-๓-

ภาค ๔ หลักการปฏิบัติ

นิพพาน- ความสงบเย็น

คำว่า นิโรธ แปลว่า ความดับ คือหมายถึงความทุกข์ได้หายไป เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็นิพพาน ซึ่งคำว่า นิพพาน แปลว่า เย็น คือหมายถึงความทุกข์ได้ดับไปแล้วและจิตก็จะเย็น คือความทุกข์มันก็ทำให้จิตดิ้นรน เร่าร้อน แห้งเหี่ยว ทรมาน หนัก-เหนื่อย ขุ่นมัว ไม่สงบ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ หรือความทุกข์ได้ดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) จิตจึงกลับคืนสู่สภาวะเดิมของมัน คือความสงบ เยือกเย็น เบา สบาย สดชื่น แจ่มใส ซึ่งสรุปแล้วนิพพานก็หมายถึง จิตที่สงบเย็น 

นิพพานนี้จะมีอยู่ ๓ ลักษณะ อันได้แก่

๑. นิพพานตามธรรมชาติ คือตามปกติแล้ว กิเลสและความทุกข์มันก็ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเวลาใดที่ความทุกข์ยังไม่เกิดขึ้น เวลานั้นจิตของเรามันก็นิพพานหรือสงบเย็นอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพียงแต่จะยังไม่เย็นสนิทหรือสูงสุด (เพราะยังมีอาการของนิวรณ์มารบกวนจิตอยู่) คือยังเป็นแค่เพียงความอุ่นใจหรือเบาใจ จากการที่ชีวิตของเรายังปกติสุขดีอยู่ เพราะเราทำแต่ความดี ไม่ได้ทำความผิดหรือชั่ว ซึ่งเพียงเท่านี้ก็นับว่ามีประโยชน์แล้วแก่ชีวิตของเรา ที่ยังไม่มีความรู้ในเรื่องการดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า

๒. นิพพานขั้นต้นหรือนิพพานชิมลอง คือเป็น ความเย็นสนิท ที่มาจากการที่นิวรณ์ได้ระงับหรือดับหายไปชั่วคราว ซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นจากการที่จิตของเรามันได้ถูกกิเลสแผดเผาเสียจนอ่อนล้าแล้ว มันก็จะระงับหรือดับลงไปของมันชั่วคราวได้เองตามธรรมชาติ หรืออาจเกิดจากการที่เราได้ไปพบกับสิ่งที่ทำให้จิตสงบ เช่น พบเห็นคนตายหรือพบเห็นภัยพิบัติต่างๆของคนอื่น หรือเราได้ไปอยู่ในสถานที่ที่ชวนให้จิตสงบ เช่น ป่า เขา ลำธาร แม่น้ำ ทะเล หรือในห้องที่ไม่มีสิ่งรบกวน เป็นต้น หรืออาจเกิดจากการที่เราฝึกจิตให้มีสมาธิจนนิวรณ์ระงับหรือดับหายไปชั่วคราว มันก็ทำให้จิตของเราเย็นได้อย่างสนิท ซึ่งนี่ก็คือนิพพานของจริงที่เป็นความสงบเย็นอย่างสูงสุด แต่ว่ายังเป็นแค่เพียงชั่วคราว เมื่อสมาธิหายไปและกิเลสหรือนิวรณ์กลับมาเกิดขึ้นอีก นิพพานสูงสุดนี้ก็จะยังหายไปได้อีก ดังนั้นนิพพานนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นนิพพานขั้นต้นหรือนิพพานชิมลองที่เหมือนนิพพานของแท้ ที่มีเอาไว้ให้เราได้ลิ้มลอง เพื่อที่จะได้ปรารถนา (ความอยากที่ดีหรืออยากพ้นทุกข์) นิพพานชนิดถาวรต่อไป  

๓. นิพพานถาวร คือเป็นการปฏิบัติปัญญาและสมาธิตามหลักอริยมรรค จนสามารถทำลายสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน (อวิชชา) ให้หมดสิ้นไปจากจิตใต้สำนึกได้อย่างถาวร จึงทำให้กิเลสและความทุกข์จะไม่กลับมาเกิดขึ้นแก่จิตอีกอย่างถาวร จึงทำให้จิตบรรลุนิพพานสูงสุดได้อย่างถาวร (คือตลอดชีวิต)   

