-๔-

ธาตุพื้นฐานโลก

คำว่า ธาตุ ในทางพุทธศาสนาหมายถึง สิ่งที่มีอยู่จริง คือความจริงแล้วสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้มันไม่ได้มีตัวตน (อัตตา) อยู่จริงๆ จะมีก็เพียงสิ่งที่เรียกว่าธาตุเท่านั้นที่มีอยู่จริง คือธรรมชาติก็เอาธาตุนี่เองมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายขึ้นมา ซึ่งธาตุพื้นฐานที่มาปรุงแต่งให้เกิดสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลายขึ้นมานี้ ก็มีอยู่ ๖ ธาตุ ที่เรียกว่า ธาตุพื้นฐานโลก อันได้แก่

๑. ธาตุดิน คือคุณสมบัติที่แข็ง (ของแข็ง)

๒. ธาตุน้ำ คือคุณสมบัติที่เหลว เกาะกุมตัวเอง (ของเหลว)

๓. ธาตุไฟ คือคุณสมบัติที่ร้อน ทำลาย (ความร้อน)

๔. ธาตุลม คือคุณสมบัติที่บางเบา แผ่กระจาย (ก๊าซ)

๕. ธาตุว่าง คือคุณสมบัติที่ว่าง ไม่มีอะไร (สุญญากาศ)

๖. ธาตุวิญญาณ คือคุณสมบัติที่รับรู้สิ่งต่างๆได้ (วิญญาณ-การรับรู้)

ธาตุทั้งหมดนี้แยกเป็น รูปธาตุ กับ นามธาตุ โดยรูปธาตุก็คือ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, และธาตุลม ที่เป็นพื้นฐานปรุงแต่งให้เกิดเป็นวัตถุสิ่งของและพลังงานทั้งหลายขึ้นมาในโลก ซึ่งรูปธาตุนี้ก็ต้องอาศัยธาตุว่าง (สุญญากาศ) เพื่อตั้งอยู่ ถ้าไม่มีสุญญากาศ วัตถุทั้งหลายก็จะไม่มีที่อาศัย (ธาตุว่างไม่จัดว่าเป็นรูปธาตุหรือนามธาตุ)

ส่วนนามธาตุก็คือธาตุวิญญาณ (หรือวิญญาณ-การรับรู้) ที่ต้องอาศัยรูปธาตุที่เหมาะสมเกิดขึ้นมา (คืออาศัยร่างกายของคน สัตว์ และพืชที่เหมาะสมหรือยังไม่ตายเกิดขึ้นมา) และวิญญาณนี้เอง ที่เป็นพื้นฐานปรุงแต่งให้เกิดจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายขึ้นมา

ขันธ์ ๕

คำว่า ขันธ์ แปลว่า กอง หรือ กลุ่ม หรือ ส่วน ซึ่งชีวิตของมนุษย์เราทุกคนนี้ จะมีส่วนประกอบอยู่ ๕ ส่วน ที่เรียกว่า ขันธ์ ๕ อันได้แก่

๑. รูปขันธ์ คือส่วนที่เป็นร่างกายที่เกิดขึ้นมาจากรูปธาตุ ๔ และมีลักษณะแยกได้เป็นชายหรือหญิง

๒. วิญญาณขันธ์ คือส่วนที่เป็นการรับรู้ ที่เกิดขึ้นมาตามระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกาย

๓. สัญญาขันธ์ คือส่วนที่เป็นอาการที่จิตจำสิ่งต่างๆที่รับรู้ได้

๔. เวทนาขันธ์ คือส่วนที่เป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ทั้งหลาย

๕. สังขารขันธ์ คือส่วนที่เป็นการคิดนึกและการปรุงแต่งทั้งหลายของจิต

ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง จะต้องเรียกเต็มๆว่า รูปขันธ์ วิญญาณขันธ์ สัญญาขันธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ แต่การเรียกเช่นนี้มันยาว เราจึงมักนิยมเรียกสั้นๆแค่ว่า รูป วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร เท่านั้น อีกอย่างเรามักจะมีการเรียงลำดับว่า “รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ” ซึ่งมันฟังดูแล้วคล้องจองดี แต่การเรียงแบบนี้มันไม่เรียงตามลำดับการเกิดของแต่ละขันธ์ ดังนั้นเราต้องเรียงใหม่ให้เป็นไปตามลำดับการเกิดของแต่ละขันธ์ คือเป็น รูป วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร จึงขอให้ผู้ศึกษาเข้าใจตามนี้

ขันธ์ทั้ง ๕ นี้คือส่วนประกอบที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นชีวิตของเราทุกคน โดยขันธ์ทั้ง ๕ นี้สรุปย่อลงเป็น รูป กับ นาม ซึ่ง “รูป” ก็คือรูป (หรือร่างกาย) ที่เกิดมาจากรูปธาตุ ๔ มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ส่วน “นาม” ก็คือ วิญญาณ สัญญา เวทนา และสังขาร ที่ทำงานร่วมกันจนเกิดเป็น จิต หรือ ใจ ของเราขึ้นมา โดยรูปกับนาม (หรือร่างกายกับจิตใจ) นี้จะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ ถ้าสิ่งใดหายไป อีกสิ่งก็ย่อมที่จะแตก (คือร่างกาย) หรือดับ (คือจิตใจ) หายไปด้วยทันที คือเมื่อร่างกายตาย จิตใจก็ย่อมที่จะดับหายตามไปด้วย เพราะจิตใจต้องอาศัยร่างกายเพื่อปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา หรือเมื่อไม่มีจิตใจ ร่างกายก็จะแตก (หรือตาย) สลายไป เพราะจิตใจจะช่วยให้ร่างกายยังมีการปรุงแต่งให้มีการเจริญเติบโต และดำรงสภาพเป็นร่างกายอยู่ได้

จุดสำคัญที่สุดที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาก็คือ ให้นำขันธ์ ๕ หรือ ร่างกายกับจิตใจของเราเองจริงๆในปัจจุบันนี้มาตั้งใจพิจารณาดูว่า มันอาศัยเหตุปัจจัยอะไรมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น? และพิจารณาว่ามันเที่ยงหรือไม่เที่ยง? รวมทั้งพิจารณาว่ามันมีสภาวะที่ต้องทนอยู่อย่างยากลำบากหรือทนอยู่อย่างสบาย? ซึ่งเมื่อเราพบคำตอบนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจและเห็นแจ้งได้เองว่า ร่างกายกับจิตใจของเรานี้มันเป็นอัตตาหรืออนัตตากันแน่? โดยที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อจากใครๆหรือจากตำราใดๆ และเมื่อเข้าใจและเห็นแจ้งถึงความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะเกิดปัญญาหรือความเห็นที่ถูกต้องขึ้นมา สำหรับนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยมรรค

