-๔-

ธาตุพื้นฐานโลก

คำว่า ธาตุ ในทางพุทธศาสนาหมายถึง สิ่งที่มีอยู่จริง คือความจริงแล้วสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้มันไม่ได้มีตัวตน (อัตตา) อยู่จริงๆ จะมีก็เพียงสิ่งที่เรียกว่าธาตุเท่านั้นที่มีอยู่จริง คือธรรมชาติก็เอาธาตุนี่เองมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายขึ้นมา ซึ่งธาตุพื้นฐานที่มาปรุงแต่งให้เกิดสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลายขึ้นมานี้ ก็มีอยู่ ๖ ธาตุ ที่เรียกว่า ธาตุพื้นฐานโลก อันได้แก่

๑. ธาตุดิน คือคุณสมบัติที่แข็ง (ของแข็ง)

๒. ธาตุน้ำ คือคุณสมบัติที่เหลว เกาะกุมตัวเอง (ของเหลว)

๓. ธาตุไฟ คือคุณสมบัติที่ร้อน ทำลาย (ความร้อน)

๔. ธาตุลม คือคุณสมบัติที่บางเบา แผ่กระจาย (ก๊าซ)

๕. ธาตุว่าง คือคุณสมบัติที่ว่าง ไม่มีอะไร (สุญญากาศ)

๖. ธาตุวิญญาณ คือคุณสมบัติที่รับรู้สิ่งต่างๆได้ (วิญญาณ-การรับรู้)

ธาตุทั้งหมดนี้แยกเป็น รูปธาตุ กับ นามธาตุ โดยรูปธาตุก็คือ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, และธาตุลม ที่เป็นพื้นฐานปรุงแต่งให้เกิดเป็นวัตถุสิ่งของและพลังงานทั้งหลายขึ้นมาในโลก ซึ่งรูปธาตุนี้ก็ต้องอาศัยธาตุว่าง (สุญญากาศ) เพื่อตั้งอยู่ ถ้าไม่มีสุญญากาศ วัตถุทั้งหลายก็จะไม่มีที่อาศัย (ธาตุว่างไม่จัดว่าเป็นรูปธาตุหรือนามธาตุ)

ส่วนนามธาตุก็คือธาตุวิญญาณ (หรือวิญญาณ-การรับรู้) ที่ต้องอาศัยรูปธาตุที่เหมาะสมเกิดขึ้นมา (คืออาศัยร่างกายของคน สัตว์ และพืชที่เหมาะสมหรือยังไม่ตายเกิดขึ้นมา) และวิญญาณนี้เอง ที่เป็นพื้นฐานปรุงแต่งให้เกิดจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายขึ้นมา

สรุปได้ว่าทุกสิ่งของโลก ทั้งสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ล้วนเกิดมาจากธาตุตามธรรมชาติมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งทั้งหลายนั้นก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้ตลอดไป สุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น ก็ต้องแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิต) ซึ่งนี่ก็เป็นเพราะธาตุทั้งหลายนั้นมันไม่ได้แปรเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือมันเป็นแค่เพียงการเข้าไปประกอบให้เกิดเป็นสิ่งต่างๆขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์เท่านั้น ซึ่งสภาวะของการประกอบกันของธาตุนั้น มันไม่สามารถที่จะเป็นอยู่อย่างนั้นได้ตลอดไป คือเมื่อประกอบกันเสร็จ มันก็จะเกิดการเสื่อมสภาพของการประกอบทันที ซึ่งวัตถุบางสิ่งก็เสื่อมสภาพเร็ว บางสิ่งก็เสื่อมสภาพช้า แต่สุดท้ายรูปธาตุทั้งหลายก็ต้องแยกสลายกลับคืนไปเป็นรูปธาตุตามเดิมของมัน ซึ่งนี่ก็คือความเป็นอนิจจังของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายของโลก ซึ่งถ้าใครเข้าใจเรื่องธาตุนี้ได้อย่างถูกต้อง ก็แสดงว่าเริ่มเกิดปัญญาตามหลักพุทธศาสนาแล้ว

ขันธ์ ๕

คำว่า ขันธ์ แปลว่า กอง หรือ กลุ่ม หรือ ส่วน ซึ่งชีวิตของมนุษย์เราทุกคนนี้ จะมีส่วนประกอบอยู่ ๕ ส่วน ที่เรียกว่า ขันธ์ ๕ อันได้แก่

๑. รูปขันธ์ คือส่วนที่เป็นร่างกายที่เกิดขึ้นมาจากรูปธาตุ ๔ และมีลักษณะแยกได้เป็นชายหรือหญิง

๒. วิญญาณขันธ์ คือส่วนที่เป็นการรับรู้ ที่เกิดขึ้นมาตามระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกาย

๓. สัญญาขันธ์ คือส่วนที่เป็นอาการที่จิตจำสิ่งต่างๆที่รับรู้ได้

๔. เวทนาขันธ์ คือส่วนที่เป็นความรู้สึก ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ทั้งหลาย

๕. สังขารขันธ์ คือส่วนที่เป็นการคิดนึกและการปรุงแต่งทั้งหลายของจิต

ขันธ์ทั้ง ๕ นี้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง จะต้องเรียกเต็มๆว่า รูปขันธ์ วิญญาณขันธ์ สัญญาขันธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ แต่การเรียกเช่นนี้มันยาว เราจึงมักนิยมเรียกสั้นๆแค่ว่า รูป วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร เท่านั้น อีกอย่างเรามักจะมีการเรียงลำดับว่า “รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ” ซึ่งมันฟังดูแล้วคล้องจองดี แต่การเรียงแบบนี้มันไม่เรียงตามลำดับการเกิดของแต่ละขันธ์ ดังนั้นเราต้องเรียงใหม่ให้เป็นไปตามลำดับการเกิดของแต่ละขันธ์ คือเป็น รูป วิญญาณ สัญญา เวทนา สังขาร จึงขอให้ผู้ศึกษาเข้าใจตามนี้