สรุปได้ว่า เมื่อจิตเกิดกิเลส มันก็จะเกิดความรู้สึกเร่าร้อนทรมานหรือเป็นทุกข์ แต่เมื่อใดที่จิตไม่มีกิเลส (รวมทั้งนิวรณ์) จิตมันก็จะไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะเย็น ซึ่งคำว่าเย็นนี้มันก็ตรงกับคำว่า “นิพพาน” ที่ชาวบ้านของอินเดียในสมัยพุทธกาลเขาใช้พูดกันอยู่ ซึ่งนิพพานนี้เองที่มาช่วยให้จิตของเราได้รับการพักผ่อน ถ้าจิตของเราถูกกิเลสแผดเผาอยู่ตลอดทั้งวัน (คือด้วยความพอใจและไม่พอใจ หรือเดี๋ยวหัวเราะ เดี่ยวร้องไห้อยู่ตลอดทั้งวัน) เราคงเป็นบ้าตายกันไปหมดแล้ว ดังนั้นเราจึงควรรู้คุณค่าของนิพพาน และขอบคุณนิพพานที่ได้ช่วยหล่อเลี้ยงจิตของเราเอาไว้ และไม่เนรคุณต่อนิพพาน ด้วยการเกลียดกลัวนิพพาน แล้วพยายามแสวงหานิพพานสูงสุดและถาวรกันต่อไป

อริยมรรคมีองค์ ๘

จากการที่เราได้ศึกษามาทั้งหมดก็สรุปได้ว่า พระพุทธเจ้าสอนเรื่องการดับทุกข์ เพราะความทุกข์คือภัยอันใหญ่หลวงหรือน่ากลัวที่สุดของคนทั่วไป ซึ่งหลักที่สอนเรื่องการดับทุกข์ของพระพุทธเจ้านั้นก็คือ อริยสัจ ๔ ที่สรุปอยู่ที่ ความทุกข์ ก็คือความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ที่มีต้นเหตุมาจากสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทุกคน ส่วนความไม่มีทุกข์ ก็ได้แก่นิพพานหรือความสงบเย็นของจิต เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ ส่วนวิธีการดับทุกข์ นั้นเรียกว่า มรรค ที่แปลว่า หนทาง หรือ อริยมรรค ที่แปลว่า หนทางอันประเสริฐ  ซึ่งอริยมรรคนี้แม้จะเป็นหนทางเดียว แต่ก็มีองค์ประกอบอยู่ถึง ๘ องค์ประกอบ อันได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งก็สรุปอยู่ที่การมีความเข้าใจอย่างถูกต้องในชีวิตว่า “มันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริง” อันเป็นหัวใจของปัญญา 

๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริ (หรือความปรารถนา) ที่ถูกต้อง ซึ่งก็สรุปอยู่ที่ดำริที่จะออกจากกามารมณ์ ดำริที่จะออกจากความอาฆาตพยาบาทปองร้าย และดำริที่จะไม่เบียดเบียนใครด้วยความหลงผิด

๓. สัมมาวาจา การปฏิบัติทางวาจาที่ถูกต้อง ซึ่งก็สรุปอยู่ที่การระวังรักษาวาจาให้เรียบร้อย

๔. สัมมากัมมันตะ การปฏิบัติทางกายที่ถูกต้อง ซึ่งก็สรุปอยู่ที่การระวังรักษาความประพฤติทางกายให้เรียบร้อย

๕. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตและบริหารชีวิตที่ถูกต้อง ซึ่งก็สรุปอยู่ที่การประกอบอาชีพและบริหารชีวิตที่ถูกต้อง

๖. สัมมาวายามะ การมีความเพียรที่ถูกต้อง ซึ่งก็สรุปอยู่ที่การมีความเพียรพยายามในการปฏิบัติเพื่อทำลายต้นเหตุของความทุกข์

๗. สัมมาสติ การตั้งสติเอาไว้ถูกต้อง ซึ่งก็สรุปอยู่ที่การระลึกถือแต่เรื่องที่ทำให้เกิดปัญญา

 ๘. สัมมาสมาธิ การมีความตั้งใจมั่นอยู่เสมอที่ถูกต้อง ซึ่งก็สรุปอยู่ที่การมีจิตที่บริสุทธิ์ ตั้งมั่น และอ่อนโยน

  องค์ประกอบทั้ง ๘ ของอริยมรรคนี้ สามารถสรุปย่อลงเป็นหลักในการปฏิบัติได้ ๓ ส่วน คือ ปัญญา, ศีล,  และ สมาธิ ซึ่งปัญญาก็คือ สัมมาทิฏฐิ สังมาสังกัปปะ ส่วนศีลก็คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ส่วนสมาธิ ก็คือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ  ซึ่งเรามักชอบเรียกง่ายๆว่า ศีล สมาธิ ปัญญา คือต้องมีศีลเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งศีลจะเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ และสมาธิก็จะเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา และปัญญาก็จะวนกลับมาช่วยให้เรามีศีลที่ถูกต้อง อันจะทำให้เรามีสมาธิและปัญญามากยิ่งขึ้นจนดับทุกข์ได้ในที่สุด ซึ่งในการปฏิบัติศีลสมาธิปัญญานี้ไม่ใช่จะมาปฏิบัติทีละอย่าง แต่เป็นการปฏิบัติพร้อมกัน จึงจะมีพลังมากำจัดทุกข์ได้ ถ้าปฏิบัติทีละอย่างจะไม่มีพลังมากำจัดทุกข์ได้

