมีความสุขเพียงเล็กน้อยแต่มีปัญหาและความทุกข์ความเดือนร้อนมากมายรออยู่ในอนาคต เขาจะไม่มองชีวิตสั้นๆเพียงแค่วันนี้หรือแค่เดือนนี้ ปีนี้ เขาจะมองออกไปยาวนาน คนที่ไม่ประมาทสูงสุดก็จะมองออกไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเลยทีเดียว และเมื่อเขามองเห็นปัญหาและความทุกข์ความเดือดร้อนรออยู่ในอนาคต จึงทำให้เขากลัวว่าอนาคตเขาจะต้องพบกับความทุกข์อย่างมหันต์ ดังนั้นเขาจึงได้พยายามที่จะใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท คือเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับปัญหาและความเดือดร้อนนั้น เพื่อให้มันลดน้อยลง หรือให้หมดสิ้นไปเลย และเมื่อเขาใช้ชีวิตที่ไม่ประมาทเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ชีวิตของเขาจึงไม่มีปัญหาและความเดือดร้อนใดๆ หรือมีน้อยกว่าใครๆทั้งในปัจจุบันและแม้ในอนาคต ซึ่งนี่คือผลดีของความไม่ประมาท

คนที่ประมาทจะมีสายตาสั้น คือมองแค่วันนี้ หรือเดือนนี้ ปีนี้เท่านั้น ดังนั้นเขาจึงทำอะไรเพียงแค่ให้ผ่านไปวันๆ หรือขอไปที เอาไว้ไปแก้ปัญหากันในวันหลัง หรือคิดว่าช่างมัน ไม่มีความคิดที่จะหาทางป้องกันปัญหาความเดือดร้อนในอนาคต แล้วชีวิตของเขาก็ต้องพบแต่ปัญหากับความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างน่าสงสาร

ทุกสิ่งไม่มีอะไรแน่นอน มันย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของมันเสมอ เช่นอยู่ๆอาจจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงแก่เราขึ้นก็ได้ หรือเราอาจจะถูกลงโทษโดยที่เราไม่ได้ทำความผิดเลยก็ได้ หรือเศรษฐกิจอาจจะตกต่ำจนเราต้องตกงานไม่มีเงินใช้ก็ได้ หรือเราอาจจะหิวโซเพราะไม่มีเงินมาซื้ออาหารกินก็ได้ หรือถ้าเรากินมากก็จะอ้วนได้ หรือเราอาจจะถูกหลอกจนสิ้นเนื้อประดาตัวก็ได้ หรือชายที่ไปเที่ยวโสเภณีโดยไม่ระวังก็อาจติดโรคเอดส์ได้ หรืออยู่ๆก็อาจเกิดโรคระบาดร้ายแรงขึ้นมาได้ หรือคนที่เมาสุราแล้วขับรถก็อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นได้ หรือเราอาจจะถูกจี้ปล้น หรือถูกทำร้ายร่างกาย หรือถูกรังข่มเหงแก หรือผู้หญิงก็อาจจะถูกล่อลวงหรือถูกฉุดเอาไปข่มขืนก็ได้ หรือแม้ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆก็อาจเกิดขึ้นจนสร้างความเดือดร้อนแก่เราหรือครอบครัวหรือแก่สังคม หรือแม้แก่โลกก็ได้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มากทีเดียวถ้าเราประมาท แต่ถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นมันก็ยังมีสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนนั่นก็คือความแก่, ความเจ็บ, ความตาย, ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก, ความประสบกับสิ่งที่ไม่รัก, และความผิดหวัง ซึ่งไม่นานมันจะต้องเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน และมันย่อมมาซึ่งความทุกข์ตรมอย่างยิ่งเลยทีเดียว

การใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะเรียกว่าไม่ประมาท? การใช้ชีวิตที่ไม่ประมาทนั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือการเตรียมพร้อมทางวัตถุ กับการเตรียมพร้อมทางจิตใจ ซึ่งการเตรียมพร้อมทางวัตถุก็คือการสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิต ด้วยการประกอบอาชีพที่สุจริต ด้วยความขยัน อดทน และประหยัดอดออม รู้จักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เพื่อสร้างสังคมที่มั่นคง ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม ป่าไม่ แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น เรียกว่าเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อไม่ให้ร่างกายเป็นทุกข์

ส่วนการเตรียมพร้อมทางจิตใจก็คือการแสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้จิตใจไม่เป็นทุกข์เมื่อต้องประสบกับสภาวะที่ไม่น่าพึงพอใจทั้งหลายในอนาคต เช่น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นต้น และพยายามฝึกฝนจิตให้เข้มแข็งเพื่อเอาไว้ต้อนรับกับสภาวะที่ไม่น่าพอใจทั้งหลายในอนาคตนั้น ซึ่งผู้ที่ไม่ประมาทสูงสุดก็ย่อมที่จะพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงนี้ได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่วนผู้ที่ประมาทไม่เตรียมพร้อมทางจิตใจก็ย่อมที่จะต้องประสบกับความทุกข์อย่างยิ่งจากสิ่งเหล่านี้อย่างแน่นอนในอนาคต

สรุปได้ว่า ผู้ที่ประมาทย่อมประสบกับความทุกข์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพราะโง่เขลามองโลกด้วยสายตาอันสั้นว่ามีแต่ความสุขสนุกสนาน ส่วนผู้ที่ไม่ประมาทย่อมประสบกับความสงบสุขและไม่มีทุกข์หรือมีทุกข์น้อยทั้งในปัจจุบันและในอนาคต จึงหวังว่าผู้ที่กำลังประมาทอยู่ทั้งหลาย จะหันมาหาความไม่ประมาทกันมากขึ้น เพื่อจะได้พ้นจากปัญหาและความทุกข์ความเดือดร้อนทั้งในปัจจุบันและในอนาคตกันต่อไป.

เตชปญฺโญ ภิกขุ
อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี
(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.whatami.net)
*********************