ขันธ์ทั้ง ๕ นี้คือส่วนประกอบที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นชีวิตของเราทุกคน โดยขันธ์ทั้ง ๕ นี้สรุปย่อลงเป็น รูป กับ นาม ซึ่ง “รูป” ก็คือรูป (หรือร่างกาย) ที่เกิดมาจากรูปธาตุ ๔ มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ส่วน “นาม” ก็คือ วิญญาณ สัญญา เวทนา และสังขาร ที่ทำงานร่วมกันจนเกิดเป็น จิต หรือ ใจ ของเราขึ้นมา โดยรูปกับนาม (หรือร่างกายกับจิตใจ) นี้จะพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ ถ้าสิ่งใดหายไป อีกสิ่งก็ย่อมที่จะแตก (คือร่างกาย) หรือดับ (คือจิตใจ) หายไปด้วยทันที คือเมื่อร่างกายตาย จิตใจก็ย่อมที่จะดับหายตามไปด้วย เพราะจิตใจต้องอาศัยร่างกายเพื่อปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา หรือเมื่อไม่มีจิตใจ ร่างกายก็จะแตก (หรือตาย) สลายไป เพราะจิตใจจะช่วยให้ร่างกายยังมีการปรุงแต่งให้มีการเจริญเติบโต และดำรงสภาพเป็นร่างกายอยู่ได้

จุดสำคัญที่สุดที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาก็คือ ให้นำขันธ์ ๕ หรือ ร่างกายกับจิตใจของเราเองจริงๆในปัจจุบันนี้มาตั้งใจพิจารณาดูว่า มันอาศัยเหตุปัจจัยอะไรมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น? และพิจารณาว่ามันเที่ยงหรือไม่เที่ยง? รวมทั้งพิจารณาว่ามันมีสภาวะที่ต้องทนอยู่อย่างยากลำบากหรือทนอยู่อย่างสบาย? ซึ่งเมื่อเราพบคำตอบนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจและเห็นแจ้งได้เองว่า ร่างกายกับจิตใจของเรานี้มันเป็นอัตตาหรืออนัตตากันแน่? โดยที่ไม่จำเป็นต้องเชื่อจากใครๆหรือจากตำราใดๆ และเมื่อเข้าใจและเห็นแจ้งถึงความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจอย่างถูกต้องแล้ว ก็จะเกิดปัญญาหรือความเห็นที่ถูกต้องขึ้นมา สำหรับนำมาใช้ปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยมรรค

วิญญาณ – การรับรู้

มีคำๆหนึ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้อง คือคำว่า วิญญาณ ที่หมายถึง การรับรู้  คือตามธรรมชาติแล้วร่างกายของคนเรานี้ถ้ายังดีอยู่หรือยังไม่ตาย จะมีระบบประสาทสำหรับเอาไว้ติดต่อกับสิ่งภายนอก ๖ จุด ซึ่งถ้าระบบประสาทใดยังทำงานอยู่  เมื่อมีสิ่งภายนอกที่ตรงกันกับระบบประสาทนั้นมาสัมผัส ก็จะทำให้เกิดวิญญาณ (หรือการรับรู้) ขึ้นมาที่ระบบประสาทนั้นทันที และวิญญาณที่เกิดขึ้นมานั้น ก็จะมีชื่อเรียกไปตามระบบประสาทที่เกิดขึ้นนั้น อันได้แก่

๑. จักขุวิญญาณ คือ เมื่อมีรูป (แสงจากวัตถุ) มาสัมผัสตา ก็จะเกิดการรับรู้รูป (การเห็นรูป) ขึ้นมาที่ตาทันที

๒. โสตวิญญาณ คือเมื่อมีเสียงมาสัมผัสหู ก็จะเกิดการรับรู้เสียง (การได้ยินเสียง) ขึ้นมาที่หูทันที

๓. ฆานวิญญาณ คือเมื่อมีกลิ่นมาสัมผัสจมูก ก็จะเกิดการรับรู้กลิ่น (การได้กลิ่น) ขึ้นมาที่จมูกทันที

๔. ชิวหาวิญญาณ คือเมื่อมีรสมาสัมผัสลิ้น ก็จะเกิดการรับรู้รส (การได้ลิ้มรส) ขึ้นมาที่ลิ้นทันที

๕. กายวิญญาณ คือเมื่อมี “สิ่งสัมผัสกาย” (เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง) มาสัมผัสกาย ก็จะเกิดการรับรู้ “สิ่งสัมผัสกาย” ขึ้นมาทันที

๖. มโนวิญญาณ คือเมื่อมี “สิ่งสัมผัสใจ” (คือทุกสิ่งที่ตา หู จมูก ลิ้นและกายรับรู้มาแล้ว รวมทั้งความรู้สึก ความจำ และการปรุงแต่งของจิต) มาสัมผัสใจ ก็จะเกิดการรับรู้ “สิ่งสัมผัสใจ” ขึ้นมาทันที

วิญญาณนี้ก็มีลักษณะเหมือนกับไฟฟ้านั่นเอง คือเมื่อหมุนไดนาโมก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้น หรือเมื่อเอาแผ่นสังกะสีกับแผ่นทองแดงจุ่มลงในน้ำกรด ก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้นมาที่แผ่นทั้งสองได้ หรือเมื่อมีแสงแดดส่องมากระทบกับแผงโซล่าเซลล์ ก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้นมาที่แผงโซล่าเซลล์นั้นได้ ซึ่งนี่ก็คือลักษณะการเกิดขึ้นของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั่นเอง

ในสมัยพุทธกาลผู้คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าวิญญาณนี้เป็นอัตตา ที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ ที่สามารถออกจากร่างกายที่ตายแล้วเพื่อไปเกิดใหม่ได้เรื่อยไป แต่สำหรับพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่สอนว่าวิญญาณเป็นอัตตาเช่นนั้น แต่จะสอนว่าวิญญาณ (การรับรู้) นั้นเป็นแค่เพียง “สิ่งปรุงแต่ง” ที่เกิดขึ้นมาชั่วคราวตามระบบประสาททั้ง ๖ (คือที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ของร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายเท่านั้น ถ้าร่างกายตาย ก็จะทำให้วิญญาณไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้ ซึ่งวิญญาณนี้เองที่เป็นพื้นฐานให้เกิดจิตใจของสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมา ถ้าไม่มีวิญญาณ สิ่งทั้งหลายก็จะเป็นเพียงวัตถุธรรมดาๆไป

การเกิดขึ้นของจิตใจ

ถ้าร่างกายยังไม่ตาย และจิตยังตื่นอยู่ (ไม่ได้หลับ) เมื่อมีสิ่งภายนอกมาสัมผัสระบบประสาทใดที่ยังดีอยู่และยังทำงานอยู่ ก็จะเกิดวิญญาณหรือการรับรู้ขึ้นมาที่ระบบประสาทนั้นทันที

เมื่อเกิดวิญญาณที่ระบบประสาทใดขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสมองมีข้อมูลของสิ่งที่รับรู้นั้นอยู่ก่อนแล้ว จึงจำได้ ถ้าไม่มีก็จะไม่รู้จัก หรือถ้าเคยจำได้แล้วแต่ความจำนั้นหายไปก็จะจำไม่ได้