เรื่องศีลและสมาธินั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ก็ยังเหลือเรื่องปัญญาเท่านั้นที่อาจจะเข้าใจยากอยู่สักหน่อย เพราะต้องศึกษาโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการศึกษา คือใช้เหตุผลและความจริงจากสิ่งที่เรามีอยู่จริงๆในชีวิตปัจจุบันมาศึกษา จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดว่า มันไม่ได้มีสิ่งที่เป็นตัวตน (อัตตา) ของเราอยู่จริงเลยในร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกว่าเป็นตัวเรา-ของเรานี้ เพื่อสร้างความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ)  อันเป็นองค์ประกอบตัวแรกของอริยมรรคให้เกิดขึ้น เมื่อมีองค์ประกอบตัวแรกแล้ว องค์ประกอบที่เหลือทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นตามมาเองอย่างถูกต้อง แต่ถ้ายังไม่มีองค์ประกอบตัวแรก องค์ประกอบที่เหลือทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง แล้วการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าก็จะไม่เกิดขึ้น

ศีล- จิตที่ปกติ

ก่อนอื่นเราควรเข้าใจคำว่าศีลก่อน คือคำว่า ศีล แปลว่า ปกติ ซึ่งหมายถึงความปกติของจิต คือถ้าเรามีชีวิตที่สงบสุข ไม่มีความเดือดร้อนหรือไม่สะดุ้งหรือหวาดกลัวต่อสิ่งใดๆ เพราะไม่เคยได้ทำความผิดหรือชั่วอยู่แล้วเป็นปกติ ก็เรียกว่าเราเป็นคนมีศีลแล้วโดยไม่ต้องไปขอจากใคร โดยศีลนั้นก็สรุปอยู่ที่การปฏิบัติทางกายและวาจาที่ถูกต้องหรืองดงาม อันได้แก่ การมีเจตนา (ตั้งใจ) ที่จะไม่ล่วงละเมิดหรือเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินรวมทั้งกามารมณ์ (วัตถุกาม) ของผู้อื่น รวมทั้งการมีเจตนาที่จะไม่พูดโกหก คำหยาบ ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ ซึ่งศีลนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพราะจะเป็นพื้นฐานให้การฝึกสมาธิทำได้ง่าย ถ้าขาดศีลก็ฝึกสมาธิไม่ได้ แต่เมื่อจะกล่าวถึงการปฏิบัติอริยมรรค เรามักจะกล่าวเพียงว่า “ต้องใช้ปัญญากับสมาธิมาทำงานร่วมกัน” เท่านั้น ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วก็ต้องมีศีลมาเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่จะไม่กล่าวถึงเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย  

ศีลของอริยมรรคก็มีเพียงเท่านี้ ซึ่งแม้ผู้ที่ไม่ได้บวช (ผู้ครองเรือน)  ก็สามารถปฏิบัติได้ เพียงแต่อาจจะปฏิบัติได้ยากอยู่สักหน่อย เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่ไม่มีศีลธรรม แต่ถ้าตั้งใจจริงก็สามารถปฏิบัติได้  ส่วนนักบวชเช่นพระภิกษุนั้นจะมีศีลที่มากขึ้น ก็เพื่อให้มีความปกติมากขึ้น เพื่อให้มีสมาธิได้ง่ายขึ้น และมีปัญญาแตกฉานมากยิ่งขึ้น อันจะช่วยให้มีความทุกข์น้อยกว่าคนที่ไม่ได้บวช แต่ถึงแม้จะบวชแล้วถ้าไม่มีศีลของตนเอง ก็มีค่าเท่ากับผู้ที่ยังไม่ได้บวช คือยังมีความทุกข์เหมือนคนทั่วๆไปที่ยังไม่ได้บวช

สมาธิ- จิตที่ตั้งมั่น

สมาธิ แปลว่า ตั้งมั่นอยู่เสมอ คือเป็นอาการของจิตที่ตั้งใจ หรือจดจ่อ หรือจับ หรือเพ่ง อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลาได้นานๆ ซึ่งสมาธินี้มี ๒ ประเภท คือ สมาธิผิด  กับ สมาธิถูก 