วิญญาณ – การรับรู้

มีคำๆหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง คือคำว่า วิญญาณ ที่หมายถึง การรับรู้  คือตามธรรมชาติแล้วร่างกายของคนเรานี้ถ้ายังดีอยู่หรือยังไม่ตาย จะมีระบบประสาทสำหรับเอาไว้ติดต่อกับสิ่งภายนอก ๖ จุด ซึ่งถ้าระบบประสาทใดยังทำงานอยู่  เมื่อมีสิ่งภายนอกที่ตรงกันกับระบบประสาทนั้นมาสัมผัส ก็จะทำให้เกิดวิญญาณ (หรือการรับรู้) ขึ้นมาที่ระบบประสาทนั้นทันที และวิญญาณที่เกิดขึ้นมานั้น ก็จะมีชื่อเรียกไปตามระบบประสาทที่เกิดขึ้นนั้น อันได้แก่

๑. จักขุวิญญาณ คือ เมื่อมีรูป (แสงจากวัตถุ) มาสัมผัสตา ก็จะเกิดการรับรู้รูป (การเห็นรูป) ขึ้นมาที่ตาทันที

๒. โสตวิญญาณ คือเมื่อมีเสียงมาสัมผัสหู ก็จะเกิดการรับรู้เสียง (การได้ยินเสียง) ขึ้นมาที่หูทันที

๓. ฆานวิญญาณ คือเมื่อมีกลิ่นมาสัมผัสจมูก ก็จะเกิดการรับรู้กลิ่น (การได้กลิ่น) ขึ้นมาที่จมูกทันที

๔. ชิวหาวิญญาณ คือเมื่อมีรสมาสัมผัสลิ้น ก็จะเกิดการรับรู้รส (การได้ลิ้มรส) ขึ้นมาที่ลิ้นทันที

๕. กายวิญญาณ คือเมื่อมี “สิ่งสัมผัสกาย” (เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) มาสัมผัสกาย ก็จะเกิดการรับรู้ “สิ่งสัมผัสกาย” ขึ้นมาทันที

๖. มโนวิญญาณ คือเมื่อมี “สิ่งสัมผัสใจ” (คือทุกสิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้นและกายรับรู้มาแล้ว รวมทั้งความรู้สึก ความจำ และการปรุงแต่งของจิต) มาสัมผัสใจ ก็จะเกิดการรับรู้ “สิ่งสัมผัสใจ” ขึ้นมาทันที

วิญญาณนี้ก็มีลักษณะเหมือนกับไฟฟ้านั่นเอง คือเมื่อหมุนไดนาโมก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้น หรือเมื่อเอาแผ่นสังกะสีกับแผ่นทองแดงจุ่มลงในน้ำกรด ก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้นมาที่แผ่นทั้งสองได้ หรือเมื่อมีแสงแดดส่องมากระทบกับแผงโซล่าเซลล์ ก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้นมาที่แผงโซล่าเซลล์นั้นได้ ซึ่งนี่ก็คือลักษณะการเกิดขึ้นของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั่นเอง

ในสมัยพุทธกาลผู้คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าวิญญาณนี้เป็นอัตตา ที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ ที่สามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วเพื่อไปเกิดใหม่ได้เรื่อยไป แต่สำหรับพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่สอนว่าวิญญาณเป็นอัตตาเช่นนั้น แต่จะสอนว่าวิญญาณ (การรับรู้) นั้นเป็นแค่เพียง “สิ่งปรุงแต่ง” ที่เกิดขึ้นมาชั่วคราวตามระบบประสาททั้ง ๖ (คือที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ของร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเท่านั้น ถ้าร่างกายตาย ก็จะทำให้วิญญาณไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ ซึ่งวิญญาณนี้เองที่เป็นพื้นฐานให้เกิดจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมา ถ้าไม่มีวิญญาณ สิ่งทั้งหลายก็จะเป็นเพียงวัตถุธรรมดาๆไป

การเกิดขึ้นของจิตใจ

ถ้าร่างกายยังไม่ตาย และจิตยังตื่นอยู่ (ไม่ได้หลับ) เมื่อมีสิ่งภายนอกมาสัมผัสระบบประสาทใดที่ยังดีอยู่และยังทำงานอยู่ ก็จะเกิดวิญญาณหรือการรับรู้ขึ้นมาที่ระบบประสาทนั้นทันที

เมื่อเกิดวิญญาณที่ระบบประสาทใดขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสมองมีข้อมูลของสิ่งที่รับรู้นั้นอยู่ก่อนแล้ว จึงจำได้ ถ้าไม่มีก็จะไม่รู้จัก หรือถ้าเคยจำได้แล้วแต่ความจำนั้นหายไปก็จะจำไม่ได้

เมื่อเกิดการจำได้แล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกจากสิ่งที่จำได้นั้นขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งความรู้สึกนี้เรียกว่า เวทนา ถ้าสิ่งที่จำได้นั้นเป็นสิ่งที่ให้ ความรู้สึกที่ทนได้ง่าย (หรือน่าพอใจ หรือที่เราเรียกกันว่า ความสุข) ก็เรียกว่า สุขเวทนา แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ให้ ความรู้สึกที่ทนได้ยาก (หรือไม่น่าพอใจ) ก็เรียกว่า ทุกขเวทนา (ซึ่งทุกขเวทนาจุดนี้ยังไม่ใช่ความทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔) และถ้าเป็นสิ่งที่ให้ ความรู้สึกที่เป็นกลางๆ (คือไม่ใช่ทั้งสุขเวทนาและทุกขเวทนา) ก็เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา 

เมื่อเกิดความรู้สึกใดขึ้นมา และจิตขณะนี้ก็ไม่มีปัญญาและสมาธิ จิตก็จะเกิดการปรุงแต่งให้เกิดกิเลสต่อไปทันที ด้วยอำนาจของเวทนาที่มายั่วยวน (คือเกิดความพอใจหรืออยากได้สุขเวทนาทันที หรือเกิดความไม่พอใจหรือไม่อยากได้ทุกขเวทนาทันที หรือเกิดความลังเลใจต่ออทุกขมสุขเวทนาทันที) และเมื่อเกิดกิเลสขึ้นมาแล้ว ใจก็จะรับรู้กิเลสนั้นอยู่ด้วย แล้วใจก็จะเกิดทุกขเวทนาที่รุนแรงซ้อนขึ้นมาอีกที ซึ่งทุกขเวทนาที่เกิดซ้อนขึ้นมาใหม่นี้ ก็คือความทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ นั่นเอง (คือมีทั้งทุกข์ซ่อนเร้นและทุกข์เปิดเผย) อีกทั้งเมื่อเกิดกิเลสขึ้นมาแล้ว จิตก็ยังมีการคิดไปต่างๆนาๆตามอำนาจกิเลสอีกด้วย แต่ถ้าเกิดความรู้สึกใดขึ้นมาแล้ว จิตก็มีสติและระลึกเอาปัญญาที่เคยมีแล้วออกมาพร้อมด้วยสมาธิ ก็จะทำให้กิเลสไม่เกิดขึ้น และความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น แม้ขณะนี้จิตจะคิดอะไรก็จะคิดด้วยปัญญา ซึ่งนี่ก็คือการเกิดขึ้นของจิตใจอย่างเป็นระบบ