เมื่อเกิดการจำได้แล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกจากสิ่งที่จำได้นั้นขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งความรู้สึกนี้เรียกว่า เวทนา ถ้าสิ่งที่จำได้นั้นเป็นสิ่งที่ให้ ความรู้สึกที่ทนได้ง่าย (หรือน่าพอใจ หรือที่เราเรียกกันว่า ความสุข) ก็เรียกว่า สุขเวทนา แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ให้ ความรู้สึกที่ทนได้ยาก (หรือไม่น่าพอใจ) ก็เรียกว่า ทุกขเวทนา (ซึ่งทุกขเวทนาจุดนี้ยังไม่ใช่ความทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔) และถ้าเป็นสิ่งที่ให้ ความรู้สึกที่เป็นกลางๆ (คือไม่ใช่ทั้งสุขเวทนาและทุกขเวทนา) ก็เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา 

เมื่อเกิดความรู้สึกใดขึ้นมา และจิตขณะนี้ก็ไม่มีปัญญาและสมาธิ จิตก็จะเกิดการปรุงแต่งให้เกิดกิเลสต่อไปทันที ด้วยอำนาจของเวทนาที่มายั่วยวน (คือเกิดความพอใจหรืออยากได้สุขเวทนาทันที หรือเกิดความไม่พอใจหรือไม่อยากได้ทุกขเวทนาทันที หรือเกิดความลังเลใจต่ออทุกขมสุขเวทนาทันที) และเมื่อเกิดกิเลสขึ้นมาแล้ว ใจก็จะรับรู้กิเลสนั้นอยู่ด้วย แล้วใจก็จะเกิดทุกขเวทนาที่รุนแรงซ้อนขึ้นมาอีกที ซึ่งทุกขเวทนาที่เกิดซ้อนขึ้นมาใหม่นี้ ก็คือความทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ นั่นเอง (คือมีทั้งทุกข์ซ่อนเร้นและทุกข์เปิดเผย) อีกทั้งเมื่อเกิดกิเลสขึ้นมาแล้ว จิตก็ยังมีการคิดไปต่างๆนาๆตามอำนาจกิเลสอีกด้วย แต่ถ้าเกิดความรู้สึกใดขึ้นมาแล้ว จิตก็มีสติและระลึกเอาปัญญาที่เคยมีแล้วออกมาพร้อมด้วยสมาธิ ก็จะทำให้กิเลสไม่เกิดขึ้น และความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น แม้ขณะนี้จิตจะคิดอะไรก็จะคิดด้วยปัญญา ซึ่งนี่ก็คือการเกิดขึ้นของจิตใจอย่างเป็นระบบ

ร่างกายเป็นอนัตตา

เมื่อมองโดยภาพรวมแล้วเราก็จะพบว่า ร่างกายก็คือกลุ่มก้อนอย่างหนึ่งที่เป็นวัตถุ มีลักษณะภายนอกและระบบภายในคล้ายหุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้ เจริญเติบโตได้  และเมื่อพิจารณาจากร่างกายของเราเองจริงๆในปัจจุบันแล้วเราก็จะพบว่า ความจริงแล้วร่างกายของเรานั้นก็ต้องอาศัยเชื้อจากพ่อและไข่จากแม่มาผสมกัน จึงเกิดร่างกายของเราขึ้นมา และอาศัยอาหาร น้ำ ความร้อนที่พอเหมาะ และอากาศที่บริสุทธิ์ มาปรุงแต่งให้ตั้งอยู่ได้ ซึ่งเพียงเท่านี้ก็แสดงให้เข้าใจได้แล้วว่าร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง อีกทั้งร่างกายก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยต้องมีการแตกสลาย (หรือตาย) อย่างแน่นอนในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว และร่างกายก็ยังต้องทนต่อความหนาวบ้าง ร้อนบ้าง หิวบ้าง กระหายบ้าง ทนต่อโรคร้ายต่างๆมากมายบ้าง จากความหนักบ้างเหนื่อยบ้าง เป็นต้น จึงทำให้ร่างกายต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบาก ซึ่งนี่ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่มายืนยันอีกว่าร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง

เมื่อร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง ดังนั้นจึงเท่ากับว่าร่างกายของเรานี้มันเป็นอนัตตา คือไม่ใช่อัตตา และเมื่อมันไม่ใช่อัตตา ก็แสดงว่ามันเป็นสุญญตา คือไม่ได้มีร่างกายจริงๆตามที่สมมติเรียกเลย และเมื่อเราเห็น (เข้าใจอย่างแจ้งชัด) แล้วว่า มันไม่มีร่างกายของเราจริงๆ เราจึงไม่ควรยึดถือว่า “ร่างกายนี้คือเราหรือของเรา” (ซึ่งแม้ร่างกายของคนอื่นหรือสิ่งอื่นๆก็มีลักษณะเดียวกันกับร่างกายของเรา คือไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงของใครๆหรือของสิ่งใดๆทั้งสิ้น)  ถ้าจิตโง่ไปยึดถือเข้า เมื่อร่างกายที่ยึดถือเอาไว้นี้มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นภาวะหรือในลักษณะที่ไม่น่าพึงพอใจ เช่น แก่ เจ็บ หรือกำลังจะตาย จิตโง่นี้ก็ย่อมที่จะเกิดความทุกข์ไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถ้าจิตฉลาด (เพราะมีปัญญาที่เข้าใจถึงความจริงสูงสุดว่ามันไม่ได้มีร่างกายจริงๆ) และมีสมาธิอยู่ด้วย จิตที่เฉลียวฉลาดและมีสมาธินี้ ก็จะไม่เกิดความยึดถือร่างกายนี้ว่าเป็นตัวเราหรือของเรา ซึ่งแม้ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นภาวะหรือในลักษณะที่ไม่น่าพึงพอใจอย่างไรก็ตาม จิตที่ฉลาดนี้ก็จะไม่เกิดความทุกข์ใดๆ

     จิตใจเป็นอนัตตา

คำว่า จิต หรือ ใจ (คือเมื่อทำหน้าที่คิดนึก ก็สมมติเรียกว่าจิต แต่พอทำหน้าที่รับรู้และรู้สึก ก็สมมติเรียกว่าใจ) นี้สรุปแล้วก็คือ “สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้” คือมันสามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้, รู้สึกสิ่งที่รับรู้ได้, จำสิ่งที่รับรู้ได้ และมีการคิดนึกหรือเกิดอาการต่างๆ (เช่นอาการกิเลส) ได้ (สิ่งสำคัญที่ต้องระวังก็คือ เราต้องมาดูจากจิตของเราเองจริงๆว่ามันเป็นอย่างไร? อย่าไปติดภาษาที่ใช้อธิบาย ซึ่งมันอาจจะไม่ตรงกับความจริงที่เรารู้สึกจริงๆก็ได้)