โดยสมาธิผิดก็คือ สมาธิที่จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยกิเลสหรือนิวรณ์ตลอดเวลา ซึ่งผลของสมาธิผิดนี้ก็คือจะมีความทุกข์ หรือความเร่าร้อนใจ ไปตามอำนาจของสิ่งที่กำลังเพ่งอยู่ เช่น ถ้าเพ่งอยู่ในเรื่องกามารมณ์ จิตก็จะเร่าร้อนทรมานอยู่ด้วยความอยากได้ในกามารมณ์นั้นให้มากยิ่งๆขึ้นไป หรือถ้าเพ่งอยู่ด้วยความโกรธ ก็จะทำให้จิตเกิดความเร่าร้อนหรือคับแค้นใจ เป็นต้น

ส่วนสมาธิถูกก็คือ สมาธิที่จดจ่อหรือตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วทำให้กิเลสระงับหรือดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) เช่น การเพ่งอยู่ที่การหายใจของร่างกายเราเอง หรือการตั้งใจอ่านหนังสือเรียน หรือการที่นักเรียนตั้งใจฟังสิ่งที่ครูสอน หรือการที่ครูตั้งใจสอน หรือการตั้งใจทำงานที่สุจริต หรือการที่นักวิยาศาสตร์ตั้งใจคิดค้นสิ่งที่ดีงาม เป็นต้น 

สมาธิถูกนี้จะมีลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑. บริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลส และนิวรณ์ครอบงำ

๒. ตั้งมั่น คือเข้มแข็ง ไม่มีอะไรมายั่วยวนให้หวั่นไหวได้ (คือไม่ทำให้เกิดกิเลสหรือนิวรณ์)

๓. อ่อนโยน คือ มีสติสมบูรณ์ มีความสุขุมรอบครอบและมีความจำดี จึงเหมาะสมต่อการทำงานทุกชนิด

ผลของสมาธินี้ก็คือ ทำให้จิตมีความสุขที่ประณีต (สุขสงบ), มีสติตลอดเวลา, และเมื่อจิตไม่มีกิเลสและนิวรณ์ครอบงำ จึงทำให้อุปาทานดับหายไปด้วย เมื่อจิตไม่มีอุปาทานจึงทำให้จิตไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ก็จะทำให้นิพพาน (ความสงบเย็น) ปรากฏ (หมายเหตุ ต่อไปถ้าพบคำว่า สมาธิ ในหนังสือนี้ ก็ขอให้เข้าใจว่าหมายถึง สมาธิถูก)

เมื่อจิตมีสมาธิ ก็สามารถพิจารณาถึงความจริงของธรรมชาติให้เข้าใจได้ เพราะจิตจะมีสติตลอดเวลา รวมทั้งไม่ดื้อรั้นหรือแข็งกระด้างและไม่มีความลำเอียงใดๆ จึงสามารถเข้าใจถึงเรื่องการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับหายไปของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายได้ รวมทั้งยอมรับเหตุผลและความจริงที่ได้พบเห็นหรือรับรู้โดยไม่บิดพลิ้ว ซึ่งนี่ก็คือผลจากการมีสมาธิที่ช่วยให้เกิดปัญญาได้ ถ้าไม่มีสมาธิก็จะไม่มีสามารถพิจารณาโดยใช้เหตุใช้ผลให้เกิดความเข้าใจได้

สมาธินี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องฝึกให้เกิดขึ้น เพราะปกติเราจะมีสมาธิกันน้อย จึงยังไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยมรรค แต่ก่อนที่จะฝึกสมาธิ เราจะต้องรู้จักกับสิ่งที่ตรงข้ามหรือศัตรูของสมาธิเสียก่อน เพราะเป็นสิ่งตรงข้ามกัน คือเมื่อจิตมีสมาธิ ศัตรูของสมาธิก็จะไม่มี แต่เมื่อจิตมีศัตรูของสมาธิครอบงำ จิตก็จะไม่มีสมาธิ ซึ่งศัตรูของสมาธินี้ก็ได้แก่ นิวรณ์ คือเมื่อจิตของเรามีนิวรณ์ตัวใดตัวหนึ่งเกิดขึ้นมาในจิต จิตของเราก็จะไม่มีสมาธิ แต่ถ้าจิตของเราไม่มีนิวรณ์ตัวใดเลย และมีความตั้งมั่นและอ่อนโยน ก็เท่ากับจิตของเรามีสมาธิแล้ว