กรรม - การกระทำด้วยเจตนา

          มีเรื่องที่เราควรรู้อีกเรื่องก็คือ เรื่องกรรมที่เป็นคำสอนในระดับศีลธรรม โดยเรื่องกรรมนี้ก็แยกได้ ๒ อย่าง คือ เรื่องกรรมที่เป็นเรื่องเอามาจากความเชื่อของผู้คนในสมัยพุทธกาล ที่สอนว่าเมื่อเราทำกรรมใดไว้ในชาตินี้ เราจะต้องไปรับผลในชาติหน้า และ เรื่องกรรมที่เป็นของพุทธศาสนาจริงๆที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่สอนเรื่องผลจากการกระทำของเราในปัจจุบัน ซึ่งอธิบายได้ดังนี้  

คำว่า กรรม  หมายถึง การกระทำด้วยเจตนา  ซึ่งเจตนาในที่นี้ก็คือกิเลส (คือการกระทำด้วยความอยาก  หรือด้วยความยึดถือว่ามีตัวตนผู้กระทำ) คือทุกครั้งที่เราทำอะไรลงไปด้วยกิเลส หรือมีเจตนา (ความจงใจ) ในการกระทำ จะเรียกว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น และจะมีผลเรียกว่า วิบาก (ถ้าเป็นการกระทำที่ไม่ได้ทำด้วยกิเลส ไม่เรียกว่าเป็นกรรม แต่เรียกว่าเป็น กิริยา และมีผลเป็น ปฏิกิริยา อย่างเช่นถ้าเราเดินไปเหยียบมดตายโดยไม่ได้เจตนา ก็เรียกว่าเป็นกิริยา และมีผลคือมดตายเรียกว่าเป็นปฏิกิริยา)

          โดยกรรมนี้ก็มีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่

๑. อกุศลกรรม หรือ กรรมชั่ว  หรือ การกระทำชั่ว ที่เกิดขึ้นทางกาย หรือวาจา หรือใจก็ได้ ซึ่งได้แก่การมีเจตนาในการเบียดเบียนชีวิต, ทรัพย์สิน, และกามารมณ์ของผู้อื่น, และมีเจตนาในการพูดโกหก, คำหยาบ, ส่อเสียด, เพ้อเจ้อ, รวมทั้งการที่เรามีความคิดโลภ (อยากได้สิ่งของของผู้อื่น), ความคิดโกรธ, และการมีความเห็นผิดจากธรรมนองคลองธรรม (เช่นเห็นว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่ทำชั่วกลับได้ดี เป็นต้น)  

๒. กุศลกรรม หรือ กรรมดี  หรือ การกระทำดี  ที่เกิดขึ้นได้ทางกาย หรือวาจา หรือใจก็ได้  อันได้แก่ การมีเจตนาที่จะไม่ทำกรรมชั่วทั้งปวง, การช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์หรือมีความสุขด้วยการให้ทรัพย์หรือสิ่งของบ้าง ให้ความรู้บ้าง ให้ธรรมะบ้าง  ให้โอกาสบ้าง ให้อภัยบ้าง, รวมทั้งการเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ครูอาจารย์, การเลี้ยงดูบิดามารดาให้เป็นสุข, การอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่, การทำหน้าที่การงานที่สุจริต, การปฏิบัติต่อคนรอบข้างอย่างถูกต้อง, และการปฏิบัติสมาธิ เป็นต้น

วิบาก หมายถึง ผลของกรรม  คือทุกครั้งที่เกิดกรรม ก็ย่อมที่จะมีวิบากตามมาด้วยเสมอ  ซึ่งวิบากนี้ก็คือผลที่เกิดขึ้นแก่จิตโดยตรง โดยวิบากนี้ก็มีอยู่  ๒ ประเภทตามชนิดของกรรม อันได้แก่

๑. วิบากชั่ว  หรือ ความรู้สึกที่ไม่ดี อันได้แก่ ความทุกข์ใจ ความร้อนใจ ความไม่สบายใจ เป็นต้น (วิบากชั่วนี้เรียกว่า บาป ที่หมายถึง ผลจากการทำความชั่ว)

๒. วิบากดี หรือ ความรู้สึกที่ดี อันได้แก่ ความสุขใจ ความอิ่มเอมใจ ดีใจ สบายใจ เป็นต้น (วิบากดีนี้เรียกว่า บุญ ที่หมายถึง ความสุขจาการทำความดี)

วิบากนี้จะมากเท่าไรและจะตั้งอยู่นานเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าได้ทำกรรมชนิดใด และมีเจตนาในขณะที่ทำมากหรือน้อยเพียงใด  ซึ่งวิบากนี้อาจจะให้ผลในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจากทั้ง ๓  ช่วงนี้ก็ได้ คือ

๑. ทันทีที่ทำกรรมอยู่  คือเมื่อทำกรรมใดอยู่ก็จะได้รับผลในขณะที่กำลังทำอยู่

๒. เมื่อทำกรรมเสร็จแล้ว  หรือไม่อย่างนั้นก็จะได้รับผลภายหลังจากทำกรรมนั้นเสร็จแล้ว

๓. ต่อจากนั้น  หรือไม่อย่างนั้นก็จะได้รับในเวลาต่อมาอีกก็ได้

สรุปแล้วเรื่องกรรมของพุทธศาสนานี้ก็คือ การสอนเรื่องของจิตใต้สำนึกของเรานี่เอง คือเมื่อเราทำอะไรลงไปด้วยเจตนาแล้ว  จิตใต้สำนึกมันก็จะรู้และจะเกิดความรู้สึกไปตามเจตนาที่ทำนั้นทันที โดยไม่สามารถบังคับได้  คือถ้ามีเจตนาดีจิตก็เป็นสุข แต่ถ้ามีเจตนาชั่วจิตก็เป็นทุกข์ ซึ่งนี่คือผลโดยตรงที่มีผลแน่นอนอย่างไม่มีทางหลีกหนีพ้น ส่วนผลภายนอก อันได้แก่ เมื่อทำดีแล้วก็มีคนมาชื่นชมและให้รางวัลหรือมีชีวิตเจริญรุ่งเรือง หรือเมื่อทำชั่วแล้วถูกติเตียนหรือลงโทษหรือมีชีวิตตกต่ำหรือวิบัตินั้น มันเป็นผลโดยอ้อมที่ไม่แน่นอนเพราะมันขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก อย่างเช่น ถ้าทำดีแล้วไม่มีใครรู้ก็ไม่มีใครมายกย่องหรือให้รางวัล หรือเมื่อทำชั่วแล้วไม่มีใครรู้ก็ไม่ถูกติเตียนหรือลงโทษ เป็นต้น ดังนั้นเราจึงอย่าเอาผลภายนอกนี้มาเป็นผลของกรรม เดี๋ยวจะเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ว่า “ทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่พอทำชั่วแล้วกลับได้ดี” อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจผิดกันอยู่    

