คำนำ

คำสอนเรื่องสุญญตา (ความว่าง) นี้เป็นคำสอนสูงสุดของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคำสอนให้เกิดปัญญาสูงสุดสำหรับนำมาปฏิบัติคู่กับสมาธิ เพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า ถ้าขาดความรู้เรื่องสุญญตา ก็จะทำให้ไม่มีปัญญาและทำให้อริยสัจ ๔ ขาดหัวใจ จนทำให้นำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันไม่ได้ ดังนั้นจึงเท่ากับว่าการศึกษาเรื่องสุญญตานี้ จัดเป็นการศึกษาหัวใจของพุทธศาสนา ถ้าเราเข้าใจและเห็นแจ้งเรื่องสุญญตาแล้ว เราก็จะเข้าใจและเห็นแจ้งคำสอนอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าได้

ที่สำคัญเรื่องสุญญตานี้พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า แม้ผู้ครองเรือน (ผู้ที่ไม่ได้บวช) ก็ควรรู้ เพราะความรู้เรื่องสุญญตานี้เป็นความรู้ในเรื่องความจริงสูงสุดของชีวิต  ที่จะทำให้ผู้ที่รู้นั้นเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตขึ้นมาด้วยตัวเอง เมื่อมีความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตแล้ว ก็จะรู้จักการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้รับสิ่งสูงสุดสำหรับชีวิตได้

จึงขอฝากให้ผู้มีปัญญาทั้งหลาย ได้ช่วยกันศึกษาเรื่องสุญญตาของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจอย่างถูกต้อง และนำมาทดลองปฏิบัติให้เกิดความเห็นแจ้ง รวมทั้งช่วยกันเผยแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ เพื่อช่วยให้เขาได้หลุดพ้นจากความทุกข์ และช่วยให้โลกมีสันติภาพ ตามเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้ากันต่อไป

เตชปัญโญ ภิกขุ

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๙

**********************************

ความจริงของชีวิต

ความจริง คือ สิ่งที่มีอยู่ (พวกวัตถุ) หรือเป็นอยู่ (พวกนามธรรม เช่น จิต, และสภาวะต่างๆ) ตามธรรมชาติอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง โดยความจริงนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนอยากรู้ แต่ความจริงนั้นมีมากมายหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่มีประโยชน์ (ประโยชน์ คือการไม่มีความทุกข์) และไม่มีประโยชน์ (ไม่มีประโยชน์ก็คือไม่ได้ช่วยให้ไม่มีความทุกข์เลย มีแต่จะทำให้เกิดความทุกข์) แก่ชีวิตของเรา ซึ่งความจริงที่มีประโยชน์แก่ชีวิตของเรานั้นก็ได้แก่ความจริงเรื่องของชีวิตของเรานี่เอง อันได้แก่ความจริงที่ว่า ชีวิตคืออะไร? ชีวิตเกิดขึ้นมาจากไหนและได้อย่างไร? ตายแล้วเป็นอย่างไร? รวมทั้งความจริงที่ว่า สิ่งสูงสุด (สิ่งที่มีคุณค่าหรือประโยชน์ที่สุด) ของชีวิตคืออะไร? และเราจะได้มาโดยวิธีใด?

การที่เราได้รู้ถึงความจริงของชีวิตนี้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เรามองเห็น (คือเข้าใจและเห็นแจ้ง) ชีวิตอย่างถูกต้องตามที่มันเป็นอยู่จริง แล้วก็จะทำให้เรารู้จักใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง (คำว่า “ถูกต้อง” ก็คือไม่ทำผิดหรือไม่ทำเกิดโทษหรือความทุกข์ขึ้นมา) โดยมีผลสูงสุดคือทำให้ชีวิตได้รับสิ่งสูงสุดที่ชีวิตควรได้รับในการเกิดมานี้ (ผลสูงสุดก็คือ การไม่มีความทุกข์เลยตลอดชีวิต)

จริงแท้ –  จริงสมมติ

ความจริงของโลกนั้นมีอยู่ ๒ ระดับ คือ

๑. ความจริงสมมติ คือ ความจริงตามที่ชาวโลกสมมติกันขึ้นมา เช่น คน, สัตว์, ภูเขา, ต้นไม้, รถยนต์, บ้าน, คอมพิวเตอร์, มือถือ, เงิน (ทรัพย์),  ตัวเรา, ตัวเขา, พ่อ, แม่, ลูก, สามี, ภรรยา, พี่, น้อง, ชาย, หญิง, เด็ก, ผู้ใหญ่, สวย, หล่อ, ไม่สวย, ไม่หล่อ, ดี, ชั่ว, โง่, ฉลาด, รวย, จน, เจ้านาย, ลูกจ้าง เป็นต้น

๒. ความจริงแท้ คือ ความจริงสูงสุดของธรรมชาติ ที่เป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุดของธรรมชาติ อันได้แก่ความจริงเรื่องที่ว่า สิ่งทั้งหลายที่ชาวโลกสมมติกันขึ้นมานั้นมันเป็นสุญญตา คือมันว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนที่แท้จริง (อัตตา) ของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น

การมอง (สัมผัส) โลกนั้นถ้าเรามองอย่างผิวเผิน (คือไม่พิจารณาให้ละเอียดรอบครอบ) เราก็จะพบเฉพาะความจริงสมมติเท่านั้น คือพบว่ามันมีสิ่งต่างๆตามที่ชาวโลกสมมติกันขึ้นมาจริงๆ แล้วก็ทำให้เราเกิดความยึดถือ (อาการของความยึดถือก็คืออาการที่จิตไปแบกไปหามเอาไว้ด้วยความรักหรือความพอใจ) ว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นมันเป็นตัวตนของมันเองจริงๆ (ที่เรียกว่าอัตตา)  แต่เมื่อสิ่งที่ยึดถือเอาไว้นั้นมันเปลี่ยนแปลงไป เช่น ร่างกายแก่ หรือเจ็บ หรือกำลังจะตาย หรือบุคคลหรือสิ่งที่เรารักได้จากเราไป เป็นต้น จิตใจของเราก็จะเกิดความทุกข์ (ความเศร้าโศกหรือเสียใจ) ขึ้นมาทันที 

แต่ถ้าเรามองโลกอย่างชาญฉลาด (คือมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบครอบ) เราก็จะพบกับความจริงแท้ คือพบว่า “สิ่งทั้งหลายของธรรมชาตินั้นมันไม่ได้มีตัวตนจริงๆเป็นของมันเองเลย (เห็นสุญญตา) สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมานี้ มันเป็นเพียงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ได้นำเอาสิ่งพื้นฐาน ๔ อย่าง (คือ ของแข็ง, ของเหลว, ความร้อน, ก๊าซ) ที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาปรุงแต่ง (การปรุงแต่งหมายถึงการกระทำโดยธรรมชาติ) ให้เกิดเป็นสิ่งต่างๆขึ้นมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น” ซึ่งเมื่อเรามองเห็นความจริงแท้เช่นนี้อยู่ด้วยความตั้งใจ (สมาธิ) ก็จะทำให้ความยึดถือว่าสิ่งทั้งหลายนั้นเป็นตัวตนจริงๆจางคลายลง เมื่อความยึดถือจางคลายลง แม้ร่างกายจะแก่ หรือเจ็บ หรือกำลังจะตาย หรือบุคคลหรือสิ่งที่เรารักได้จากไป เป็นต้น จิตใจของเราก็จะเกิดความทุกข์ลดน้อยลง หรือไม่มีเลยได้ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร ถ้ามีการปฏิบัติเช่นนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ

สุญญตา

สุญญตา แปลว่า ความว่าง ซึ่งคำว่าสุญญตานี้มี ๓ ความหมาย คือ

๑. ว่างไม่มีอะไรเลย คือหมายถึงความว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยแม้อากาศ (ที่เรียกว่าสุญญากาศ)

๒. ว่างจากอัตตา คือหมายถึง สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมานี้มันไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตนของมันเอง (อัตตา)

๓. จิตว่าง คือหมายถึง จิตที่ว่างจากกิเลส (พอใจ-ไม่พอใจ-ลังเลใจ) หรือว่างจากความยึดถือ (อุปาทาน) ว่า “จิตใจและร่างกายของเรานี้เป็น ตัวเรา และยึดถือว่าสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตัวเราว่าเป็น ของเรา”

สุญญตาความหมายที่ ๑ นั้น หมายถึง ความว่างทางวัตถุ ที่เรียกว่าสุญญากาศ คือไม่มีแม้อากาศ ส่วนความหมายที่ ๒ นั้นหมายถึง มันว่างจากสิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริง (ที่เรียกว่าอัตตา) คือตามธรรมชาตินั้นแต่เดิมมันมีเพียงธาตุ (สิ่งที่มีอยู่จริง ที่เป็นพื้นฐานมาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นมาในโลก) เท่านั้น แต่ธาตุนี่เองที่มาปรุงแต่งให้เกิดสิ่งต่างๆทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตขึ้นมามากมายในโลก ซึ่งนี่ก็เท่ากับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนี้ไม่ได้มีตัวตนเป็นของมันเองจริงๆเลย ซึ่งสิ่งที่ไม่มีตัวตนเป็นของตนเองนี้เอง ที่มันไม่เที่ยง (คือมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแตกดับอยู่ตลอดเวลา) และมีภาวะที่ต้องทนอยู่ตลอดเวลา