เมื่อจิตใจคือสิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ ทีนี้เราก็ต้องมาพิจารณาดูว่า จิตใจมันต้องอาศัยสิ่งใดมาปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมา หรือมันสามารถเกิดขึ้นมาได้เองโดยที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งใดมาปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมา? ซึ่งจากความเป็นจริงที่เรารู้สึกอยู่จริงๆก็คือ จิตใจต้องอาศัยร่างกายที่ยังดีอยู่หรือร่างกายที่ยังไม่ตายเกิดขึ้นเสมอ เราไม่เคยมีจิตที่ไม่ต้องอาศัยร่างกายเลย หรือเราไม่เคยมีจิตที่สามารถล่องลอยออกจากร่างกายได้เลย (ถ้าจิตเป็นอัตตา มันไม่จำเป็นต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมา และสามารถล่องลอยออกจากร่างกายได้) ซึ่งเพียงเท่านี้ก็แสดงให้เราเข้าใจแล้วว่า จิตใจนี้มันเป็นสิ่งปรุงแต่ง

 อีกอย่างจิตใจนี้มันก็มีการเกิดขึ้นและดับหายไปอยู่เสมอ รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอด้วย (ถ้าจิตเป็นอัตตามันจะมีอยู่ตลอดเวลา คือจะไม่มีการเกิดและดับ) คือขณะที่เราตื่นอยู่ จิตก็เกิดขึ้นมา แต่พอเวลาเราหลับสนิทและไม่ฝัน จิตก็ดับหายไป (ส่วนขณะที่หลับแล้วฝันนั้นจิตก็เกิดขึ้นมาแล้วแต่ว่ายังไม่สมบูรณ์ ยังเป็นแค่เพียงจิตใต้สำนึกเท่านั้น) เมื่อตื่นใหม่จิตจึงเกิดขึ้นมาใหม่ (ส่วนการที่จิตเกิดขึ้นมาใหม่แล้วยังมีความจำและความคิดได้เหมือนจิตเก่าที่ดับไปก็เป็นเพราะสมองยังดีอยู่ จึงทำให้ข้อมูลที่สมองเก็บไว้เป็นความทรงจำไม่หายไป จิตจึงยังจำอะไรๆได้เหมือนเดิมและคิดได้เหมือนเดิม แต่ถ้าสมองเสียหาย แม้ร่างกายจะยังไม่ตาย ข้อมูลของความทรงจำก็จะหายไป เมื่อจิตตื่นก็จะจำและคิดอะไรไม่ได้ เหมือนเจ้าชายหรือเจ้าหญิงนิทรา) รวมทั้งจิตใจของเราก็มีการคิดและเกิดความพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง เปลี่ยนแปลงไปตามความรู้สึก (เวทนา) อยู่เสมอๆ ซึ่งนี่ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่า จิตใจนี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง

อีกอย่างจิตใจของเราก็ยังมีความสุขบ้าง ความทุกข์บ้างอยู่เสมอๆ (ถ้าจิตเป็นอัตตามันก็จะมีแต่ความสุขอยู่ตลอดเวลาโดยที่จะไม่มีความทุกข์เลย) เราไม่เคยมีความสุขอยู่ตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืนเลย ซึ่งนี่ก็ยิ่งเป็นการยืนยันว่าจิตใจนี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง

เมื่อความจริงหลายๆอย่างมันยืนยันว่าจิตใจของเรานี้เป็นสิ่งปรุงแต่ง ดังนั้นก็แสดงว่า จิตใจของเรานี้มันเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และเป็น สุญญตา คือไม่ได้มีตัวตนที่เป็นเราจริงๆเลย เพราะมันเป็นแค่เพียงสิ่งปรุงแต่งที่เกิดมาจากเหตุ (คือวิญญาณจากร่างกาย) และปัจจัย (คือข้อมูลที่เป็นความทรงจำที่สมองมีอยู่) มาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นความรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่จริงในกายนี้ จึงเป็นสิ่งลมๆแล้งๆ (คือหาสาระหรือแก่นสารไม่ได้ หรือเป็นสิ่งบอบบางที่สุด) ที่สามารถดับหายไปได้อย่างง่ายดายทันที ที่ความทรงจำของสมองเสียหายไป หรือแม้เพียงร่างกายขาดอากาศหายใจไปเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น ซึ่งแม้ขณะที่จิตหลับสนิทและไม่ฝัน ความรู้สึกว่ามีตัวเราก็ยังไม่มี จะมีก็เพียงกลุ่มก้อนของธาตุตามธรรมชาติกลุ่มหนึ่ง ที่รอการปรุงแต่งร่วมกันใหม่ เพื่อให้เกิดเป็นจิตใจที่รู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาใหม่เท่านั้น

เราคืออะไร?

เด็กทุกคนที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆจะยังมีจิตบริสุทธิ์ (ที่เรียกว่าประภัสสร คือสว่างเหมือนเพชรที่มีแสงส่องออกมาได้เอง) คือยังไม่มีกิเลสหรือตัณหา และยังไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเอง จะมีก็เพียงสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน (อวิชชา)  ที่ธรรมชาติมอบให้มาเพียงเล็กน้อย เพื่อให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองเพียงอ่อนๆเท่านั้น ซึ่งจิตที่ประภัสสรนี้เองจะมีนิพพานหรือความสงบเย็นอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่เมื่อจิตของเด็กนั้นได้รับการสัมผัสจากโลกภายนอกผ่านตา หู จมูก ลิ้น และกาย แล้วเกิดความรู้สึก (เวทนา) ที่น่าพอใจ (สุขเวทนา) บ้าง หรือไม่น่าพอใจ (ทุกขเวทนา) บ้าง จิตของเด็กนั้นก็จะเริ่มเกิดความพอใจ หรือไม่พอใจ (คือเกิดกิเลส) ขึ้นมาตามสัญชาติญาณ และเริ่มเกิดความยึดถือ (คือเกิดอุปาทาน) ว่ามีตนเองขึ้นมา และเมื่อเด็กนั้นโตขึ้นและได้รับการตั้งชื่อและถูกเรียกชื่อบ่อยๆ รวมทั้งได้รับการบอกว่ามีคนนั้นเป็นพ่อ คนนี้เป็นแม่ คนนี้เป็นญาติ และมีสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของตน เป็นต้น จิตของเด็กนั้นก็จะมีความทรงจำมากขึ้นและมีความเคยชินของกิเลสและอุปาทาน เก็บไว้ในจิตใต้สำนึกมากขึ้นด้วย