เรื่องกรรมนี้เป็นเรื่องที่ ไม่ควรสนใจศึกษาสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษา (เป็นเรื่องอจินไตย) เพราะมันเอาแน่นอนไม่ได้และไม่เป็นประโยชน์แก่การดับทุกข์  อย่างเช่น ขณะนี้ถ้าเราทำกรรมดีอยู่ แต่อาจจะยังไม่ได้รับผลเป็นความสุขใจในขณะนี้ก็ได้ เพราะเราได้ทำกรรมชั่วที่รุนแรงกว่ามาก่อนหน้านี้ ดังนั้นผลของกรรมดีนี้ จึงถูกผลของกรรมชั่วนั้นหักล้างไปจนหมดเสียก่อน เราจึงไม่ได้รับผลดีจากการทำดีในขณะนี้ก็ได้ เป็นต้น ที่สำคัญเรื่องกรรมและวิบากนี้เป็นเพียงคำสอนระดับศีลธรรมของพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะยังเป็นเรื่องของความยึดถือด้วยกิเลสอยู่ หรือยังติดจมอยู่ในความทุกข์อยู่ คือถ้าทำกรรมดีก็ยังมีความทุกข์ซ่อนเร้นอยู่ แต่ถ้าทำกรรมชั่วก็จะมีความทุกข์เปิดเผย ดังนั้นถ้าเราปรารถนาความพ้นทุกข์ ก็ต้องมาปฏิบัติเพื่ออยู่เหนือกรรมทั้งหลาย โดยการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความหลุดพ้นจากความยึดถือว่ามีตัวตน ไม่ว่าจะเป็นตัวตนที่ดีหรือชั่วก็ตาม เพราะแม้จะเป็นตัวตนที่ดี ก็ยังมีความทุกข์จากความแก่ ความเจ็บ ความตายและความพลัดพราก เป็นต้นอยู่นั่นเอง

เกิดมาทำไม?

สำหรับผู้ที่เข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตแล้วว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริง” ก็จะเข้าใจได้ว่ามันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆมาเกิดตามที่เชื่อกันอยู่เลย ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วและรู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้ มันเป็นแค่เพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยโดยธรรมชาติเท่านั้น และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องมีหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติตามที่ธรรมชาติกำหนดมา ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ธรรมชาติกำหนดมา เขาก็จะต้องได้รับผลเป็นความทุกข์ทางใจและความเดือดร้อนทางกาย แต่ถ้าใครปฏิบัติหน้าที่ตามที่ธรรมชาติกำหนดมาได้อย่างถูกต้อง เขาก็จะไม่มีความทุกข์ทางใจและไม่มีความเดือดร้อนทางกาย ซึ่งหน้าที่ของคนเรานั้นก็สรุปอยู่ที่ การดูแลรักษาร่างกายไม่ให้เกิดความทรมาน และดูแลรักษาจิตใจไม่ให้เกิดความทุกข์

หน้าที่ในการดูแลรักษาร่างกายนั้นก็สรุปอยู่ที่ การแสวงหาปัจจัย ๔ มาบริหาร่างกาย และการดูแลร่างกายไม่ให้ได้รับความทรมาน ซึ่งก็หมายถึงการเรียนของเด็ก, การทำหน้าที่และการงานของผู้ใหญ่, การแสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้เอาตัวรอดในสังคมและโลก, การออกกำลังกาย, การป้องกันหรือระวังโรคและภัยที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย, การรักษาโรคและภัยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย, และการดูแลรักษาครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลกให้มีความสงบสุข, รวมทั้งการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้เสียหาย และเมื่อเราได้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาร่างกายอย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะได้รับผลที่ดี คือมีความสุขสบายของร่างกาย และมีความทุกข์ทรมานของร่างกายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นสิ่งตอบแทน

แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาร่างกายให้ถูกต้อง เช่น ไม่ออกกำลังกาย, เอาสารเคมีเป็นพิษหรือสิ่งเสพติดเข้าสู่ร่างกาย, ไม่รักษาโรคที่เกิดกับร่างกาย, ไม่ระวังหรือป้องกันภัยที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย, ไม่เรียนหนังสือ, ไม่ทำหน้าที่การงาน, ไม่แสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้เอาตัวรอดในสังคมและโลก, ไม่ดูแลบุคคลในครอบครัว, ไม่ดูแลสังคม, ไม่ดูแลประเทศชาติ, ไม่ดูแลโลก, และไม่ดูแลรักษาสภาพแวดล้อม เราก็จะได้รับผลที่เลวร้าย คือมีความทุกข์ทรมานของร่างกายมาก เป็นสิ่งตอบแทน

ส่วนหน้าที่ในการดูและรักษาจิตใจนั้นก็สรุปอยู่ที่ การแสวงหาความรู้ในเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจ และการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ซึ่งการแสวงหาความรู้ในเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจนี้ก็คือ การศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตตามหลักอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้นี่เอง ส่วนการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันนั้นก็คือ การปฏิบัติตามหลักอริยมรรค เพื่อดับทุกข์ของจิตใจที่กำลังเกิดอยู่ให้ดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) และเพื่อทำลายต้นตอของความทุกข์ ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร เพื่อที่ความทุกข์จะได้ไม่กลับมาเกิดกับจิตใจของเราอีกอย่างถาวร (คือตลอดชีวิต)

ถ้าเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาจิตใจนี้ได้อย่างถูกต้อง เราก็จะได้รับผลเป็นความไม่มีทุกข์ (นิพพาน) ของจิตใจในปัจจุบัน (ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร) แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาจิตใจนี้อย่างถูกต้อง เราก็จะได้รับผลเป็นความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน

สรุปได้ว่า เราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ หน้าที่จึงจัดเป็นสิ่งสูงสุดของชีวิต ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง เราก็จะถูกธรรมชาติลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อนแก่ร่างกาย และเกิดความทุกข์แก่จิตใจ แต่ถ้าเราปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง เราก็จะได้รางวัลจากธรรมชาติ คือความปกติสุขของร่างกาย และความสงบเย็น (นิพพาน) ของจิตใจ

ความเห็นผิด ๒ อย่าง

ความเห็น (หรือความเข้าใจ) ในเรื่องของชีวิตนั้น พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ว่า มีความเห็นผิดอยู่ ๒ อย่าง ที่เราต้องระวังอย่าให้เกิดขึ้นมา อันจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดต่อคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้ ซึ่งความเห็นผิดทั้ง ๒ นั้นก็คือ