ส่วนความมายที่ ๓ จะหมายถึง สิ่งที่มีชีวิตชั้นสูงคือมนุษย์หรือคนเรานี้ จะมีสมองที่คิดนึกได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่เพราะจิตของคนเรานี้มีสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตนอยู่ในจิตใต้สำนึก จึงทำให้จิตของคนเรานี้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองขึ้นมา แล้วก็เกิดความยึดถือจิตใจและร่างกายของตัวเองว่าเป็น “ตัวตน” หรือ “ตัวเอง” ด้วยความรักหรือพอใจ เมื่อมีความยึดถือว่ามีตัวตนแล้ว ก็มีความยึดถือสิ่งต่างๆที่เกี่ยวของกับตัวตนว่าเป็น “ของตน” และเมื่อสิ่งที่ยึดถือเอาไว้นั้นมันเปลี่ยนแปลงไปเป็นภาวะที่ไม่น่าพอใจ เช่นร่างกายแก่ เจ็บ หรือใกล้จะตาย หรือคนที่รักได้จากไป จิตที่ยึดถือนี้ก็จะเกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจอย่างรุนแรง ที่เรียกว่าความทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าจิตนี้มีปัญญาที่เป็นความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า สิ่งที่ยึดถือเอาไว้ทั้งหลายนี้มัน “ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง” บวกกับจิตนี้ก็มีสมาธิอยู่ด้วย จิตนี้ก็จะไม่เกิดความรักหรือพอใจ (ที่เป็นกิเลส) และความยึดถือขึ้นมา (ที่เรียกว่าจิตว่าง) เมื่อไม่มีความยึดถือ จิตนี้ก็จะไม่มีความทุกข์

ความทุกข์คือภัยอันใหญ่หลวงของมนุษย์

เมื่อเรามาพิจารณาถึงชีวิตของเราแล้วเราก็จะพบว่า แต่เดิมนั้นมันไม่ได้มีเรามาก่อน แต่พ่อแม่ทำให้เกิดขึ้นมา โดยอาศัยอาหาร น้ำ ความร้อน และอากาศบริสุทธิ์ ที่เป็นธาตุตามธรรมชาติมาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้นมา และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็มายึดถือร่างกายและจิตใจของเราเอง รวมทั้งสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับร่างกายและจิตใจ (เช่น พ่อ  แม่พี่ น้อง สามีหรือภรรยา คนรัก เพื่อน ญาติ รวมทั้งทรัพย์สมบัติต่างๆ และชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นต้น) ว่าเป็น “ตัวเรา-ของเรา” ด้วยความรักหรือความพอใจ (คือสิ่งต่างๆเหล่านี้มันทำให้เรามีความสุข ดังนั้นเราจึงได้เกิดความรักหรือความพอใจกับมัน ซึ่งความรักหรือความพอใจนี้เองที่เรียกว่า กิเลส ที่หมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตสกปรก)

แต่สิ่งที่ได้ยึดถือเอาไว้ว่าเป็นตัวเรา-ของเรานี้ มันมีความไม่เที่ยง และมีสภาวะที่ต้องทน อยู่แล้วตามธรรมชาติ ดังนั้นไม่ช้าก็เร็วเมื่อสิ่งที่เราได้ยึดถือเอาไว้นี้มันเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของมัน คือร่างกายแก่ เจ็บ ป่วย เสื่อมสภาพ หรือกำลังจะตาย หรือคนที่เรารักหรือสิ่งที่เรารักได้จากเราไป จึงทำให้เราเกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจขึ้นมา รวมทั้งเมื่อเมื่อเราต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัว หรือเมื่อเราอยากจะได้สิ่งใดแล้วเกิดความผิดหวัง คือไม่ได้สิ่งนั้นตามที่เราอยากจะได้ ก็จะทำให้เราเกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจขึ้นมา ซึ่งความเศร้าโศกหรือความเสียใจนี้เองที่เรียกว่า “ความทุกข์” แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ยึดถือในสิ่งทั้งหลายนั้นว่าเป็นตัวเรา-ของเรา แม้สิ่งทั้งหลายนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม หรือจะพลัดพรากจากเราไปก็ตาม  ก็จะไม่ทำให้เราเกิดความเศร้าโศกหรือความเสียใจ หรือความทุกข์ ขึ้นมาได้

 สรุปได้ว่า ชีวิตของเรานี้ มันก็มีความรักหรือความพอใจหรือความอยากจะได้ “ความสุข” แต่เกลียดหรือกลัวหรือไม่อยากจะได้ “ความทุกข์” ดังนั้นความทุกข์จึงจัดเป็นปัญหาเร่งงด่วนที่สุด ที่เราต้องรีบแก้ไขและป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นกับเรา หรือเรียกได้ว่าความทุกข์นี้เป็นภัยอันใหญ่หลวงของชีวิต ถ้าเราจะสามารถมีชีวิตอยู่โดยไม่มีความทุกข์เลยได้ ก็เท่ากับว่าเราเป็นคนที่โชคดีที่สุด หรือได้รับสิ่งสูงสุด (คือมีประโยชน์ที่สุด) สำหรับชีวิตแล้ว ซึ่งการที่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นมาในโลก ก็เพื่อมาสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ที่เป็นภัยอันใหญ่หลวงนี้ โดยคำสอนที่จะทำให้เกิดความหลุดพ้นจากความทุกข์นั้น ก็มีหัวใจอยู่ที่การมีความเข้าใจและเห็นแจ้งในความเป็น “สุญญตา” ของสิ่งที่เราได้ยึดถือเอาไว้ว่าเป็นตัวเรา-ของเรานี่เอง คือเมื่อเรามีความเข้าใจและเห็นแจ้งถึงความเป็นสุญญตา ในสิ่งทั้งหลายแล้ว ก็จะทำให้จิตของเราไม่มีความรักหรือความพอใจในสิ่งทั้งหลาย แล้วก็ทำให้ความยึดถือสิ่งในทั้งหลายจางคลายลง เมื่อไม่มีความยึดถือ ก็จะทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและความยึดถือ ซึ่งจิตที่หลุดพ้นนี้ก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆ ซึ่งจิตที่ไม่มีความทุกข์นี้ ก็จะมีความสงบเย็นอยู่แล้วตามธรรมชาติ ดังนั้นต่อไปนี้เราจะมาศึกษาเรื่องความเป็นสุญญตาของร่างกายและจิตใจของเรา รวมทั้งของสิ่งทั้งหลายของโลกอย่างละเอียด เพื่อให้เกิดปัญญาสำหรับนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและความยึดถือ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้ากันต่อไป

ศึกษาสุญญตาโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์

เรื่องสุญญตานี้เป็นความจริงของธรรมชาติที่ลึกซึ้ง ที่เราจะต้องศึกษาโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์จึงจะเข้าใจ เราจะใช้ความเชื่อมาศึกษาไม่ได้เด็ดขาด เพราะความเชื่อจะไม่มีเหตุผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ และไม่มีของจริงมายืนยัน มีแต่เรื่องเล่าต่อๆกันมาเท่านั้น ดังนั้นความเชื่อจึงไม่ทำให้เกิดปัญญาตามหลักพุทธศาสนาได้ จะต้องศึกษาโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น จึงจะทำให้เกิดปัญญาตามหลักพุทธศาสนาได้ ซึ่งวิทยาศาสตร์คือการศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติด้วยการสังเกตและทดลอง แล้วจึงสรุปเป็นทฤษฎีขึ้นมา โดยหลักหัวใจของวิทยาศาสตร์นั้นก็สรุปอยู่ที่

๑.  ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง คือจากสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้จริงในปัจจุบัน

๒. ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล คือในความจริงนั่นเองจะมีเหตุผลให้เราศึกษา

๓. ศึกษาอย่างเป็นระบบ คือต้องมีหลักและระเบียบแบบแผนในการศึกษา

๔. พิสูจน์ก่อนเชื่อ คือต้องมีการพิสูจน์จนเห็นผลจริงก่อนอย่างแน่ชัดจึงจะเชื่อ

สรุปได้ว่า วิทยาศาสตร์จะไม่ใช้ความเชื่อใดๆ แต่จะศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริงอันได้แก่ศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเราเอง โดยใช้เหตุผลจากสิ่งที่มีอยู่จริงมาศึกษา ซึ่งการศึกษาก็ต้องทำอย่างมีระบบและหลักการที่แน่นอน และจะไม่เชื่อหรือยอมรับเอามาปฏิบัติ จนกว่าจะได้พิสูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดก่อนแล้วเท่านั้น

ศาสนา ๒ ประเภท

การที่มนุษย์ไม่รู้ความจริงของธรรมชาติที่น่ากลัว เช่น ทำไมจึงเกิดฟ้าร้อง-ฟ้าผ่าขึ้น? ทำไมจึงเกิดภัยพิบัติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฝนแล้ง ลมพายุ คลื่นยักษ์  เป็นต้นขึ้นมา รวมทั้งไม่รู้ความจริงของชีวิตว่า ชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? สิ่งใดดลบันดาลให้ชีวิตเป็นไป? และตายแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร? เป็นต้น จึงทำให้มนุษย์เกิดความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้นี้ ซึ่งความหวาดกลัวนี้เองที่เป็นเหตุให้เกิดศาสนา (คำสอนหรือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ) ขึ้นมา เพื่อช่วยให้มนุษย์หายจากความหวาดกลัวนี้ โดยศาสนาของโลกสรุปได้ ๒ ประเภท คือ

๑. ศาสนาประเภทเทวนิยม คือ ศาสนาที่เชื่อถือและยอมรับเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ เช่น พระเจ้า หรือเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ว่าเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในโลกหรือในจักวาล ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา และควบคุมหรือดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป ซึ่งศาสนาประเภทเทวนิยมนี้ก็ได้แก่ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู)

๒. ศาสนาประเภทอเทวนิยม คือ ศาสนาที่ไม่เชื่อถือและไม่ยอมรับเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ ว่าเป็นสิ่งสูงสุด แต่ยอมรับสิ่งที่ปรากฏอยู่จริงตามธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุดแทน ซึ่งนี่ก็หมายถึงว่า ศาสนาประเภทอเทวนิยมนี้ จะยอมรับธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด โดยศาสนาประเภทอเทวนิยมนี้ ก็มีเพียงพุทธศาสนากับศาสนาเล็กๆบางศาสนาของอินเดียเท่านั้น

ศาสนาประเภทเทวนิยมนั้นจะใช้ความเชื่อเป็นหลักในการสอน โดยความเชื่อนั้นจะไม่มีเหตุผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ และไม่มีของจริงมายืนยัน ดังนั้นจึงห้ามถาม ห้ามสงสัย แต่ให้เชื่อมั่นไว้อย่างเดียว ซึ่งก็เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มีความรู้หลักวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้อง