เมื่อเด็กนั้นได้รับรู้ (เกิดวิญญาณ) สิ่งหรือเรื่องราวจากภายนอกที่รุนแรง เด็กนั้นก็จะจำสิ่งที่ได้รับรู้มานั้นได้ (เกิดสัญญา) แล้วเกิดความรู้สึกที่รุนแรงต่อสิ่งที่ได้รับรู้นั้น (เกิดเวทนา)  เมื่อเกิดความรู้สึกที่รุนแรงขึ้นมาแล้ว ถ้าในขณะนั้นจิตของเด็กนั้นไม่มีสติปัญญาและสมาธิ จิตของเด็กนั้นก็จะเกิดตัณหาหรือกิเลสขึ้นมาด้วยทันที (เกิดสังขาร)  เมื่อเกิดตัณหาก็จะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองอย่างเข้มข้นขึ้นมาทันที ซึ่งความรู้สึกว่ามีตัวองที่เข้มข้นนี้เองที่เรียกว่าความยึดถือ (อุปาทาน) และเมื่อมีอุปาทาน ก็ย่อมที่จะมีความทุกข์เกิดขึ้นมาด้วยเสมอ (ไม่อย่างซ่อนเร้นก็อย่างเปิดเผย)

ถึงแม้เด็กนั้นจะได้รับการศึกษาจนเกิดมีปัญญาแล้วก็ตาม แต่ถ้าไม่มีสติมาดึงเอาปัญญาออกมาแก้ปัญหา ก็ไม่สามารถดับทุกข์ได้ หรือถึงแม้จะมีสติดึงเอาปัญญาออกมาแล้วก็ตาม แต่ขาดสมาธิ ก็ยังดับทุกข์ไม่ได้อีกเหมือนกัน ต้องมีพร้อมทั้งสติปัญญาและสมาธิ จึงจะดับทุกข์ได้ คือถ้าจิตของเด็กนั้นมีปัญญา (จากการมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว) และสมาธิ (จากการเคยฝึกมาก่อน) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในสมาธินั้นก็จะมีสติคอยระวังอยู่ด้วยตลอดเวลา เมื่อเกิดความรู้สึก (เกิดเวทนา) ใดขึ้นมา สติก็จะดึงอาปัญญามาแก้ปัญหา (คือระวังกิเลสหรือดับกิเลส) แต่ถ้าปัญญายังไม่สามารถดับกิเลสได้ ก็ดึงเอาสมาธิออกมาช่วย ก็จะทำให้กิเลสที่ยังไม่เกิดก็จะไม่เกิดขึ้น หรือที่เกิดขึ้นแล้วก็จะดับหายไป  แล้วจิตของเด็กนั้นก็จะไม่เกิดอุปาทานพร้อมกับความทุกข์ขึ้นมา ซึ่งก็จะทำให้จิตของเด็กนั้นกลับมาประภัสสรได้ใหม่ แต่ถ้าจิตของเด็กนั้นเผลอสติปล่อยให้กิเลสเกิดขึ้นมาอีก ก็จะทำให้อุปาทานพร้อมความทุกข์เกิดขึ้นมาได้อีก วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าเด็กนั้นมีการปฏิบัติสติปัญญาและสมาธิได้อย่างต่อเนื่องนานๆ จนสามารถทำลายความเคยชินของอวิชชาและกิเลส ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเด็กนั้นให้หมดสิ้นไปได้อย่างถาวร ก็จะทำให้อวิชชา กิเลส และอุปาทานพร้อมความทุกข์ จะไม่กลับมาเกิดกับจิตของเด็กนั้นได้อีกอย่างถาวรหรือตลอดชีวิต

มันไม่มีตัวเราอยู่จริง

ทั้งหมดนี้ก็คือชีวิตของคนเราทุกคน ที่ไม่มีอะไรนอกจาก มีความทุกข์และไม่มีความทุกข์ ที่นี้ก็มีคำถามว่า ใครทุกข์และใครที่ไม่มีทุกข์? ซึ่งคำตอบก็คือ แท้จริงมันไม่ได้มีตัวตนของใครมาเป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์จริงๆเลย ส่วนที่เรารู้สึกว่ามีตัวเราทุกข์นั้นมันเป็นมายาหรือสิ่งหลอกลวง ที่ธรรมชาติมันหลอกจิตของธรรมชาติที่ไม่ได้เป็นจิตของใคร ว่าเป็นตัวเรา แล้วทำให้จิตของธรรมชาตินั้น เกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาพร้อมกับความทุกข์เท่านั้น แต่พอจิตไม่มีความยึดถือ มันก็จะกลับมาเป็นจิตที่บริสุทธิ์ตามธรรมชาติที่ไม่มีความทุกข์ได้ตามเดิม ซึ่งถ้าเรามองเห็นความจริงอยู่อย่างนี้ด้วยสมาธิ จิตก็จะปล่อยวางความยึดถือว่ามีตัวเราลงได้ และเป็นจิตที่หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ (แต่ต้องระวังว่า อย่าเข้าใจผิดว่ามีตัวเราที่หลุดพ้น เพราะถ้ายังเข้าใจว่ามีตัวเราที่หลุดพ้น ก็แสดงว่ายังไม่หลุดพ้นจริง)

สรุปว่า แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอยู่จริง ร่างกายกับจิตใจของเราทุกคนมันเหมือนหุ่นยนต์ที่แสนมหัศจรรย์ คือมันเป็นแค่เพียงกลุ่มก้อนของสสาร (ร่างกาย) และพลังงาน (จิตใจ) ของธรรมชาติ ที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ จนเกิดร่างกายและจิตใจของเราขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าหุ่นยนต์ใดฉลาด (มีปัญญาและสมาธิ) คือสามารถเข้าใจความจริงเรื่องสุญญตานี้ได้ หุ่นยนต์นั้นก็จะไม่มีความทุกข์หรือมีน้อยลง แต่ถ้าหุ่นยนต์ใดโง่ (ไม่มีปัญญาและสมาธิ) หุ่นยนต์นั้นก็จะมีความทุกข์ แต่ถึงหุ่นยนต์ใดจะมีความทุกข์หรือไม่มีความทุกข์ มันก็เป็นแค่เพียงหุ่นยนต์ที่รู้สึกนึกคิดได้เท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนของใครๆจริงมาเป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์เลย ซึ่งนี่คือความจริงสูงสุดของชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย ที่แม้หุ่นยนต์ใดจะรู้หรือไม่รู้ จะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม ความจริงมันก็จะเป็นอย่างนี้อย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ดวงตาเห็นธรรม