๑. สัสสตทิฏฐิ คือ ความเห็นว่ามีตัวตนมาสืบต่อไว้เรื่อยไป คือเป็นความเห็นว่าจิตใจของเรานี้มันเป็นอัตตาหรือตัวตนจริงๆ และเชื่อว่าเมื่อร่างกายตายไปแล้ว ตัวตนนี้จะยังมีการเกิดขึ้นมาใหม่ได้อีกเรื่อยไป เพื่อมารับผลจากการกระทำของเราในชาตินี้ ซึ่งความเห็นนี้ก็ต้องมีเรื่องนรก สวรรค์ เทวดา นางฟ้า และกรรมชนิดข้ามภพข้ามชาติมารองรับด้วย ซึ่งคนที่มีความเห็นเช่นนี้มักจะชอบทำความดี ไม่ชอบทำความชั่ว เพื่อที่จะได้ไปเกิดใหม่แล้วมีชีวิตที่ดี

๒. อุจเฉททิฏฐิ คือ ความเห็นว่าขาดสูญ คือเป็นความเห็นว่ามันไม่มีตัวตนใดๆเลยในชีวิตทุกชีวิต และไม่เชื่อว่าตายแล้วจะมีการเกิดใหม่ได้อีกอย่างพวกสัสสตทิฏฐิ รวมทั้งเชื่อว่าการกระทำทั้งหลายไม่มีผลใดๆ ซึ่งคนที่มีความเห็นเช่นนี้จะแสวงหาความสุขเฉพาะในปัจจุบันให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าตายแล้วจะไม่ได้เสพความสุขอีก ซึ่งคนที่มีความเห็นเช่นนี้มักจะไม่กลัวการทำความชั่ว แต่ก็ไม่ชอบทำความดี เพราะเชื่อว่าไม่มีผลใดๆไม่ว่าจะในปัจจุบันหรือในอนาคต

ความเห็นทั้งสองนี้พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เพราะเป็นความเห็นที่สุดโต่งไปในทางมีกับไม่มี คือพวกที่มีความเห็นว่า “มีตัวตน” (อัตตา-ตัวตนที่แท้จริง) ก็จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวตนอยู่จริงๆ จึงยังทำให้ไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ ส่วนพวกที่มีความเห็นว่า “ไม่มีตัวตนเลย” (นิรัตตา-ไม่มีตัวตนเลย) นั้น ก็ยังจะเกิดความยึดถือว่ามีตัวตนอยู่ด้วยเหมือนกัน คือเป็นตัวตนที่มีความเห็นว่าไม่มีตัวตนใดๆ  ดังนั้นจึงยังทำให้ไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้อีกเหมือนกัน

 ส่วนความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ) นั้นก็คือความเห็นว่า มันไม่มีตัวตนของเราอยู่จริงๆ (อนัตตา-ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง) ส่วนที่เรารู้สึกว่ามีตัวเราอยู่นี้ มันเป็นเพียงการปรุงแต่งของธรรมชาติ ให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาชั่วคราวเท่านั้น และจิตที่รู้สึกว่ามีตัวเรานี้ถ้าทำดีมันก็จะเกิดความสุขใจ แต่ถ้าทำชั่วมันก็จะเกิดความทุกข์ใจ  (คือไม่ใช่ต้องไปรับผลในชาติหน้าอย่างพวกสัสสตทิฏฐิ และก็ไม่ใช่ว่าไม่ต้องรับผลใดๆเลยอย่างพวกอุจเฉททิฏฐิ) ซึ่งความเห็นว่าไม่มีตัวเราอยู่จริงนี้ จะไม่ทำให้เกิดความยินดี-ยินร้าย (หรือกิเลส) ขึ้นมา แล้วก็ไม่ทำให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวตนใดๆพร้อมกับความทุกข์ขึ้นมา เพราะมันเป็นปัญญาที่เข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตตามที่มันเป็นอยู่จริง

 

ภาค ๖ อริยะชน

อนุสัย-ความเคยชิน

เมื่อสรุปเหตุผลที่มาผลักดันกันจนทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาแล้วจะได้ว่า “เพราะมีสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน (หรือความรู้ว่ามีตัวเอง) อยู่ในจิตใต้สำนึก จึงทำให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเอง (หรือตัวเรา) อยู่จริงๆ เมื่อมีสิ่งหรือเรื่องราวจากภายนอกมาสัมผัส ก็จะเกิดความรู้สึกที่ทนได้ง่าย (สุขเวทนา) บ้าง หรือความรู้สึกทนได้ยาก (ทุกขเวทนา) บ้างขึ้นมา แล้วก็จะเกิดกิเลสและความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาพร้อมความทุกข์ทันที” ซึ่งจุดสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือ เรื่องการเกิดกิเลส ว่าทำไมเมื่อมีสิ่งหรือเรื่องราวภายนอกมากระทบจิต จึงทำให้กิเลสเกิดขึ้นมา? เพื่อที่เราจะได้หาวิธีระงับหรือป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น

การที่กิเลสได้เกิดขึ้นมาอย่างรุนแรงและรวดเร็วจนเราแทบไม่รู้ตัว และควบคุมไม่ได้นั้น ก็เกิดมาจาก อนุสัย ที่แปลว่า ความเคยชิน คือเมื่อกิเลส (รวมทั้งนิวรณ์) ได้เกิดขึ้นแล้วและดับหายไปจากจิตครั้งใด มันจะทิ้งความเคยชินเอาไว้ให้แก่จิตใต้สำนึกหน่วยหนึ่งเสมอ ยิ่งถ้าจิตของเราเคยเกิดกิเลสมาแล้วบ่อยๆหรือนานหลายปีหรือหลายสิบปี อนุสัยหรือความเคยชินของกิเลสก็จะยิ่งมีมากในจิตใต้สำนึก และเมื่อใดที่จิตของเราได้สัมผัสกับสิ่งหรือเรื่องราวภายนอก ที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ทนได้ง่ายหรือทนได้ยากขึ้นมาอีก กิเลสมันก็จะเกิดขึ้นมาได้เองอย่างรวดเร็วและรุนแรงทันที ตามความเคยชินของมัน โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจหรืออยากจะให้มันเกิด ซึ่งนี่ก็คืออาการที่เรียกว่า อาสวะกิเลส ที่หมายถึง กิเลสที่ไหลล้นทะลักกันออกมาจากความเคยชิน ที่ได้สั่งสมเอาไว้ในจิตใต้สำนึก

สังโยชน์-เครื่องผูกจิต

จากการที่เราไม่สามารถควบคุมจิตใต้สำนึกได้ แล้วมันก็ไหลทะลักออกมาเป็นกิเลส จนทำให้เราเกิดความทุกข์อยู่เสมอนี้เอง ที่เรียกว่าเป็นอาการของ สังโยชน์ ที่แปลว่า เครื่องผูก คือมันจะผูกมัดจิตของเราเอาไว้ให้จมติดอยู่กับความทุกข์ตลอดไป   ซึ่งสังโยชน์นี้ก็สรุปได้ ๑๐ ชั้น อันได้แก่

๑. สักกายทิฎฐิ  ความเห็น (ความเข้าใจ) ว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นตัวตนที่แท้จริง (อัตตา)

๒. วิจิกิจฉา    ความไม่แน่ใจในสิ่งหรือคำสอนที่เชื่อถืออยู่ (คือในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และการปฏิบัติของเรา) ว่ามีจริงหรือไม่? ถูกต้องหรือไม่?