ส่วนพุทธศาสนานั้น เริ่มต้นจะไม่สอนให้เชื่อจากใครหรือจากตำราใดๆทั้งสิ้น แต่จะสอนให้รู้จักใช้เหตุผลในการคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง และสอนให้ศึกษาจากสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้จริงในปัจจุบันเท่านั้น รวมทั้งจะเชื่อ (ยอมรับเอามาปฏิบัติ) ในหลักการหรือทฤษฎีใดๆ ก็ต่อเมื่อได้มีการพิสูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดก่อนเท่านั้น ซึ่งจากหลักการนี้เองที่ทำให้พุทธศาสนาดั้งเดิมหรือแท้จริง เป็นศาสนาแห่งปัญญาและเป็นวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจ ที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้หลักวิทยาศาสตร์อย่างถูกต้องแล้ว (แต่ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่นาน พุทธศาสนาได้ผสมผสานกับศาสนาพราหมณ์ จึงทำให้พุทธศาสนามีแต่คำสอนที่เป็นเรื่องความเชื่อ ที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่เต็มไปหมด จนทำให้พุทธศาสนาในปัจจุบัน กลายเป็นเป็นศาสนาประเภทเทวนิยมไป)

อัตตาคือตัวตนที่แท้จริง

มีคำๆหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจก่อน เพราะมันเป็นคำที่จะนำเราไปสู่ความเข้าใจในเรื่องความเป็นสุญญตาของทุกสิ่ง ซึ่งคำนั้นก็คือคำว่า อัตตา ที่เป็นภาษาบาลี แปลว่า ตน, ตนเอง, ตัวตน ซึ่งหมายถึง สิ่งที่เป็นตัวตนของตนเอง หรือ เป็นตัวตนที่แท้จริง ซึ่งคำนี้ใช้ได้กับทุกสิ่งทั้งที่เป็นวัตถุ เช่น ร่างกาย และนามธรรม เช่น จิตใจ

คำว่า สิ่งที่เป็นตัวตนของตนเอง ก็หมายถึงว่า สิ่งนั้นมันมีตัวตนเป็นของมันเอง โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใดมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นตัวตนของมันขึ้นมา ส่วนคำว่า ตัวตนที่แท้จริง ก็หมายถึง มันเป็นตัวตนจริงๆ ไม่ใช่ของปลอมหรือของเทียมหรือของปรุงแต่ง 

สิ่งที่เป็นอัตตานั้นตามความเชื่อจะมีลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑. อัตตา คือ เป็นตัวตนที่แท้จริง หรือ เป็นตัวตนของตนเอง คือมันมีตัวตนเฉพาะเป็นของมันเองอยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยใดๆ มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา

๒. นิจจัง คือ มีความเที่ยง หมายถึง ไม่มีการเกิดและดับ (หายไป)  คือ จะดำรงอยู่ (หรือตั้งอยู่) ไปชั่วนิรันดร (ที่เรียกว่าเป็นอมตะ) รวมทั้งก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกด้วย คือเมื่อมันมีตัวตนเป็นของมันเองแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดจะมาทำให้มันเปลี่ยนแปลงหรือทำลายให้มันแตก (ใช้กับวัตถุ) หรือดับ (ใช้กับจิต) หายไปได้

๓. สุขัง คือ ตั้งอยู่อย่างสบาย คือเมื่อมันไม่มีอะไรมาทำให้มันเปลี่ยนแปลงหรือทำลายให้มันแตกหรือดับหายไปได้ ดังนั้นมันจึงตั้งอยู่อย่างไม่มีอุปสรรค์หรือปัญหาหรือสิ่งรบกวนใดๆ หรือเรียกว่าตั้งอยู่อย่างสุขสบายตลอดเวลา โดยไม่มีความทุกข์หรือความลำบากใดๆ

คำสอนเรื่องอัตตานี้เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) ที่สอนว่าจิตใจ (หรือวิญญาณ) ของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนั้นเป็นอัตตาหรือตัวตนที่แท้จริง ที่เป็นอมตะ ที่สามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วเพื่อไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้เรื่อยไป ซึ่งจากคำสอนนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่องเทวดา นางฟ้า ผี พระอินทร์ พระพรหม ยมบาล และเรื่องนรก สวรรค์ รวมทั้งเรื่องการเกิดใหม่ เป็นต้น ขึ้นมา อย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมานมนานแล้ว ซึ่งในส่วนของพระพุทธเจ้าจะไม่ยอมรับว่าจิตใจ (หรือวิญญาณ) ของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนั้นเป็นอัตตาอย่างที่ศาสนาพราหมณ์สอน แต่จะสอนว่า “จิตใจ (หรือวิญญาณ) ของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนั้นเป็น “อนัตตา” (คือไม่ใช่อัตตา) เพราะมันเป็นเพียง “สังขาร (สิ่งปรุงแต่ง) ตามธรรมชาติ ที่มีความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และมีสภาวะที่ต้องทน (ทุกขัง)  ดังนั้นสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายจึงยึดถือไม่ได้ ถ้าจิตโง่ไปยึดถือเข้าก็จะเป็นทุกข์ แต่ถ้าจิตฉลาดและไม่ยึดถือ ก็จะไม่เป็นทุกข์” ดังนั้นต่อไปนี้เราจะมาศึกษาถึงเรื่องความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจ รวมทั้งสิ่งทั้งหลายของธรรมชาติกันต่อไป

กฎสูงสุดของธรรมชาติ

ธรรมชาติก็คือสิ่งที่ปรากฏอยู่จริงจนเราเห็นเป็นของธรรมดานี่เอง โดยสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปนี้ ทางพุทธศาสนาจะเรียกว่าเป็น กฎของธรรมชาติ ซึ่งกฎของธรรมชาตินี้มีอยู่มากมายหลายกฎ แต่กฎที่เป็นกฎสูงสุดที่ทุกกฎของธรรมชาติ จะต้องขึ้นอยู่กับกฎนี้จะเรียกว่า กฎสูงสุดของธรรมชาติ หรือ กฎสูงสุดของเอกภพ โดยกฎสูงสุดนี้ก็ได้แก่กฎที่บังคับเอาไว้ว่า

“ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น”

กฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ก็คือกฎพื้นฐานง่ายๆที่บังคับเอาไว้ว่า “การที่สิ่งใด (ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือจิต) จะเกิดขึ้น (การเกิดขึ้นก็คือจากที่ไม่มีอยู่ก่อน แล้วจึงมีขึ้นภายหลัง) จะต้องอาศัยเหตุ (สิ่งที่มากระทำ) และปัจจัย (เหตุย่อยๆ) มาร่วมกันปรุงแต่ง (การปรุงแต่งก็คือการที่ธรรมชาตินำเอาสิ่งต่างๆหลายๆสิ่งมาทำให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างเช่น นำเอาดิน น้ำ ความร้อน และอากาศ มาทำให้เกิดเป็นพืช, ผลไม้, สัตว์, และร่างกายของคนเราขึ้นมา เป็นต้น) ให้เกิดขึ้น” ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุและปัจจัย” แต่ถ้าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุและปัจจัย ก็แสดงว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ ตามความเชื่อของศาสนาประเภทเทวนิยม อย่างเช่น ความเชื่อเรื่องผี เทวดา นรก สวรรค์ เป็นต้น

กฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ก็คือกฎของเหตุและผลตามหลักวิทยาศาสตร์นั่นเอง คือ เมื่อมีเหตุจึงมีผล, เมื่อไม่มีเหตุ ก็ไม่มีผล, เมื่อเหตุเกิดขึ้น ผลจึงเกิดขึ้น, เมื่อเหตุดับหายไป ผลจึงดับหายไป ซึ่งกฎนี้ดูว่าจะเป็นกฎง่ายๆที่ใครๆก็ยอมรับ แต่จากฎสูงสุดนี้เองที่เป็นเหตุให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้นถ้าเรานำกฎสูงสุดนี้มาศึกษาสิ่งทั้งหลายของธรรมชาติอย่างจริงจัง เราก็จะเกิดความเข้าใจถึงความจริงสูงสุด (ความจริงแท้) ของธรรมชาติทั้งหลายได้ โดยเฉพาะร่างกายกับจิตใจของเรา คือทำให้เราเข้าใจถึงความจริงแท้เรื่องความเป็นสุญญตา (ความว่างจากตัวตนของเรา) ของร่างกายกับจิตใจได้ ซึ่งความเข้าใจในความจริงเรื่องความเป็นสุญญตาของร่างกายกับจิตใจนี้เอง ที่เป็นหัวใจของปัญญาในพุทธศาสนา

แต่การที่จะเข้าใจกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ได้อย่างถูกต้อง เราจะต้องมาทำความเข้าใจกับคำเหล่านี้ก่อน อันได้แก่คำว่า

เหตุ ที่หมายถึง สิ่งที่กระทำให้เกิดผล

ปัจจัย ที่หมายถึง  เหตุย่อยๆ หรือสิ่งที่มาสนับสนุนเหตุ

ผล ที่หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุ

ปรุงแต่ง ที่หมายถึง การ (กิริยา) ทำให้เกิดขึ้น

สิ่งปรุงแต่ง หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยมาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น

เกิดขึ้น ที่หมายถึง จากการที่ไม่มีอยู่ก่อน แล้วจึงมามีขึ้นในภายหลัง

ดับหายไป ที่หมายถึง จากการที่เคยมีอยู่ก่อน แล้วจึงมาหายไปในภายหลัง

ต้องเข้าใจคำว่าปรุงแต่งก่อน

มีคำๆหนึ่งที่เราจำเป็นต้องเข้าใจความหมายของมันก่อน จึงจะศึกษากฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ได้เข้าใจ คือคำว่า ปรุงแต่ง ที่หมายถึง การผสมและตบแต่ง หรือหมายถึง การกระทำ ก็ได้ แต่จะหมายถึงการกระทำโดยธรรมชาติเท่านั้น คือหมายถึง การกระทำของธรรมชาติ ที่นำเอาสิ่งต่างๆหลายๆสิ่งมาผสมหรือรวมกัน แล้วก็ตบแต่งให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนกับการที่เรานำเอาส่วนผสมและเครื่องปรุงต่างๆของอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง มาผสมรวมกันอย่างพอเหมาะ แล้วปรุงด้วยความร้อนอย่างพอดี ก็จะเกิดเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่เอร็ดอร่อยขึ้นมาได้ หรือเหมือนกับการที่เรานำเอาดินเหนียวมาผสมน้ำให้อ่อนนิ่ม แล้วปั้นเป็นรูปร่างของสิ่งต่างๆขึ้นมา