ดวงตาเห็นธรรม ก็คือการเกิด ความเห็นแจ้ง (หรือเห็นจริง) แล้วว่า หลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ใช้ดับทุกข์ได้จริง โดยไม่ต้องเชื่อจากใครๆหรือแม้จากพระพุทธเจ้าเองก็ตาม เพราะเราได้พิสูจน์จนเห็นผลจริงด้วยจิตของเราเองแล้ว ซึ่งการเกิดดวงตาเห็นธรรมนั้นสรุปแล้วก็คือการเห็นแจ้งว่า “เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นมาแล้ว สิ่งนั้นล้วนจะต้องแตก (ใช้ดับวัตถุ) หรือดับ (ใช้กับพวกจิตใจหรือความรู้สึก) หายไปเป็นธรรมดาอย่างแน่นอน” ซึ่งนี่ก็คือการเห็นแจ้งถึงความไม่เที่ยง (อนิจจัง) สภาวะที่ต้องทน (ทุกขัง) และความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) รวมทั้งความว่างจากตัวตนที่แท้จริง (สุญญตา) ของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย (โดยเน้นมาที่ร่างกายและจิตใจของเรา) ด้วยสมาธิ และเมื่อมีการเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาและสุญญตาด้วยสมาธิเช่นนี้ จิตของเราก็จะมองเห็นความจริงของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายว่า “มันหาสาระแก่นสารไม่ได้ ยึดถือไม่ได้ ถ้ายึดถือ (หรือรักหรือพอใจ) ก็จะทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจในภายหลังได้” ซึ่งเมื่อจิตมองเห็นความจริงเช่นนี้มันก็จะเกิด “นิพพิทา” หรือความเบื่อหน่ายขึ้นมา (นิพพิทา แปลว่า ความเบื่อหน่าย คือเป็นอาการที่จิตไม่ยินดีหรือยินร้ายต่อสิ่งใดๆ หรือไม่เกิดกิเลสนั่นเอง คือไม่ได้เบื่อหน่ายเฉพาะความทุกข์ แต่เบื่อหน่ายทั้งในความสุขด้วย เพราะความสุขมันนำความทุกข์มาให้)

 เมื่อจิตเกิดความเบื่อหน่าย มันก็จะ “ปล่อยวาง” หรือ คลายอุปาทานหรือความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราลงทันที เมื่อจิตปล่อยวาง มันก็จะ “วิมุตติ” (คำว่า วิมุตติ แปลว่า หลุดพ้น คือหมายถึง จิตหลุดพ้นจากกิเลส ซึ่งวิมุตตินี้ก็มีทั้ง ปัญญาวิมุติ คือ การหลุดพ้นโดยมีปัญญานำหน้าสมาธิ คือมีการพิจารณาหลักธรรมะอย่างตั้งใจแล้วมันก็จะมีสมาธิเกิดขึ้นมาได้พร้อมๆกัน แล้วก็จะเกิดความหลุดพ้นขึ้นมาได้ กับ เจโตวิมุตติ คือ หลุดพ้นโดยมีสมาธินำหน้าปัญญา คือมีการใช้สมาธิที่เคยฝึกมาแล้วมาหยุดกิเลสและนิวรณ์โดยมีปัญญาคอยควบคุม ก็จะเกิดความหลุดพ้นขึ้นมาได้ ซึ่งวิมุตติทั้งสองนี้ก็ยังมีทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวรหรือตลอดชีวิต) และเมื่อจิตไม่มีอุปาทาน มันก็จะไม่มีความทุกข์ (ทั้งทุกข์ซ่อนเร้นและทุกข์เปิดเผย) เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะนิพพานหรือสงบเย็น (แม้เพียงชั่วคราวตามวิมุตติ)

เมื่อนิพพานปรากฏ (เราจะไม่ใช้คำว่าเกิดกับนิพพาน เพราะนิพพานไม่ได้เป็นสิ่งปรุงแต่ง แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วพร้อมกับจิตตามธรรมชาติตั้งแต่เกิด แต่เพราะกิเลสมาปิดบังเอาไว้ จึงทำให้จิตของเราไม่สามารถสัมผัสนิพพานได้ แต่เมื่อกิเลสจรจากไป จิตของเราก็จะกลับมาสัมผัสนิพพานได้) ก็จะทำให้เราเกิดความเห็นแจ้ง (หรือพบความจริงหรือที่เรียกว่ารู้จริง) ขึ้นมาว่า “ความรู้ในหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ดับทุกข์ได้จริง เพราะบัดนี้ความทุกข์ได้ระงับหรือดับลงจริงๆแล้ว (แม้เพียงชั่วคราว) เพราะกิเลสหรือสาเหตุของมันได้ระงับหรือดับลงก่อนแล้ว รวมทั้งนิพพานก็ได้ปรากฏขึ้นมาจริงๆแล้ว” พร้อมกันนี้ก็จะเกิดความรู้ขึ้นมาเองว่า “การปฏิบัติของเรานี้ถูกต้องแล้ว ไม่มีอะไรจะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว” ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า การเกิดดวงตาเห็นธรรม หรือการเกิดปัญญาหรือวิชชา หรือสัมมาทิฏฐิตามหลักพุทธศาสนา

สรุปแล้วการเกิดดวงตาเห็นธรรมก็คือ การที่เราได้ศึกษามาจนเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดว่า “อะไรที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องแตกหรือดับหายไปอย่างแน่นอน ไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นมาแล้วจะไม่แตกหรือดับหายไป” และเมื่อเราเพ่งพิจารณาอยู่เช่นนี้ด้วยความตั้งใจหรือด้วยสมาธิ จิตของเราก็จะหลุดพ้นจากความยึดถือว่ามีตัวตนของเราหรือของใครๆหรือของสิ่งใดๆอยู่จริงๆ เมื่อจิตหลุดพ้นมันก็นิพพานหรือสงบเย็น และเมื่อนิพพานปรากฏก็เป็นการยืนยันว่าหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านี้ใช้ดับทุกข์ได้จริง (แม้เพียงชั่วคราว) โดยไม่ต้องเชื่อจากใครๆหรือจากตำราใดๆทั้งสิ้น เพราะเราได้พิสูจน์จนเห็นผลจริงอย่างแน่ชัดแล้ว

อยู่เหนือความตาย

ในสมัยพุทธกาลนั้น ได้มีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ทำอย่างไรมัจจุราช (คือความตาย) จึงจะตามหาเราไม่พบ?” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ให้มองโลกโดยเห็นเป็นของว่างเปล่า (เห็นสุญญตา) แล้วละความยึดถือว่าเป็นตัวตน (อัตตา) ในสิ่งทั้งหลายเสีย แล้วมัจจุราชจะตามหาเราไม่พบ”

ความตายนั้นจัดเป็นภัยที่น่าหวาดกลัวอย่างที่สุดของเราทุกคน และใครๆก็อยากจะหลุดพ้นจากความตาย แต่การที่เรากลัวตายก็เป็นเพราะ เรากลัวความทุกข์จากความตาย  ถ้าความตายไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ เราก็จะไม่กลัวตาย ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ทำอย่างไรเราจึงจะตายโดยไม่เป็นทุกข์ได้?