๓. สีลัพพตปรามาส  การปฏิบัติศีลและข้อปฏิบัติต่างๆที่ผิดจากจุดมุ่งหมายที่แท้จริง (คือไม่ได้มุ่งตรงไปเพื่อการดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน)

๔. กามราคะ    ความติดใจในความสุขจากกามารมณ์

๕. ปฏิฆะ   ความกระทบกระทั่งแห่งจิต (เช่นความโกรธ ความอึดอัดขัดเคืองใจ)

๖. รูปราคะ   ความติดใจในความสุขจากสิ่งที่เป็นพวกวัตถุหรือสิ่งของต่างๆ

๗. อรูปาราคะ  ความติดใจในความสุขจากชื่อเสียงเกียรติยศหรือจากสมาธิ

๘. มานะ  ความถือตัวเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าเหนือกว่า หรือเสมอ หรือต่ำกว่า

๙. อุจธัจจะ  ความฟุ้งซ่านหรือความตื่นเต้นเล็กๆน้อย

๑๐. อวิชชา  ความโง่สูงสุด ซึ่งสรุปอยู่ที่สัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน

สังโยชน์  ๓   ตัวแรกนั้นยังเป็นแค่ความเห็นหรือความเข้าใจผิด ที่สามารถทำลายได้ง่าย โดยการศึกษาให้เกิดความเห็นหรือความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “มันไม่ได้มีสิ่งที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ (ที่เรียกว่าสุญญตา)  อยู่ในร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกว่าตัวเรานี้เลย” เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้แล้ว สักกายทิฏฐิก็จะหมดสิ้นไป และเมื่อมีการทดลองปฏิบัติตามหลักอริยมรรค จนความทุกข์ได้ดับลงและนิพพานก็ปรากฏจริงๆแล้ว (แม้เพียงชั่วคราว) ก็จะทำให้วิจิกิจฉากับสีลัพพตปรามาสหมดสิ้นไป แล้วก็จะเกิด สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) หรือเกิด ดวงตาเห็นธรรม ขึ้นมา แต่ถ้าจิตเผลอสติเมื่อใด ความเห็นว่ามีอัตตา ก็จะยังกลับมาเกิดขึ้นได้อีกเรื่อยไป จากความเคยชินที่ยังมีอยู่ในจิตใต้สำนึก แต่มันก็ยังระวังไม่ให้เกิดขึ้นหรือทำให้ที่มันเกิดขึ้นมาแล้วให้มันหายไปได้ง่าย (แม้เพียงชั่วคราว) เพียงแค่มีสติมาระลึกถึงความเป็นสุญญตาในร่างกายและจิตใจของเราเอง รวมทั้งของคนอื่นและของสิ่งทั้งหลายเท่านั้น ส่วนสังโยชน์ที่เหลือมันต้องอาศัยความเพียรพยายามในการปฏิบัติ ตามหลักอริยมรรคอย่างจริงจังและต่อเนื่องนานๆจึงจะทำลายได้ เพราะมันเป็นความเคยชินที่เราสั่งสมมานมนานแล้วตั้งแต่เกิด โดยความเคยชินที่กำจัดยากที่สุดก็คือสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน (อวิชชา) ถ้าสามารถทำลายความเคยชินตัวสุดท้ายนี้ได้ จิตก็จะเป็นจิตที่บริสุทธิ์อย่างถาวรและมีนิพพานสูงสุดและถาวร คือไม่มีความทุกข์อย่างถาวร (คือตลอดชีวิต)  

พระอริยะบุคคล

ปุถุชน หมายถึง คนที่ยังมีกิเลสหนาแน่น (คือยังไม่เห็นแจ้งอริยสัจ ๔ หรือยังไม่มีดวงตาเห็นธรรม) ซึ่งปุถุชนนี้ก็มีทั้งปุถุชนดี (คนที่ชอบทำความดี) และปุถุชนเลว (คนที่ชอบทำความชั่ว) ซึ่งตามธรรมดาแล้วความทุกข์ของปุถุชนนั้นก็มีทั้งอย่างรุนแรงและไม่รุนแรง ซึ่งความทุกข์ของปุถุชนนั้นมันก็สามารถที่จะระงับ หรือดับลงเองอย่างชั่วคราวได้ตามธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่ปุถุชนไม่สามารถควบคุมให้มันระงับหรือดับลงได้ตามที่ต้องการเท่านั้น

อริยะชน หรือ พระอริยะ นั้นจะหมายถึง บุคคลที่ประเสริฐ ซึ่งบุคคลที่เป็นพระอริยะก็คือผู้ที่เห็นแจ้งอริยสัจ ๔ แล้ว (คือมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว) และมีกิเลสน้อยจนถึงไม่มีเลย ซึ่งพระอริยะนี้มี ๔ ระดับ โดยแต่ละระดับนั้นจะสามารถทำลายสังโยชน์ได้แตกต่างกันและดับทุกข์ได้แตกต่างกันไป ตามการปฏิบัติของแต่ละบุคคล อันได้แก่

๑. พระโสดาบัน คือผู้ที่สามารถทำลายสังโยชน์ที่เป็นความเห็นผิด ๓ ตัวแรกได้แล้ว แต่ก็ยังอาจเผลอขาดสติ (คือลืมระลึกถึงปัญญา จึงทำให้สักกายทิฏฐิเกิดขึ้นมาได้อีกเรื่อยๆ ตามความเคยชินจากจิตใต้สำนึก) ได้บ่อยๆ จนทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นได้บ่อยๆ แต่ไม่นานก็จะมีสติและระลึกถึงปัญญาขึ้นมาได้ และนิพพานได้ (ชั่วคราว) ในที่สุด ซึ่งพระโสดาบันนี้ยังมีครอบครัวได้ เพราะยังละกามราคะไม่ได้

. พระสกิทาคามี ก็คือพระโสดาบันที่ปฏิบัติมากขึ้น จนสามารถดับทุกข์ได้ทันทีทุกครั้งที่ความทุกข์ได้เกิดขึ้น คือเพียงดับได้เร็วกว่าพระโสดาบันเท่านั้น ส่วนสังโยชน์ยังทำลายได้เท่าพระโสดาบัน

๓. พระอนาคามี ก็คือพระสกิทาคามีที่ปฏิบัติมากขึ้น จนสามารถทำลายสังโยชน์ได้ ๗ ตัว ซึ่งพระอนาคามีนี้จะมีสติอยู่ตลอดเวลาและไม่มีความทุกข์แล้ว จะมีก็เพียงความรู้สึกถือตัวและความฟุ้งของจิตรบกวนจิตอยู่บ้างเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งพระอนาคามีนี้จะไม่มีครอบครัวแล้ว เพราะไม่มีกามราคะแล้ว