 คำว่าปรุงแต่งนี้จะใช้เฉพาะในการกระทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาโดยธรรมชาติเท่านั้น คือเมื่อธรรมชาติได้นำเอาสิ่งต่างๆมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นสิ่งใดขึ้นมาแล้ว สิ่งนั้นแทบจะไม่หลงเหลือลักษณะของสิ่งที่นำมาปรุงแต่งนั้นให้เราได้พบเห็นหรือรับรู้ได้เลย เพราะมันได้รวมตัวกันจนกลายเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งนี้ เราจะเรียกว่าเป็น “สิ่งปรุงแต่ง” อย่างเช่น การที่ต้นแอปเปิลได้นำเอาดินหรือปุ๋ย พร้อมกับน้ำ รวมทั้งอากาศ มาผสมกันแล้วปรุงโดยใช้ความร้อนจากแสงแดด แล้วตบแต่งให้เกิดเป็นลูกแอปเปิล ที่มีลักษณะรูปร่างสวยงาม และมีกลิ่นหอมเฉพาะของมัน รวมทั้งมีรสเอร็ดอร่อยขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยที่มันแทบจะไม่หลงเหลือลักษณะของดินหรือปุ๋ย น้ำ อากาศ และความร้อนให้เราได้พบเห็นหรือรับรู้ได้เลย เป็นต้น (ส่วนการกระทำให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาโดยคนหรือสัตว์นั้นไม่ควรใช้คำว่าปรุงแต่ง ควรเรียกว่าเป็นการทำหรือสร้างหรือประกอบหรือประดิษฐ์ เพราะเมื่อทำให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาแล้ว ก็ยังทำให้เราพบเห็นสิ่งที่นำมาทำนั้นได้ อย่างเช่น รถยนต์ที่เรายังคงพบเห็นเหล็ก อลูมิเนียม พลาสติก ยาง และแก้ว เป็นต้น ที่มาประกอบเป็นรถยนต์นั้นขึ้นมา)

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย

เมื่อเรานำกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้มาพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน เราก็จะเข้าใจได้ว่า “การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องอาศัยสิ่งอื่นหลายๆสิ่งมาเป็นเหตุร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น” คือถ้ามีแค่เพียงสิ่งเดียวจะไม่สามารถทำให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาได้ จะต้องมีอย่างน้อย ๒ สิ่งมาร่วมกัน จึงจะปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ ซึ่งสิ่งที่มาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ถ้าจะพูดอย่างหยาบๆหรือคร่าวๆก็พูดว่าเป็น “เหตุ” แต่ถ้าจะให้พูดอย่างละเอียดจะต้องพูดว่าเป็น “เหตุและปัจจัย” คือถ้าสิ่งใดเป็นเหตุใหญ่หรือสำคัญที่สุด เราก็จะเรียกว่าเป็น “เหตุ” ที่หมายถึง สิ่งที่ทำให้เกิดผล ส่วนเหตุที่เหลือทั้งหมดนั้นเราจะเรียกว่าเป็น “ปัจจัย” ที่หมายถึง เหตุย่อยๆ หรือ สิ่งสนับสนุน อย่างที่เราพูดกันว่า “เหตุปัจจัยทำให้เกิดผล” แต่เรามักไม่ชอบพูดถึงปัจจัย เพราะเราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงมักชอบพูดแค่เพียงสั้นๆว่า “เหตุทำให้เกิดผล” เท่านั้น อย่างเช่นที่เราชอบพูดว่า “เมื่อเราจุดเทียน ก็จะเกิดแสงสว่างขึ้นมา” คือเป็นการบอกสั้นๆว่า การจุดเทียนนั้นเป็นเหตุ ส่วนแสงสว่างจากเทียนนั้นเป็นผล แต่ถ้าจะบอกอย่างละเอียด ก็ต้องบอกว่า เมื่อมีการจุดเทียนเป็นเหตุ และมีไม้ขีด เทียน ออกซิเจน และความร้อนที่พอเหมาะ เป็นปัจจัย จึงเกิดผลเป็นแสงสว่างจากเทียนขึ้นมา เป็นต้น ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย

เมื่อเรานำเรื่อง “เหตุทำให้เกิดผล” ขึ้นมานี้ มาพิจารณาอย่างละเอียด เราก็จะพบความจริงที่ลึกซึ้งว่า เมื่อเหตุทำให้เกิดผลใดขึ้นมาแล้ว ผลนั้นก็ยังจะมาเป็นเหตุทำให้เกิดผลใหม่ขึ้นมาได้อีก และผลใหม่นั้นก็ยังจะมาเป็นเหตุทำให้เกิดผลใหม่ๆขึ้นมาได้อีก ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ มันจะต้องมีการผลักดันกันของเหตุและผลต่อๆกันไปเป็นสายยาวเหมือนห่วงโซ่ ที่คล้องต่อๆกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งสายของเหตุและผลของสิ่งหนึ่งหรือเรื่องหนึ่ง ก็ยังไปเกี่ยวพันกันกับสายของเหตุและผลของสิ่งอื่นหรือเรื่องอื่นๆอีกมากมาย อย่างสลับซับซ้อนและยุ่งเหยิง จนเราไม่สามารถไปล่วงรู้ถึงสายของเหตุและผลทั้งหมด ที่มาผลักดันกันทำให้เกิดบางสิ่งหรือบางเรื่องขึ้นมาได้ จนทำให้เราเกิดความเข้าใจผิดไปว่า สิ่งหรือเรื่องที่เกิดขึ้นมาที่เราไม่รู้ถึงสายของเหตุและผลทั้งหมดของมันได้นั้น มันเป็นสิ่ง “นอกเหตุเหนือผล” หรือเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่เป็นพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งวิเศษ ตามที่ล่ำลือกันอยู่

แต่ถ้าเราจะเข้าใจถึงเรื่องการเกิดขึ้นตามเหตุและผล ตามกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้แล้ว เราก็จะเข้าได้ว่า “ทุกสิ่งมันก็เป็นของธรรมดาๆของมันเช่นนั้นเอง” ไม่ได้มีสิ่งใดที่จะเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติหรืออยู่นอกเหตุเหนือผลได้ ซึ่งเมื่อเราสามารถเข้าใจเรื่องสายของเหตุและผล ที่เกี่ยวพันกันอย่างยุ่งเหยิงและสลับซับซ้อนนี้ได้ เราก็จะเข้าใจได้ว่า “ในโลกและในเอกภพนี้ มันมีแค่เพียงเหตุและผลเท่านั้น ไม่ได้มีสิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงเลย” ซึ่งนี่เองที่จะทำให้เราเริ่มตาสว่าง คือเริ่มมองเห็นโลกตามความเป็นจริง และเมื่อเรามองเห็นโลกตามความเป็นจริงแล้ว จิตของเราก็จะเริ่มปล่อยวางความยึดถือในสิ่งทั้งหลายว่าเป็นตัวเรา-ของเราลงทันที แล้วก็จะทำให้ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความยึดถือลดน้อยลงตามไปด้วย

ความจริง ๓ ประการของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย

จากกฎสูงสุดของธรรมชาติที่บังคับเอาไว้ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น”  ดังนั้นจึงเรียกสิ่งทั้งหลาย ที่มีการเกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยนี้ว่า “สิ่งปรุงแต่ง” ซึ่งสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายจะมีความจริงประจำอยู่ ๓ ประการคือ

๑. อนัตตา คือ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (ไม่ใช่อัตตา) คือเมื่อสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหลายจึงไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เพราะมันไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง แต่ถ้าจะเรียกอย่างสมมติในการสื่อสารก็เรียกว่า ตัวตนชั่วคราว (คือยังเป็นตัวตนตราบเท่าที่ยังมีเหตุและปัจจัยนี้อยู่เท่านั้น) หรือ ตัวตนมายา (คือหลอกว่าเป็นตัวตนจริงๆ) เท่านั้น

๒. อนิจจัง คือ ไม่เที่ยง (ไม่เป็นอมตะ) คือเมื่อสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ซึ่งทั้งเหตุและปัจจัยที่มาปรุงแต่งนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งปรุงแต่งอีก โดยสิ่งปรุงแต่งพื้นฐาน (อันได้แก่ ธาตุ ๔) ที่มาปรุงแต่งให้เกิดวัตถุและสิ่งของทั้งหลายขึ้นมา ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่คงที่ (ไม่นิ่ง) หรือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายมีความไม่คงที่ หรือมีการเสื่อมสภาพ หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การแตก (ใช้กับวัตถุ) หรือดับ (ใช้กับจิต) อยู่ตลอดเวลา คือสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายก็ต้องแตกหรือดับหายไปอย่างแน่นอน

๓. ทุกขัง คือ ต้องทนอยู่อย่างยากลำบาก (มีสภาวะที่ต้องทน) คือเมื่อสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายมีความไม่เที่ยง คือมีการเสื่อมสภาพหรือมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแตก-ดับอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายต้องทนประคับประคองหรือรักษาสภาพการปรุงแต่งของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบากอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีสภาวะที่ต้องทน มันก็จะแตกหรือดับหายไปในทันที