ในขณะที่เรากำลังจะตาย หรือใกล้ตาย หรือกำลังกังวลถึงเรื่องความตายอยู่นั้น ถ้าเราเผลอสติ (คือลืมนึกถึงเรื่องปัญญาหรือสุญญตา) แล้วมองเห็น (หรือเข้าใจ) ว่ามีตัวเราอยู่จริงๆ (คือมีความเข้าใจว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นอัตตา ตามความเคยชินที่มาจากจิตใต้สำนึก) ก็แน่นอนว่าจะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราที่กำลังจะตาย แล้วเราก็จะเกิดความหวาดกลัว (คือไม่อยากตาย) อย่างที่สุดขึ้นมาทันที ซึ่งความหวาดกลัวนี้ก็คือความเศร้าโศกหรือเสียใจอย่างรุนแรง (หรือความทุกข์ที่รุนแรงมาก) ที่เป็นภัยอันใหญ่หลวงของเราทุกคน แต่ถ้าเรามองโลกด้วยสติและปัญญาอย่างตั้งใจ (คือด้วยสมาธิ) ให้เห็นถึงความเป็นสุญญตา คือมองเห็นว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันเป็นเพียงการปรุงแต่งของธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอยู่จริง” ก็จะไม่ทำให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมา (ที่เรียกว่าจิตหลุดพ้น)  และเมื่อร่างกายจะต้องตายจริงๆ จิตใจก็จะไม่เกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจ (คือไม่มีทุกข์อย่างรุนแรง) เพราะไม่มีความรู้สึกว่ามีใครตาย ซึ่งนี่ก็คือวิธีการเอาชนะความตายหรืออยู่เหนือความตาย อันเป็นหลักปฏิบัติโดยสรุปของอริยมรรคของอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง

ความไม่ประมาท

ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ได้ทรงตรัสเตือนสาวกทั้งหลายเอาไว้ว่า “สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ทั้งหลายให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท” ซึ่งนี่ก็คือการสรุปหลักในการปฏิบัติทั้งหมดของอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าเอาไว้ที่ความไม่ประมาท 

ธรรมชาติของสังขารหรือสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย (โดยเน้นมาที่ ร่างกายและจิตใจของเรา รวมทั้งของคนอื่น และสิ่งทั้งหลาย ที่มันให้ความสุขแก่เรา) นั้น มันกำลังเปลี่ยนแปลงหรือมีความเสื่อมสภาพอยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว มันก็ต้องแตกหรือดับสิ้นไปหรือหายไปอย่างแน่นอน ตามกฎความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของสังขารทั้งหลาย

ความประมาทก็คือ ความลุ่มหลงมัวเมา (คือเพลิดเพลินอยู่ด้วยความพอใจ) ใน “สิ่งที่ให้ความสุข” ทั้งหลายของโลกอย่างขาดสติ (คือลืมระลึกถึงปัญญาที่มองเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาของสิ่งที่ให้ความสุขนั้น) เมื่อไม่มีปัญญาก็จะทำให้เกิดความเห็นผิดขึ้นมา ตามความเคยชินที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกว่า “สิ่งที่ให้ความสุขนั้นมันเป็นอัตตาที่จะตั้งอยู่อย่างสุขสบายตลอดไปโดยไม่นำความทุกข์ใดๆมาให้”  ซึ่งเมื่อมีความเห็นผิดเช่นนี้เกิดขึ้น ก็จะทำให้เกิดความรัก (คือชอบหรืออยากได้มาเป็นของตนเอง) และความผูกพัน (คือติดใจ หรืออยากมี อยากเป็น อยู่เช่นนั้นตลอดไป) กับสิ่งที่ให้ความสุขนั้นขึ้นมาทันที ยิ่งลุ่มหลงมัวเมามาก ก็จะยิ่งมีความรักและความผูกพันมาก ซึ่งความรักและความผูกพันนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาบ่อยๆ มันก็จะเป็นความเคยชินที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราเรื่อยๆ ยิ่งเรามีความรักและความผูกพันมาก ก็จะยิ่งเป็นความเคยชินเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกมาก  สุดท้ายเมื่อสิ่งที่เรารักและผูกพันนั้น มันได้เปลี่ยนแปลงไปตามความไม่เที่ยงของมัน เช่นร่างกายแก่ เจ็บ หรือกำลังจะตาย หรือคนที่เรารักหรือสิ่งที่เรารักได้จากเราไป เป็นต้น เราก็จะเกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจ (คือเกิดความทุกข์เปิดเผย) อย่างรุนแรงขึ้นมาทันที โดยที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้ ซึ่งนี่ก็คือผลจากความประมาท

ส่วนความไม่ประมาทก็คือ การมีสติอยู่ตลอดเวลา แล้วสติก็จะดึงเอาปัญญาและสมาธิออกมา เมื่อมีปัญญาและสมาธิ ก็จะทำให้กิเลสที่เป็นความลุ่มหลงพอใจ กับความรักและความผูกพัน ในสิ่งที่ให้ความสุขทั้งหลาย ระงับหรือดับหายไป (แม้ชั่วคราว) เมื่อกิเลสดับหายไป ก็จะทำให้ความทุกข์ไม่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเรามีสติปัญญาและสมาธิเช่นนี้บ่อยๆ ก็จะทำให้ความเคยชินของกิเลส ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกลดลงได้ และเมื่อมีการปฏิบัติอย่างนี้ต่อเนื่องนานๆ ความเคยชินของกิเลสก็จะหมดสิ้นไปจากจิตใต้สำนึกของเราได้อย่างถาวร และเราก็จะไม่มีความทุกข์ใดๆไปจนตลอดชีวิต ซึ่งความไม่มีทุกข์นี้เองที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเรา ที่เราต้องรีบแสวงหา