๔. พระอรหันต์  ก็คือพระอนาคามีที่ปฏิบัติมากขึ้น จนสามารถทำลายสังโยชน์ได้ทั้งหมดแล้วอย่างสิ้นเชิง (ถาวร) และจะมีสติสมบูรณ์ (คือมีติดต่อกันอยู่ตลอดเวลา) จนทำให้ความทุกข์ทั้งหลายดับลงแล้วอย่างสนิทและอย่างถาวร และมีนิพพานสูงสุด หรือสงบเย็นอย่างสูงสุดและถาวรหรือตลอดชีวิต

ความจริงแล้วพระอริยะบุคคลเหล่านี้ ก็ไม่มีใครที่จะมายึดถือว่าตัวเองเป็นใครหรือเป็นอะไร เพราะท่านมีความเห็นแจ้งในชีวิตแล้วว่า “มันไม่ได้มีตัวตนของใครๆอยู่จริง” ถ้าจิตใดยังมีความยึดถือว่ามีตัวเองเป็นพระอริยะอยู่ ก็หมายความว่าจิตนั้นยังมีกิเลสครอบงำอยู่อย่างลึกซึ้ง ยังไม่ได้เป็นพระอริยะตามที่สมมติจริง ซึ่งพระอริยะทั้งหลายนี้ จะมีหน้าที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือ ช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์และช่วยโลกให้มีสันติภาพ ด้วยการสอนให้มวลมนุษย์ตื่นขึ้นมารู้แจ้งชีวิต โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆแม้คำว่าขอบคุณ ซึ่งผลจากการปฏิบัติหน้าที่นี้ก็คือ ความสงบเย็นหรือนิพพานอันเป็นผลที่ธรรมชาติตอบแทนมาให้

จากเรื่องพระอริยะบุคคลนี้ บางคนอาจจะคิดว่า เรื่องความพ้นทุกข์แล้วมีผลเป็นความสงบเย็นเพียงแค่นี้ เป็นเรื่องง่ายๆหรือธรรมดาเกินไป หรือไม่น่าตื่นเต้น ไม่น่าสนใจ มันน่าจะมีผลอะไรที่ยิ่งไปกว่านี้ เช่น ได้บรรลุถึงความเป็นตัวตนอมตะ ที่มีแต่ความสุขและไม่มีความทุกข์ใดๆอยู่ชั่วนิรันดร หรือบรรลุเป็นผู้วิเศษ หรือได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่และมีผู้คนเคารพนับถือมากๆ ตามที่ปุถุชนทั้งหลายอยากจะเป็น แต่ถ้าเราจะเข้าใจความเป็นอนัตตาอย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะพบว่า “เมื่อไม่มีอะไรที่จะมาเป็นตัวเราจริงๆ แล้วจะอยากได้อะไรไปเพื่อใคร?” แต่ถึงแม้จะได้ก็ “ไม่มีใครที่ได้จริงและไม่มีอะไรที่ได้จริง เพราะทุกสิ่งมันไม่ได้มีอยู่จริง” ดังนั้นเพียงแค่จิตมันไม่มีความทุกข์เท่านี้ ก็นับว่าเป็นสิ่งสูงสุดสำหรับชีวิตที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงแล้ว

บารมี ๑๐

การปฏิบัติตามหลักอริยมรรคของอริยสัจ ๔ นั้นก็สรุปอยู่ที่ การระวังจิตไม่ให้กิเลสและนิวรณ์เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลาที่จิตตื่นอยู่ และในขณะเดียวกันก็มีสติระลึกถึงเฉพาะเรื่องที่ทำให้เกิดปัญญาอย่างตั้งใจที่สุด (ความตั้งใจก็คือสมาธิ)  ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ก็จะทำให้ ความเคยชินของกิเลสที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกขาดอาหาร (คือขาดความเคยชินเพิ่ม) ซึ่งมันก็จะค่อยๆแห้งเหี่ยวตายไปของมันเอง และขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นการสร้างความเคยชินของปัญญาและสมาธิให้แก่จิตใต้สำนึกอยู่ด้วยในตัว ซึ่งความเคยชินของปัญญาและสมาธินี้ เป็นความเคยชินที่เป็นประโยชน์ (คือช่วยให้พ้นทุกข์และพบนิพพาน) จึงได้เรียกเสียใหม่ว่าเป็น บารมี ที่หมายถึง คุณสมบัติที่นำไปสู่นิพพาน  ซึ่งบารมีนี้ก็มีอยู่ ๑๐ บารมีด้วยกัน อันได้แก่

๑. ทานบารมี คือมีการให้หรือสละออกไปเพื่อลดความเห็นแก่ตัว

๒. ศีลบารมี คือมีการตั้งใจที่จะละเว้นการเบียดเบียนสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย

๓. เนกขัมมบารมี คือมีการตั้งใจที่จะหลีกหนีเรื่องกามารมณ์ที่ให้ความสุขสูงสุดและเป็นสิ่งยั่วยวนให้ติดอยู่ในความทุกข์อย่างที่สุด

๔. ปัญญาบารมี คือมีความรู้ในสิ่งที่ควรรู้ และมีเหตุผล ยอมรับความจริง ไม่งมงาย

๕. ขันติบารมี คือมีความอดทนอดกลั้นต่อสิงที่มายั่วยวนให้เกิดกิเลส

๖. วิริยะบารมี คือมีความเพียรพยายามอย่างกล้าหาญที่จะกำจัดกิเลสอย่างไม่กลัวตาย

๗. สัจจะบารมี คือมีความจริงใจ ซื่อสัตย์

๘. อธิฐานบารมี คือมีความตั้งใจมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง

๙. เมตตาบารมี คือมีความเป็นมิตรกับทุกคนเสมอหน้า หรือไม่เป็นศัตรูกับใครๆ

๑๐. อุเบกขาบารมี คือมีการปล่อยวาง ไม่ยึดติดในสิ่งใดๆ

บารมีทั้ง ๑๐ นี้เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นในการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ ตามหลักอริยมรรคของอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า ถ้าเราสั่งสมบารมีจนเต็ม เราก็จะบรรลุถึงนิพพานสูงสุดได้ (คือพ้นทุกข์ถาวร) แต่ถ้าบารมียังไม่เต็ม ก็จะพบเพียงนิพพานขั้นต้น (คือเพียงชั่วครั้งชั่วคราว) เท่านั้น ซึ่งผู้ที่ปรารถนานิพพานถาวร ก็ต้องพยายามสั่งสมบารมีทั้ง ๑๐ นี้ให้มาก โดยเริ่มจากการเป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักเสียสละเพื่อผู้อื่น มีความตั้งใจที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่ลุ่มหลงเรื่องกามารมณ์ พร้อมทั้งเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้ มีเหตุผล ยอมรับความจริง ต่อจากนั้นจึงมีความอดทน และมีความพยายามในการปฏิบัติเพื่อกำจัดรากเหง้าของกิเลสด้วยความซื่อสัตย์จริงใจ และมีความตั้งใจมั่นคงที่จะพ้นทุกข์ พร้อมกันนั้นก็ต้องมีความเป็นมิตรกับทุกคนอย่างเสมอหน้า และรู้จักปล่อยวางความยึดถือในสิ่งทั้งหลายของโลก ซึ่งการปฏิบัติอริยมรรคอย่างจริงจังเคร่งครัดนั่นเอง ที่เป็นการสั่งสมบารมีทั้ง ๑๐ ให้เต็มได้โดยตรง 