วัตถุเป็นอนัตตา

วัตถุก็คือสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยตา, หู, จมูก, ลิ้น และเนื้อเยื่อของร่างกาย  ซึ่งถ้าวัตถุและสิ่งของทั้งหลายจะเป็นอัตตาแล้ว มันจะไม่อาศัยธาตุ ๔ มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และมีความเที่ยงหรือคงอยู่ในสภาพหรือลักษณะเดิมตลอดไปชั่วนิรันดร (ที่เรียกว่าเป็นอมตะ คือจะไม่มีการแตกสลายหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีอะไรมาทำลายก็ตาม หรือไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปสักเท่าใดก็ตาม) ซึ่งจากความเป็นจริงนั้นวัตถุทั้งหลายไม่ได้มีลักษณะของอัตตาเลย เพราะจากความเป็นจริงที่เราพบเห็นนั้น วัตถุทั้งหลายก็ล้วนเป็นสิ่งปรุงแต่งขึ้นมาจากธาตุ ๔ ทั้งสิ้น  ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าวัตถุและสิ่งของทั้งหลายล้วนไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (เป็นอนัตตา)

อีกอย่างวัตถุและสิ่งของทั้งหลายล้วนมีการเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงหรือเสื่อมสภาพอยู่ตลอดเวลา โดยสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว สภาพการปรุงแต่งของวัตถุและสิ่งของทั้งหลาย ก็ต้องแตกสลายไปอย่างแน่นอน ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าวัตถุและสิ่งของทั้งหลายล้วนเป็นอนัตตา

สรุปได้ว่า วัตถุและสิ่งของทั้งหลายล้วนเป็นอนัตตา คือไม่ได้เป็นสิ่งนั้นจริงๆตามที่สมมติเรียกกัน อย่างเช่น มือถือก็ไม่ได้เป็นมือถือจริงๆ รถยนต์ก็ไม่ได้เป็นระยนต์จริงๆ บ้านก็ไม่ได้เป็นบ้านจริงๆ ต้นไม้หรือภูเขาก็ไม่ได้เป็นต้นไม้หรือภูเขาจริงๆ เพราะมันเป็นแค่เพียงสิ่งปรุงแต่งมาจากธาตุ ๔ ที่มีความไม่เที่ยง ซึ่งเมื่อธรรมชาติได้นำเอาธาตุ ๔ มาปรุงแต่งให้เกิดเป็นวัตถุหรือสิ่งของทั้งหลายขึ้นมาแล้ว มันก็ไม่สามารถที่จะคงอยู่หรือตั้งอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป เพราะไม่ช้าก็เร็ว สภาพการปรุงแต่งของวัตถุและสิ่งของทั้งหลายก็จะต้องเสื่อมสลายไป แล้วก็จะทำให้วัตถุและสิ่งของทั้งหลาย ตามที่สมมติเรียกนั้นแตกสลายหายไปในที่สุด

ร่างกายเป็นอนัตตา

สรุปแล้ว ร่างกายก็เป็นวัตถุที่เกิดมาจากอาหาร น้ำ ความร้อน และอากาศ (คือธาตุ ๔) มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา ซึ่งเพียงเท่านี้ก็แสดงถึงว่าร่างกายก็ไม่ได้เป็นร่างกายจริงๆ (หรือเป็นอนัตตา) แต่เป็นแค่เพียงสิ่งปรุงแต่งเท่านั้น

อีกอย่าง ร่างกายก็มีการเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คือเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็มีการเปลี่ยนไปเป็นหนุ่ม-สาวและแก่เฒ่าอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายไม่ช้าก็เร็วร่างกายก็ต้องแตกสลาย (ตาย) ไป ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าร่างกายก็เป็นอนัตตาหรือไม่ได้เป็นร่างกายจริงๆ

อีกอย่าง ร่างกายก็ยังต้องทนต่อความหนาวบ้าง  ความร้อนบ้าง ต้องทนต่อความหิวบ้าง ความกระหายบ้าง และยังต้องทนต่อโรคต่างๆและการทำร้ายจากสิ่งภายนอกอยู่เสมอๆ จึงทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกหนัก เหนื่อย เมื่อย ล้า และ เจ็บ ปวด หรือรู้สึกไม่สบายกายอยู่เสมอๆ  ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าร่างกายก็เป็นอนัตตาหรือไม่ได้เป็นร่างกายจริงๆ

สรุปได้ว่า ถ้าร่างกายจะเป็นอัตตาหรือตัวตนจริงๆแล้ว ร่างกายจะไม่ต้องอาศัยอาหาร น้ำ ความร้อนและอากาศ มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่  รวมทั้งจะไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ และตาย คือจะต้องคงอยู่หรือตั้งอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปชั่วนิรันดร (หรือเป็นอมตะ) แต่ความจริงแล้วร่างกายจะต้องอาศัยอาหาร น้ำ ความร้อนและอากาศ มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่  รวมทั้งยังมีการเกิด แก่ เจ็บ และตาย คือไม่สามารถคงอยู่หรือตั้งอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป (หรือไม่เป็นอมตะ) ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าร่างกายทั้งหลายเป็นอนัตตาหรือไม่ใช่ร่างกายจริงๆ เพราะมันเป็นแค่เพียง “สิ่งปรุงแต่ง” ที่ธรรมชาติปรุงแต่งหรือสร้างสรรค์ขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น

จิตใจเป็นอนัตตา

เมื่อเรามาพิจารณาจิตของเราตามความเป็นจริงแล้วเราจะพบว่า จิต (หรือใจ) ก็คือ “สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้” โดยจิตหรือใจนี้จะประกอบขึ้นมาจากนามธรรม ๔ อย่าง ที่จะแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันเมื่อใดก็จะทำให้จิตหรือใจหายไปทันที โดยองค์ประกอบทั้ง ๔ ของจิตก็ได้แก่

๑. การรับรู้ (วิญญาณ) ที่เกิดขึ้นตามระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกาย อันได้แก่ ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (คือเมื่อมีสิ่งต่างๆของโลกมาประทบระบบประสาทต่างๆของร่างกายเมื่อใด ก็จะเกิดการรับรู้ขึ้นมาที่ระบบประสาทนั้นทันที คือเมื่อมีรูปมาประทบตา ก็จะเกิดการรับรู้รูปขึ้นมาทันที  เมื่อมีเสียงมากระทบหู ก็จะเกิดการได้ยินเสียงขึ้นมาทันที เป็นต้น)

๒. การจำสิ่งที่รับรู้ได้ (สัญญา) คือเมื่อเกิดการรับรู้สิ่งใดขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ทันที (เพราะมีการนำสิ่งที่รับรู้นั้นมาเปรียบเทียบกับความทรงจำที่เก็บไว้ที่สมอง ถ้าเปรียบเทียบแล้วตรงกันก็จะจำได้ แต่ถ้าไม่ตรงกันก็จะจำไม่ได้หรือไม่รู้จัก)

๓. ความรู้สึก (เวทนา) คือเมื่อจำได้แล้วก็จะเกิดความรู้สึกใดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมาทันที (ความรู้สึกสรุปได้ ๓ อย่างคือ ๑. ความรู้สึกทนได้ง่ายหรือความสุข ๒. ความรู้สึกที่ทนได้ยากหรือความทุกข์ ๓. ความรู้สึกกลางๆ คือไม่ใช่ทั้งสุขและทุกข์)

๔. การปรุงแต่ง-คิดนึกของจิต (สังขาร) คือเมื่อเกิดความรู้สึกขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดการปรุงแต่งให้เกิดอาการต่างๆ เช่น รัก ชอบ โกรธ หรือพอใจ ไม่พอใจ ลังเลใจ เป็นต้น รวมทั้งเกิดการคิด หรือจินตนาการ หรือการพิจารณาขึ้นมาด้วยทันที

จากความจริงที่เราพบเห็นหรือรับรู้ได้จริงๆก็คือ จิตจะต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมาเสมอ เราไม่เคยมีจิตที่รู้สึกนึกคิดได้โดยไม่มีร่างกายเลย อีกทั้งถ้าไม่มีความทรงจำเก็บไว้ที่สมอง จิตก็จะไม่สามารถเกิดอาการต่างๆรวมทั้งการคิดพิจารณาขึ้นมาได้ (อย่างเช่นจิตของเด็กที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆที่ยังไม่มีความทรงจำ) ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าจิตเป็นอนัตตา หรือไม่ได้เป็นจิตจริงๆ เพราะมันมีลักษณะของสิ่งปรุงแต่งที่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เมื่อเหตุหรือปัจจัยของมันหายไป จิตก็จะดับหายตามไปด้วยทันที (คือเมื่อไม่มีร่างกายก็จะไม่มีจิต หรือถ้าไม่มีความทรงจำเก็บไว้ที่สมอง จิตก็เกิดขึ้นมาไม่สมบูรณ์คือคิดไม่ได้)

อีกอย่าง จิตก็มีการเกิดขึ้นและดับหายไปอยู่เสมอๆ คือเมื่อเราหลับสนิทและไม่ฝัน จิตก็จะไม่มีหรือเรียกว่าดับ แต่เมื่อเราตื่นขึ้นมาจิตจึงจะเกิดขึ้นมา ส่วนเวลาที่เราหลับแต่ยังฝันได้นั้นก็คือจิตได้เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ว่ายังไม่สมบูรณ์ และจิตก็ยังเกิดความรู้สึกสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง เปลี่ยนกันไปอยู่เสมอๆในแต่ละวัน ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าจิตนี้เป็นอนัตตาหรือไม่ใช่จิตจริงๆ เพราะมันเป็นแค่เพียง “สิ่งปรุงแต่ง” มาจากร่างกายเท่านั้น

สรุปได้ว่า ถ้าจิตจะเป็นอัตตาหรือตัวตนจริงๆแล้ว จิตจะไม่จำเป็นต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้น (คือสามารถออกจากร่างกายได้) และจะต้องเกิดความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีการดับหายไปเลยแม้สักวินาทีเดียว รวมทั้งยังจะต้องมีแต่เฉพาะความรู้สึกสุขอยู่ตลอดเวลา โดยไม่มีความรู้สึกทุกข์ใดๆเลย แต่ในความเป็นจริงนั้นจิตจะต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมาเสมอ และมีการเกิดและดับอยู่เสมอๆ รวมทั้งยังมีความทุกข์อยู่เสมอด้วย ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าจิตเป็นอนัตตาหรือไม่ใช่จิตจริงๆ เพราะมันเป็นแค่เพียง “สิ่งปรุงแต่ง” ให้เกิดขึ้นมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น