วิธีสร้างสันติภาพตามแนวทางพุทธศาสนา

สันติภาพ หมายถึง ความสงบสุขของโลก ซึ่งเกิดมาจาก การที่มนุษย์ไม่เบียดเบียนกันไม่ว่าจะโดยวิธีใด ซึ่งการที่โลกมีแต่วิกฤติการณ์อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะ มนุษย์เบียดเบียนซึ่งกันและกันอยู่ คือทั้งเบียดเบียนกันเอง เบียดเบียนสัตว์ และเบียดเบียนป่าไม้

ส่วนสาเหตุที่ทำให้มนุษย์เบียดเบียนกันนี้ก็เพราะมนุษย์มี “ความโลภ” (อยากได้วัตถุนิยม คือ เรื่องทางเพศ, วัตถุสิ่งของ, และเกียรติยศชื่อเสียง ที่ให้ความสุขอย่างยิ่ง) เมื่อไม่ได้ตามที่โลภก็จึงเกิด “ความโกรธ” (อยากทำร้ายบุคคลหรือสิ่งที่มาขัดขวางไม่ให้ได้วัตถุนิยม)

ส่วนสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีความโลภและความโกรธก็เพราะมนุษย์มี “ความเห็นแก่ตัว” คือโลภก็เพื่อตัวเอง โกรธก็เพราะตัวเองไม่ได้ตามที่อยากได้

ส่วนสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีความเห็นแก่ตัวก็เพราะมนุษย์มี “ความยึดถือว่ามีตัวเอง” คือเมื่อยึดถือว่ามีตัวเอง จึงทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นมา

ส่วนสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีความยึดถือว่ามีตัวเองก็เพราะมนุษย์มี “ความเข้าใจผิดตัวว่ามีตัวเองอยู่จริง” คือเมื่อมีความเข้าใจผิดตัวว่ามีตัวเองจริง จึงทำให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเองขึ้นมา

ส่วนสาเหตุที่ทำให้มนุษย์มีความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงก็เพราะมนุษย์มี อวิชชา หรือ “ความรู้ผิดว่ามีตัวเองอยู่จริง” (สัญชาติญาณว่ามีตัวเอง ที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก ที่เรียกว่าเป็นความโง่สูงสุดของมนุษย์) คือเมื่อมีความรู้ผิดว่ามีตัวเองอยู่จริง จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงขึ้นมา

สรุปได้ว่า ต้นตอของวิกฤติการณ์ทั้งหลายของโลกเกิดมาจากอวิชชา ซึ่งเป็นความรู้ผิดว่า “มีตัวเองอยู่จริง” ของมนุษย์ทั้งหลาย  คือเมื่อมนุษย์มีความรู้ผิดว่ามีตัวเองอยู่จริง จึงทำให้มนุษย์นั้นเกิดความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงขึ้นมา, เมื่อมีความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริง จึงทำให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเองขึ้นมา, เมื่อมีความยึดถือว่ามีตัวเอง ก็ทำให้เกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นมา, เมื่อมีความเห็นแก่ตัวจึงทำให้เกิดความโลภและโกรธเพื่อตัวเองขึ้นมา, และเมื่อมีความโลภและโกรธ จึงทำให้มนุษย์เกิดการเบียดเบียนกันขึ้นมา, จนทำให้โลกมีแต่วิกฤติการณ์และหาสันติภาพไม่ได้อย่างเช่นในปัจจุบัน

ดังนั้นวิธีสร้างสันติภาพให้แก่โลกที่ได้ผลแน่นอนและยั่งยืนที่สุดก็คือ การเผยแพร่ความจริงสูงสุดของชีวิตที่ว่า “มันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง” (หรือเรื่องทุกสิ่งเป็นอนัตตา) ให้แก่ปัญญาชนหรือคนที่มีความรู้ทางโลกสูงๆ ซึ่งเมื่อปัญญาชนเข้าใจแล้ว เขาก็จะช่วยกันเผยแพร่ให้มนุษย์ส่วนใหญ่ได้เข้าใจ  เมื่อมนุษย์ส่วนใหญ่เกิดความรู้ที่ถูกต้องว่า แท้จริงมันไม่ได้มีตัวเองอยู่จริงแล้ว ความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงก็จะหายไป เมื่อความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงหายไป ความยึดถือว่ามีตัวเองก็จะลดน้อยลง เมื่อความยึดถือว่ามีตัวเองลดน้อยลง ความเห็นแก่ตัวก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย เมื่อความเห็นแก่ตัวลดน้อยลง (หรือไม่เห็นแก่ตัวแต่เห็นแก่ผู้อื่นแทน)  ความโลภและโกรธก็จะลดน้อยลงตาม เมื่อมนุษย์มีความโลภและโกรธน้อยลง การเบียดเบียนกันก็จะลดน้อยลง เมื่อมนุษย์เบียดเบียนกันลดน้อยลง วิกฤติการณ์ของโลกก็จะลดน้อยลง และเมื่อโลกมีวิกฤติการณ์ลดน้อยลงจนโลกกลับคืนสู่ความปกติ สันติภาพก็จะกลับมาปรากฏได้ใหม่ หลังจากที่ได้สูญเสียมันไป

สรุปคำสอนทั้งหมดของพระพุทธเจ้า

เมื่อมีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “คำสอนทั้งหมดของพระพุทธองค์นั้นสรุปได้ว่าอย่างไร?” พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่า คำสอนทั้งหมดของพระพุทธองค์ จะสรุปอยู่ที่ประโยคที่ว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน (อัตตา)”

จากคำพูดประโยคนี้ก็แสดงให้เราเข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือการแสดงหลักอริยสัจ ๔ โดยย่อนั่นเอง คือถ้าจิตโง่ไปยึดถือร่างกายและจิตใจรวมทั้งสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้อง ว่าเป็นตัวเรา-ของเราเข้า จิตโง่นั้นก็จะเกิดความทุกข์ แต่ถ้าจิตฉลาดและไม่ยึดถือก็จะไม่เกิดความทุกข์ ซึ่งถ้าใครเข้าใจคำสอนโดยสรุปของพระพุทธเจ้าเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับรู้จักคำสอนทั้งหมดของพุทธศาสนา ถ้าใครปฏิบัติได้เพียงเท่านี้ก็เท่ากับได้ปฏิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนา และถ้าใครได้รับผลเพียงเท่านี้ ก็เท่ากับได้รับผลทั้งหมดจากพุทธศาสนาแล้ว

จบ

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ จาก www.whatami.net)


***ถ้าต้องการปริ๊นหนังสือนี้เป็นรูปเล่มให้คลิ๊กที่นี่***