การนำอริยสัจ ๔ มาใช้ในชีวิตประจำวัน

อริยสัจ ๔ เป็นหลักการดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน (อันได้แก่ ความเศร้าโศกหรือเสียใจ ความคับแค้นใจ ความไม่สบายใจ ความหนักเหนื่อยใจ เป็นต้น) ซึ่งความทุกข์นี้เป็นภัยอันใหญ่หลวงของมนุษย์ที่สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ โดยใช้ปัญญาที่เป็นความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิต (ว่าแท้จริงมันไม่มีตัวเรา) มาทำงานร่วมกับสมาธิ โดยมีศีลเป็นพื้นฐาน ซึ่งแค่เพียงมีปัญญาขั้นเข้าใจ ก็ทำให้ความทุกข์ที่เคยมีอยู่มากมาย (ที่เกิดจากอุปาทานหรือการแบกโลกเอาไว้) ลดน้อยลงแล้ว และถ้ายิ่งมีสมาธิมาช่วย ก็จะยิ่งทำให้ความทุกข์ระงับหรือดับลงได้อย่างสนิท

ส่วนวิธีการปฏิบัติโดยสรุปก็คือ ถ้ามีเวลาว่างก็ให้ฝึกจิตให้มีสมาธิและพิจารณาร่างกายและจิตใจของเรา รวมทั้งสิ่งต่างๆที่เราสนใจ ถึงความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และสุญญตาอยู่เสมอ แต่เมื่อต้องใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องพบปะผู้คน ก็ให้มีสติมองเห็นความว่างจากตัวตนที่แท้จริง ในทุกสิ่งที่กำลังสัมผัสอยู่เสมอ (เห็นสุญญตา) ซึ่งถ้าจิตมีกำลังสมาธิมากพอ ก็จะทำให้ความทุกข์ที่ยังไม่เกิดก็จะไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับหายไป แต่ถ้ากำลังสมาธิไม่มากพอจนทำให้ความทุกข์ยังเกิดขึ้นอีก ก็ต้องกลับไปฝึกสมาธิมาใหม่ แต่ถ้าฝึกแล้วสมาธิไม่เกิด ก็ต้องสำรวจตัวเองว่าขาดศีลข้อใด ถ้าพบว่าขาดศีลข้อใดก็ต้องพยายามรักษาศีลข้อนั้นให้ได้

 สรุปได้ว่า การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ นั้นก็คือการมองโลกด้วยปัญญาที่เห็นแจ้งชีวิต โดยมีสมาธิมาช่วยและมีศีลเป็นพื้นฐาน ซึ่งทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดหรือนับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม ถ้าเข้าใจหลักอริยสัจ ๔ แล้วก็สามารถนำเอาหลักอริยสัจ ๔ นี้มาปฏิบัติได้ทันทีโดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับใครและไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ

สันติภาพเกิดขึ้นได้ถ้ามนุษย์เข้าใจเรื่องอนัตตา

หลักอนัตตาและอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ นอกจากจะนำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจมนุษย์ได้แล้ว ยังนำมาใช้สร้างสันติภาพให้แก่โลกได้อีกด้วย คือสาเหตุที่โลกมีแต่วิกฤตการณ์ ก็เป็นเพราะมนุษย์ถูกสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน (คือความรู้ว่ามีตัวเอง) ครอบงำ จึงทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองขึ้นมา เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวเอง จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงๆขึ้นมา, เมื่อมีความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงๆ ก็จึงทำให้มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวจัด, และเมื่อมีความเห็นแก่ตัวจัด จึงทำให้เกิดความโลภ (อยากได้สิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตน) และโกรธ (อยากทำลายสิ่งที่ไม่น่าพอใจ), อันส่งผลทำให้เกิดการเบียดเบียนทั้งมนุษย์สัตว์และป่าไม้ขึ้นมาอย่างมโหฬาร รวมทั้งยังทำลายทรัพยากรและพลังงานของโลกให้หมดสิ้นไปอย่างไร้คุณค่า และทำลายสิ่งแวดล้อมให้เสียหาย รวมทั้งยังสร้างมลภาวะให้แก่โลกอย่างมากมาย  จนทำให้โลกมีแต่วิกฤติการณ์ทั้งทางสังคมและสภาพแวดล้อมเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย แล้วก็ทำให้สันติภาพของโลกหายไปอย่างเช่นในปัจจุบัน

ส่วนวิธีสร้างสันติภาพตามหลักพุทธศาสนา ก็ทำได้โดยการสอนให้มนุษย์มีความเข้าใจถึงเรื่องความเป็นอนัตตาของชีวิตอย่างถูกต้อง (มีสัมมาทิฏฐิ) ว่า “มันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอยู่จริง ถ้าใครมายึดถือว่าเป็นตนเองจริงๆ ก็จะทำให้จิตใจเป็นทุกข์และทำให้ชีวิตเดือดร้อน รวมทั้งทำให้โลกเกิดวิกฤตการณ์” เมื่อมนุษย์เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเช่นนี้แล้วก็จะทำให้ “ความเห็นแก่ตัว” ลดน้อยลง, แล้วความโลภและโกรธก็จะลดน้อยลง, แล้วการเบียดเบียนมนุษย์สัตว์และป่าไม้ก็จะลดน้อยลง รวมทั้งการทำลายทรัพยากรและพลังงานและสิ่งแวดล้อมก็จะลดน้อยลง และเมื่อการเบียดเบียนกันลดน้อยลง ก็จะทำให้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์สัตว์และป่าไม้ รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็จะเกิดขึ้นมาแทน เพราะมนุษย์มีความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์รวมทั้งพืชทั้งหลายด้วยความจริงใจ และเมื่อการเบียดเบียนกันลดน้อยลง รวมทั้งมีการช่วยเหลือกันมากขึ้น วิกฤตการณ์ต่างๆของโลกก็จะลดน้อยลง และเมื่อวิกฤตการณ์ต่างๆลดน้อยลงมากๆ สันติภาพก็จะกลับคืนมาได้หลังจากที่ได้เสียมันไป

จบริบูรณ์

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ จาก www.whatami.net)


***ถ้าต้องการปริ๊นหนังสือนี้เป็นรูปเล่มให้คลิ๊กที่นี่***