สุญญตา คือ ไม่มีตัวเราอยู่จริง

มนุษย์ทุกคนย่อมมีความรู้สึกตัว (จิตสำนึก) ว่ามีตนเองอยู่จริงๆ (คือมีตนเองเป็นชายหรือหญิง เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ มีชื่อ-นามสกุล มีนิสัย มีความจำ และมีลักษณะของร่างกาย เป็นต้น ที่แตกต่างจากคนอื่น) ซึ่งความรู้สึกตัวว่ามีตนเองนี้มันก็เกิดขึ้นที่จิต (หรือใจ) นั่นเอง ซึ่งจิตต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมาอีกที ดังนั้นเมื่อร่างกายก็ยังไม่ได้มีอยู่จริง และจิตก็ยังไม่ได้มีอยู่จริง (เพราะมันเป็นสุญญตา) ดังนั้นความรู้สึกตัวว่ามีตนเองนี้ มันก็จึงไม่ได้มีอยู่จริงตามไปด้วย

เมื่อเหตุผลมันแสดงถึงความจริงว่า “สิ่งที่เป็นตัวเราจริงๆ (คือจิตใจ) นี้มันไม่ได้มีอยู่จริง” แต่ว่าขณะนี้จิตใจมันก็ยังรู้สึกตัวว่ามีตัวเราอยู่  และขณะนี้ถ้าร่างกายของเรามันกำลังแก่ หรือเจ็บป่วย หรือกำลังจะตาย  เราก็ยังจะเกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจอย่างรุนแรง (คือเกิดความทุกข์) อยู่อีก หรือเมื่อสิ่งหรือคนที่เรารักได้จากเราไป เราก็จะยังเกิดความทุกข์อยู่อีก หรือเมื่อเราต้องประสบกับสิ่งหรือคนที่น่าเกลียดหรือน่ากลัว เราก็จะยังเกิดความทุกข์อยู่อีก หรือเมื่อเราเกิดความผิดหวัง เราก็จะยังเกิดความทุกข์อยู่อีก แล้วความรู้เรื่องสุญญตานี้จะมีประโยชน์อะไรกับเรา?

ปัญญา ๓ ระดับ

คำว่า ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ แต่ในพุทธศาสนาจะหมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์ ซึ่งความรอบรู้ในอริยสัจ ๔ นั่นเองจัดเป็นปัญญาในพุทธศาสนา และหัวใจของปัญญานั้นก็คือความรู้ในเรื่องสุญญตา ซึ่งปัญญาในพุทธศาสนานี้แยกได้ ๓ ระดับ คือ

๑. ปัญญาขั้นจำได้ (สุตมยปัญญา) คือถ้าเราได้ฟัง (หรืออ่านจากตำรา) คำสอนที่ถูกต้องมาแล้วจำได้ ก็เรียกว่าเราเกิดปัญญาขั้นต้นขึ้นมาแล้ว (แต่ถ้าเป็นคำสอนที่ผิดเพี้ยน จะไม่เรียกว่าเป็นปัญญาจริง)

๒. ปัญญาขั้นเข้าใจ (จินตามยปัญญา) คือเมื่อเราได้นำคำสอนที่ถูกต้องที่จำได้นั้นมาคิดวิเคราะห์ หรือพิจารณาหาเหตุผลอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนขึ้นมา (คือไม่พบจุดบอดหรือผิดเลย) ก็เรียกว่าเราเกิดปัญญาขั้นกลางขึ้นมาแล้ว

๓. ปัญญาขั้นเห็นแจ้ง หรือ เห็นจริง (ภาวณามยปัญญา) คือเมื่อเราได้นำสิ่งที่เราเข้าใจแล้วนั้นมาพิสูจน์ด้วยการทดลองปฏิบัติอย่างเต็มความสามารถ จนเกิดผลจริง (คือความทุกข์ได้ลดลงหรือดับลงจริงๆแม้เพียงชั่วคราว) ก็เรียกว่าเราได้เกิดปัญญาขั้นสูงสุดขึ้นมาแล้ว (ที่เรียกว่า เห็นอริยสัจ ๔ หรือ เห็นธรรม หรือ มีดวงตาเห็นธรรม)

ความรู้เรื่องร่างกายและจิตใจของเราเป็นสุญญตานั้น ถ้าเราเพียงอ่านมาหรือฟังมาแล้วจำได้มันก็แทบไม่มีประโยชน์อะไรกับเรา (คือมันยังช่วยดับทุกข์ไม่ได้) แต่ถ้าเรานำมาพิจารณาจนเกิดความเข้าใจอย่างแจ่มชัด มันก็จะเริ่มมีประโยชน์มากขึ้น เพราะมันจะช่วยให้เราปล่อยวางความยึดถือในชีวิต (ที่เรียกว่า “ตัวเรา”) และสิ่งต่างๆ (เช่น คนที่รัก ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง ที่เรียกว่า “ของเรา”) ลงได้บ้าง เมื่อสิ่งต่างๆ (คือตัวเรา-ของเรา) ได้เปลี่ยนแปลงไป เช่น ร่างกายแก่ เจ็บหรือกำลังจะตาย หรือคนที่รักได้จากไป เป็นต้น จิตใจของเราก็จะมีความเศร้าโศกหรือเสียใจหรือเป็นทุกข์น้อยลง

แต่ถ้าเราได้เคยมีการฝึกจิตให้มีสมาธิอย่างถูกต้องมาแล้วพอสมควร สมาธิและปัญญานี้ก็จะมาทำให้ความยึดถือในชีวิต (คือในตัวเรา-ของเรา) ลดน้อยลงอย่างมาก แล้วความทุกข์ก็จะลดน้อยลงอย่างมากด้วย หรือถ้าเรามีสมาธิและปัญญามาก ความทุกข์ก็จะดับลงอย่างสนิทแม้ชั่วคราวได้ตามที่เราต้องการ หรือถ้าเราหมั่นปฏิบัติสมาธิและปัญญาอยู่เสมอติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จนความเคยชินของความยึดถือ (คือในตัวเรา-ของเรา) ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกได้หมดความเคยชินไปอย่างถาวร ความทุกข์ทั้งหลายก็จะไม่กลับมาเกิดขึ้นได้อีกอย่างถาวร (หรือตลอดชีวิต)

อยู่เหนือความตาย

ความตายคือภัยหรือสิ่งที่เราทุกคนต่างหวาดกลัวอย่างที่สุด เพราะความตายทำให้เราต้องพลัดพรากจากบุคคลและสิ่งที่เรารักและพอใจทั้งหลายไปอย่างไม่มีวันกลับ รวมทั้งเราก็กลัวว่าตายไปแล้วจะต้องไปพบกับความทุกข์หรือสิ่งที่น่าหวาดกลัวอีก ซึ่งสรุปก็คือ เมื่อความตายทำให้เราเป็นทุกข์อย่างมหันต์ ดังนั้นเราจึงได้กลัวตายกันอย่างที่สุด แต่ถ้าความตายไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ เราก็จะไม่กลัวตาย

ครั้งหนึ่งได้มีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ทำอย่างไรมัจจุราช (ความตาย) จึงจะตามหาเราไม่พบ?” ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า “ให้มีสติพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า (เห็นสุญญตา) ถอนความเห็นว่า (ชีวิตนี้) เป็นตัวเรายู่ตลอดเวลา แล้วมัจจุราชจะตามหาเราไม่พบ” ซึ่งนี่ก็คือการปฏิบัติตามหลักอริยสัจ ๔ เพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันโดยสรุปนั่นเอง

การที่เรากลัวตายก็เพราะ เรามีความยึดถือว่ามีตัวเราตาย เมื่อยึดถือว่ามีตัวเราตาย ก็จะกลัวว่าตัวเราจะต้องพลัดพรากจากบุคคลและสิ่งที่เรารักไป รวมทั้งกลัวว่าเมื่อตายแล้วตัวเราจะต้องไปพบกับความทุกข์ แต่ถ้าเราเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วว่า “แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง” ก็จะทำให้เข้าใจได้ว่า มันไม่มีใครตาย อีกทั้งความยึดถือว่ามีตัวเราก็จะเบาบางลง ก็จะทำให้เรากลัวตายน้อยลง และมีความทุกข์น้อยลงเมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องตายจริงๆ

แต่ถ้าเรามีการฝึกจิตให้มีสมาธิอยู่เป็นประจำ และมีการมองเห็นสุญญตา (ความว่างจากตัวตนที่แท้จริง) ในทุกสิ่งโดยเฉพาะในร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกว่าเป็นตัวเรา-ของเรานี้อยู่ตลอดเวลา แม้เวลาที่เราจะต้องตายจริงๆ จิตใจก็จะไม่เกิดความกลัวตายเลยหรือไม่มีความทุกข์เลย เพราะไม่มีความรู้สึกตัวว่ามีตัวเราหรือตัวตนของใครตาย ซึ่งนี่ก็คือการอยู่เหนืออำนาจของความตายที่น่าหวาดกลัวที่สุด โดยใช้หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า

จิตว่าง - จิตวุ่น

จิตวุ่นก็คือจิตที่ไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ และไม่มีปัญญา จึงทำให้ความเห็นผิด (ความเห็นผิดว่ามีตัวราอยู่จริง) ที่เป็นความเคยชินที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกเกิดขึ้นมาครอบงำจิต จึงทำให้จิตเกิดการปรุงแต่งให้เกิดความยึดถือว่า “ร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเรา” ขึ้นมาพร้อมกับความทุกข์ ส่วนจิตว่างก็คือจิตที่มีสติ (ความระลึกได้) สมาธิ (จิตที่บริสุทธิ์ ตั้งมั่น อ่อนโยน) และปัญญา (ความรู้เรื่องสุญญตา) อยู่พร้อมกัน จึงทำให้ความเห็นผิดไม่เกิดขึ้น และความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเราก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อไม่มีความยึดถือ จิตก็ไม่เกิดความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็กลับคืนสู่สภาพเดิมของมัน คือ สงบ เย็น หรือที่เราเรียกกันว่า นิพพาน ที่แปลตรงๆว่า เย็น

การปฏิบัติให้เกิดจิตว่างนั้นก็สรุปอยู่ที่ การมีสติ (อยู่กับการหายใจ) ตลอดเวลา แล้วพิจารณาสิ่งทั้งหลายที่เรากำลังสัมผัสอยู่ โดยเฉพาะร่างกายกับจิตใจของเราว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นตัวเราหรือตัวตนของใครๆหรือของสิ่งใดๆจริง (สุญญตา) เพราะมันเป็นแค่เพียง “สิ่งปรุงแต่ง” ที่ธรรมชาติได้นำเอาธาตุตามธรรมชาติ (คือของแข็ง ของเหลว ความร้อน ก๊าซ) มาปรุงแต่งให้เกิดเป็นสิ่งทั้งหลายขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ตัวตนของเราหรือของใครๆหรือของสิ่งใดๆจริง (อนัตตา) และไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องแตกหรือดับหายไปในที่สุด (อนิจจัง) รวมทั้งขณะที่มันยังตั่งอยู่ มันก็ยังต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบาก (ทุกขัง) อีกด้วย” ซึ่งเมื่อเราตั้งใจพิจารณาอยู่เช่นนี้อย่างต่อเนื่อง จิตก็จะเกิดสมาธิขึ้นมาได้เอง เมื่อจิตมีสมาธิ จิตก็ปล่อยวางความยึดถือในสิ่งทั้งหลายลงทันที (การปล่อยวางก็คืออาการที่จิตไม่มี “ความพอใจ-ไม่พอใจ-ลังเลใจ” ในสิ่งทั้งหลาย) เมื่อจิตไม่มีความยึดถือ มันก็จะสงบเย็นหรือไม่เป็นทุกข์ (แม้เพียงชั่วคราว)

ถ้าเมื่อใดที่เราเผลอสติไม่ระลึกถึงปัญญา ก็จะทำให้สมาธิหายไป แล้วก็จะเป็นโอกาสให้ความเห็นผิดว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเรา ที่เป็นความเคยชินฝังอยู่ที่จิตใต้สำนึกเกิดขึ้นมาครอบงำจิตอีก จิตก็จะเกิดความพอใจหรือไม่พอใจหรือลังเลใจ (เกิดกิเลส) ต่อสิ่งทั้งหลายขึ้นมาได้อีก แล้วจิตก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที

แต่ถ้าเราสามารถปฏิบัติให้มีสติปัญญาและสมาธิเกิดขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวันนานๆ จนทำให้ความเคยชินของความเห็นผิด ว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเรา ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก ขาดความเคยชินเพิ่ม มันก็จะค่อยๆแห้งเหี่ยวตายไปของมันเอง และจะมีความเคยชินของสติปัญญาและสมาธิเกิดขึ้นมาแทน ซึ่งก็จะทำให้จิตของเราไม่กลับมาเกิดความทุกข์ขึ้นมาอีกตลอดไป (คือตลอดชีวิต)

ศีล - สมาธิ - ปัญญา

หลักในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ นั้นมีองค์ประกอบอยู่ ๘ ประการ แต่สรุปอยู่ที่ ศีล สมาธิ และปัญญา โดยศีลนั้นก็สรุปอยู่ที่ การมีเจตนาที่จะไม่ล่วงละเมิดชีวิตทรัพย์สินและกามารมณ์ (วัตถุกาม) ของผู้อื่น รวมทั้งการมีเจตนาที่จะไม่พูดโกหก คำหยาบ ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ

เมื่อมีศีลแล้วจิตของผู้มีศีลก็จะเป็นปกติ ซึ่งจิตที่ปกตินี้ก็จะเป็นพื้นฐานให้มีสมาธิ (ถ้าไม่มีศีลก็จะไม่มีสมาธิ) คือเมื่อมีศีลแล้วก็สามารถฝึกจิตให้มีสมาธิได้ง่าย โดยจิตที่มีสมาธิจะมองเห็น (เข้าใจและเห็นแจ้ง) ทุกสิ่งตามที่เป็นอยู่จริง ซึ่งการมองเห็นทุกสิ่งตามที่เป็นอยู่จริงก็คือ การมองเห็นความไม่เที่ยง มีสภาวะที่ต้องทน รวมทั้งความเป็นอนัตตาและสุญญตานั่นเอง ถ้าไม่มีสมาธิก็จะมองไม่เห็นความจริงเหล่านี้ เพราะจิตจะขาดการพิจารณาไตร่ตรองที่ต้องใช้สมาธิมาก เมื่อมีศีลสมาธิและปัญญาพร้อมแล้ว องค์ประกอบทั้งหมดในการดับทุกข์ก็จะเกิดขึ้น ก็จะทำให้ความทุกข์ดับหายไปได้ (ในกรณีที่ความทุกข์ได้เกิดขึ้นมาแล้ว) หรือไม่เกิดขึ้น (ในกรณีที่ยังไม่เกิดขึ้น) ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร (ตลอดชีวิต)

สมาธิ คือ จิตที่ตั้งมั่นอยู่เสมอ

สมาธิ แปลว่า ตั้งมั่นอยู่เสมอ คือเป็นอาการของจิตที่ตั้งใจ หรือจดจ่อ หรือจับ หรือเพ่ง อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลาได้นานๆ ซึ่งสมาธินี้มี ๒ ประเภท คือ สมาธิผิด  กับ สมาธิถูก 

โดยสมาธิผิดก็คือ สมาธิที่จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยกิเลส (คือด้วยความยินดี-ยินร้าย-ลังเลใจ) ตลอดเวลาซึ่งผลของสมาธิผิดนี้ก็คือความทุกข์ หรือความเร่าร้อนใจไปตามอำนาจของสิ่งที่กำลังเพ่งอยู่ เช่น ถ้าเพ่งอยู่ในเรื่องกามารมณ์ จิตก็จะเร่าร้อนทรมานอยู่ด้วยความพอใจในกามารมณ์ เป็นต้น

สมาธิถูกก็คือ สมาธิที่จดจ่อหรือตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วทำให้กิเลสระงับหรือดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) เช่น การเพ่งอยู่ที่การหายใจของร่างกายเราเอง หรือการตั้งใจอ่านหนังสือเรียน หรือการที่นักเรียนตั้งใจฟังสิ่งที่ครูสอน หรือการที่ครูตั้งใจสอน หรือการตั้งใจทำงานที่สุจริต หรือการที่นักวิยาศาสตร์ตั้งใจคิดค้นสิ่งที่ดีงาม เป็นต้น 

สมาธิถูกนี้จะมีลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑. บริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลส และนิวรณ์ (กิเลสอ่อนๆ) ครอบงำ

๒. ตั้งมั่น คือเข้มแข็ง ไม่มีอะไรมายั่วยวนให้หวั่นไหวได้ (คือไม่ทำให้เกิดกิเลสหรือนิวรณ์)

๓. อ่อนโยน คือ มีความสุขุมรอบครอบและมีความจำดี จึงมีประโยชน์ต่อการทำงานทุกชนิด

ผลของสมาธินี้ก็คือ ทำให้จิตมีความสุขที่ประณีต (สุขสงบ), มีสติตลอดเวลา, และเมื่อจิตไม่มีกิเลสและนิวรณ์ครอบงำ จึงทำให้อุปาทานดับหายไปด้วย เมื่อจิตไม่มีอุปาทานจึงทำให้จิตไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ก็จะทำให้นิพพาน (ความสงบเย็น) ปรากฏ (หมายเหตุ ต่อไปถ้าพบคำว่า สมาธิ ในหนังสือนี้ ก็ขอให้เข้าใจว่าหมายถึง สมาธิถูก)

ศัตรูของสมาธิ

การที่จะรู้จักสมาธิได้ถูกต้อง เราจะต้องรู้จักกับสิ่งที่ตรงข้ามหรือศัตรูของสมาธิเสียก่อน เพราะเป็นสิ่งตรงข้ามกัน คือเมื่อจิตมีสมาธิ ศัตรูของสมาธิก็จะไม่มี แต่เมื่อจิตมีศัตรูของสมาธิครอบงำ จิตก็จะไม่มีสมาธิ โดยศัตรูของสมาธินี้ก็คือสิ่งที่ขัดขวางไม่ให้จิตเกิดสมาธินั่นเอง ซึ่งศัตรูของสมาธินี้ก็ได้แก่ กิเลส ที่แปลว่า สิ่งสกปรก หรือสิ่งทำให้เกิดความสกปรก โดยกิเลสก็คืออาการของจิตที่มีลักษณะใหญ่ๆ ๓ ประการ คือ

๑. ราคะ คือ ดึงเอาเข้ามาหาตัวเอง อันได้แก่ รัก, ชอบ, พอใจ (ยินดี), อยากได้ (โลภ), ติดใจ (ราคะ) เป็นต้น

๒. โทสะ คือ ผลักออกไปจากตัวเอง อันได้แก่ ชัง, ไม่พอใจ (ยินร้าย), โกรธ (โทสะ), เกลียด (อยากทำลาย, กลัว (อยากหนี), เบื่อหน่าย, ไม่อยากได้,  เป็นต้น

๓. โมหะ คือ ยังไม่รู้ว่าจะเป็นราคะหรือโทสะ อันได้แก่ หลงไม่รู้ (โมหะ), ไม่แน่ใจ, ลังเลใจ, สงสัย, ตัดสินใจไม่ถูก, งง เป็นต้น

ปกติแล้วในชีวิตประจำวันของเรานั้นกิเลสจะไม่ค่อยเกิด (คือปกติเราจะยังไม่มีความทุกข์) จนกว่าเราจะได้พบสิ่งหรือเรื่องราวที่ทำให้เกิดความรู้สึก (เวทนา) ที่รุนแรง จึงจะเกิดกิเลสและความทุกข์ขึ้นมา (เช่นเมื่อรู้ว่าคนที่รักได้จากไป) แต่ถึงแม้กิเลสจะยังไม่มี ถ้าเราไม่มีสติปัญญาและสมาธิ จิตใจของเราก็ยังจะมีกิเลสอ่อนๆเกิดขึ้นมาครอบงำจิตอยู่เกือบจะทั้งวัน ซึ่งกิเลสอ่อนๆนี้เอง ที่ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์อ่อนๆ (คือความไม่สงบ ไม่เย็น ไม่ปกติ ไม่ปลอดโปร่ง ไม่แจ่มใส ไม่เบาสบาย หรือไม่นิพพาน) อยู่เกือบตลอดทั้งวัน ซึ่งกิเลสอ่อนๆนี้เรียกว่า นิวรณ์ ที่แปลว่า สิ่งปิดกั้นจิต ซึ่งนิวรณ์นี้จะมีอยู่ ๕ อาการ อันได้แก่

๑. กามฉันทะ ความพอใจเล็กๆน้อยๆในกามารมณ์ (โดยมีเรื่องทางเพศเป็นกามารมณ์ชนิดสูงสุด)

๒. พยาบาท ความอาฆาตหรือพยาบาทที่ฝังใจอยู่ (คือไม่ให้อภัย)

๓. ถีนมิทธะ ความหดหู่ เซื่องซึม มึนชา

๔. อุทธัจจกุกกุจจะ ความตื่นเต้นหรือความฟุ้งซ่านที่ทำให้เกิดความรำคาญใจ (ความไม่พอใจเล็กๆน้อยๆ)

๕. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในเรื่องที่เราเชื่อถืออยู่

วิธีฝึกสมาธิอย่างง่ายๆ

ตามปกติเราก็พอจะมีสมาธิกันอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่จะไม่มากพอเท่านั้น อย่างเช่น เวลาเราตั้งใจฟังครูสอน หรือตั้งใจอ่านหนังสือ เราก็จะมีสมาธิขึ้นมาแล้วโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่ก็คือสมาธิที่จำเป็นสำหรับนำมาใช้คู่กับปัญญาในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ซึ่งวิธีการฝึกให้จิตมีสมาธินั้นก็สามารถทำได้ โดยการตั้งใจในการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ในการพูด, และคิดของเราเอง หรือในการทำกิจวัตรประจำวันของเราก็ได้ หรือจะฝึกกำหนดการหายใจของร่างกายเรา หรือจะฝึกเพ่งวัตถุ เป็นต้น ก็ได้

วิธีการฝึกสมาธิที่ทำได้ง่ายและเป็นที่นิยมนั้นก็คือ กำหนดการหายใจ (ที่เรียกว่าอานาปานสติ) ซึ่งวิธีการฝึกนั้น เราจะใช้อิริยาบถใดก็ได้ แต่ถ้าเพิ่งเริ่มต้นฝึกควรใช้อิริยาบถนั่งก่อน เพราะจะทำให้เกิดสมาธิได้ง่ายกว่าอิริยาบถอื่น ส่วนวิธีการฝึกนั้นก็คือ ให้เราตั้งใจกำหนดอยู่ที่การหายใจของร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา และพยายามควบคุมให้ลมหายใจเบาและยาวอยู่ตลอดเวลา (ถ้าลมหายใจแรงและสั้นจะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ยาก) โดยระวังอย่าไปกำหนดสิ่งอื่นภายนอกร่างกาย และระวังอย่าไปคิดถึงเรื่องที่จะทำให้กิเลสและนิวรณ์เกิดขึ้นมา ซึ่งในการกำหนดการหายใจของร่างกายนี้ ขั้นต้นเราอาจจะใช้วิธีการนับการหายใจของเราไปเรื่อยๆเพื่อให้จิตสงบก็ได้ หรือจะท่องคำสั้นๆในขณะที่เรากำลังหายใจ เช่น ไม่มีเรา, ไม่มีใคร, ว่างเปล่า, ตายแน่, เกิด ดับ, อย่าโง่, อย่าบ้า เป็นต้น เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลาก็ได้ และเมื่อจิตของเราไม่มีกิเลสและนิวรณ์ รวมทั้งมีสติตลอดเวลา จิตของเราก็จะมีสมาธิขึ้นมาทันที

แต่ถ้าจิตยังไม่สงบ ให้ลองใช้วิธีคิดด้วยสติ (คือตั้งใจคิดให้เป็นคำพูดแล้วก็ตั้งใจฟังด้วย) โดยการตั้งใจคิดช้าๆด้วยประโยคสั้นๆ ในขณะที่กำลังหายใจออก แต่เมื่อหายใจเข้าก็ให้หยุดคิด (หรือจะคิดช่วงเวลาหายใจเข้าก็ได้ เมื่อหายใจออกก็ให้หยุดคิด) ซึ่งการคิดนี้ควรคิดเรื่องที่ทำให้เกิดปัญญาหรือความรู้ที่ดีงาม เช่น เรื่องความไม่เที่ยง เรื่องสภาวะที่ต้องทน เรื่องความไม่ใช่ตัวเรา หรือเรื่องความว่างจากตัวเรา หรือเรื่องการทำงาน หรือเรื่องการเรียน หรือเรื่องการเตือนตนเอง หรือเรื่องการสอนอริยสัจ ๔ เป็นต้น ซึ่งการฝึกเช่นนี้จะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ง่าย รวมทั้งยังทำให้เกิดปัญญาพร้อมๆกันไปด้วย

เราจะสังเกตได้ว่าจิตของเรามีสมาธิหรือไม่ โดยให้สังเกตได้จากการที่จิตของเราสงบหรือไม่ฟุ้งซ่านแล้ว (คือไม่มีกิเลสและนิวรณ์) และความดิ้นรนของจิตก็จะไม่มี รวมทั้งมีความสุขที่สงบ และจิตของเราก็จะมีสติอยู่ตลอดเวลาด้วย ซึ่งเมื่อจิตไม่มีกิเลสและนิวรณ์ จิตก็จะไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย เมื่อจิตไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย จิตก็จะนิพพานสูงสุด (สงบเย็นสูงสุด) เมื่อจิตนิพพานก็แสดงว่าจิตมีสมาธิแล้วอย่างสมบูรณ์

สรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าได้ทรงสรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธองค์เอาไว้ในประโยคที่ว่า

“สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรา”

คำว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง” นี้ก็หมายถึง ทุกสิ่งโดยเฉพาะจิตใจและร่างกายของเรา รวมทั้งสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับร่างกายของเราทั้งหลาย ที่เรามาสมมติเรียกกันว่าเป็นตัวเรา-ของเรานี้ ส่วนคำว่า “ไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรา” ก็หมายถึง ถ้าไปยึดถือด้วยความรักหรือความพอใจ (คือด้วยกิเลส) เข้าแล้ว ก็จะทำให้จิตใจที่ยึดถือนั้นเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที

ชีวิต (คือร่างกายกับจิตใจ) ของมนุษย์เรานี้ ก็เหมือนหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยม ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์มากมาย และถูกตั้งโปรแกรมให้มีจิตที่สามารถคิดนึกได้อย่างละเอียดและซับซ้อน รวมทั้งถูกตั้งโปรแกรมให้มีการรับรู้และรู้สึกได้ แต่ที่สำคัญคือได้ถูกตั้งโปรแกรมให้มี “ความรู้ว่ามีตัวเอง” ซ่อนมาด้วย จึงทำให้หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์นี้เกิดมี “ความรู้สึกตัวว่ามีตัวเอง” ขึ้นมา แล้วก็เกิด “ความยึดถือว่ามีตัวเอง” ขึ้นมาอีกที และเมื่อเกิดความยึดถือ จึงได้เกิดความรู้สึกที่ทนได้ยากหรือความทุกข์ขึ้นมา เพราะสิ่งที่ยึดถือนั้นมันไม่ได้เป็นตัวตนจริงๆ มันจึงได้เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของมัน เมื่อสิ่งที่ได้ยึดถือเอาไว้นั้นมันไม่เป็นไปตามที่อยากจะให้เป็น จึงทำให้จิตของหุ่นยนต์นั้นเกิดความเสียใจหรือเป็นทุกข์ขึ้นมา

แต่เมื่อหุ่นยนต์นี้ได้รับการสั่งสอนให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องว่า “แท้จริงแล้วตัวตนของตนเองไม่ได้มี ส่วนสิ่งที่รู้สึกตัวว่ามีตนเองนั้น มันเป็นเพียงระบบการทำงานของอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์และไฟฟ้าเท่านั้น” ซึ่งเมื่อเกิดความเข้าใจดังนี้แล้ว หุ่นยนต์นี้ก็จะเริ่มปล่อยวางความยึดถือว่ามีตัวตนของตนเองลง  และเริ่มปฏิบัติเพื่อทำลายโปรแกรม ที่ทำให้เกิดความรู้ว่ามีตนเอง ที่ซ่อนอยู่ในระบบของการคิดนึกด้วย ซึ่งผลของการปฏิบัตินี้ก็คือจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์นี้ไม่มีความรู้สึกที่ทรมานหรือเป็นทุกข์อีกต่อไป

สรุปได้ว่าหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั้นสรุปสั้นๆก็อยู่ที่ “ถ้ายึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา จิตใจก็จะเกิดความทุกข์ แต่ถ้าไม่ยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา จิตใจก็จะไม่เกิดความทุกข์” ซึ่งถ้าใครได้รู้เพียงเท่านี้ก็เท่ากับได้รู้พุทธศาสนาทั้งหมด ถ้าใครได้ปฏิบัติเพียงเท่านี้ก็เท่ากับได้ปฏิบัติพุทธศาสนาทั้งหมด และถ้าใครได้รับผลเพียงเท่านี้ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดในพุทธศาสนาแล้ว

จบเรื่องสุญญตา

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหนังสือ พระพุทธเจ้าสอนอะไร? จากเว็บ www.whatami.net)

ถ้าต้องการปริ้นหนังสือนี้เป็นรูปเล่ม ให้คลิ๊กที่นี่

*********************