นิวรณ์ – สิ่งปิดกั้นจิต

   คำว่า นิวรณ์ แปลว่า สิ่งปิดกั้นจิต ซึ่งนิวรณ์นี้ก็คืออาการของกิเลสอย่างอ่อนๆนั่นเอง โดยอาการของนิวรณ์นี้แยกได้ ๕ อาการ อันได้แก่

๑. กามฉันทะ คือความพอใจเล็กๆน้อยๆในกามารมณ์

๒. พยาบาท คือความอาฆาตหรือพยาบาทที่ฝังใจอยู่

๓. ถีนมิทธะ คือความหดหู่ เซื่องซึม มึนชา

๔. อุทธัจจกุกกุจจะ คือความตื่นเต้นหรือความฟุ้งซ่านที่ทำให้เกิดความรำคาญใจ

๕. วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัยในสิ่งที่เราเชื่อถือยู่ว่ามีจริงหรือไม่? หรือถูกต้องหรือไม่?

ปกตินิวรณ์นี้จะเกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราอยู่เกือบตลอดทั้งวัน ซึ่งเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว แม้มันจะไม่ทำให้เกิดความทุกข์อย่างเต็มที่ (คือความเศร้าโศกหรือเสียใจ ความคับแค้นใจ เป็นต้น) แต่มันก็ทำให้จิตของเราขุ่นมัว ไม่สงบระงับ ไม่เป็นปกติ ไม่เบาสบาย ไม่สดชื่น ไม่ปลอดโปร่งแจ่มใส (คือไม่นิพพาน)  ซึ่งเรียกว่าเป็นความทุกข์อ่อนๆ และเมื่อนิวรณ์ตัวใดเกิดขึ้น มันก็จะทำให้จิตของเราไม่มีสมาธิ เมื่อจิตไม่มีสมาธิก็จะทำให้ปัญญาที่จะมาดับทุกข์ไม่เกิดขึ้น เมื่อจิตไม่มีปัญญาและสมาธิ จึงทำให้ความทุกข์อ่อนๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและนิพพานสูงสุดก็ไม่ปรากฏ สิ่งสำคัญก็คือ เมื่อนิวรณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ความเคยชินของอวิชชาที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรามีมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เปลี่ยนแปลงหรือกำจัดมันได้ยากยิ่งขึ้นด้วย  นี่เองจึงได้เรียกอาการนี้ว่า นิวรณ์ ที่หมายถึง สิ่งปิดกั้นจิตจากความดี (คือจากปัญญาสมาธิและนิพพาน)   

วิธีการฝึกสมาธิง่ายๆ

ตามปกติเราก็พอจะมีสมาธิกันอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่จะไม่มากพอเท่านั้น อย่างเช่น เวลาเราตั้งใจฟังครูสอน หรือตั้งใจอ่านหนังสือ เราก็จะมีสมาธิขึ้นมาแล้วโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่ก็คือสมาธิที่จำเป็นสำหรับนำมาใช้คู่กับปัญญาในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ซึ่งวิธีการฝึกให้จิตมีสมาธินั้นก็สามารถทำได้ โดยการตั้งใจในการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ในการพูด, และคิดของเราเอง หรือในการทำกิจวัตรประจำวันของเราก็ได้ หรือจะฝึกกำหนดการหายใจของร่างกายเรา หรือจะฝึกเพ่งวัตถุ เป็นต้น ก็ได้

วิธีการฝึกสมาธิที่ทำได้ง่ายและเป็นที่นิยมนั้นก็คือ กำหนดการหายใจ (ที่เรียกว่าอานาปานสติ) ซึ่งวิธีการฝึกนั้น เราจะใช้อิริยาบถใดก็ได้ แต่ถ้าเพิ่งเริ่มต้นฝึกควรใช้อิริยาบถนั่งก่อน เพราะจะทำให้เกิดสมาธิได้ง่ายกว่าอิริยาบถอื่น ถ้าฝึกจนชำนาญแล้วจะใช้อิริยาบถใดก็ได้ ส่วนวิธีการฝึกนั้นก็คือ ให้เราตั้งใจกำหนดอยู่ที่การหายใจของร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา และพยายามควบคุมให้ลมหายใจเบาและยาวอยู่ตลอดเวลา (ถ้าลมหายใจแรงและสั้นจะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ยากกว่า) โดยระวังอย่าไปกำหนดสิ่งอื่นภายนอกร่างกาย และระวังอย่าไปคิดถึงเรื่องที่จะทำให้กิเลสและนิวรณ์เกิดขึ้นมา ซึ่งในการกำหนดการหายใจของร่างกายนี้ ขั้นต้นเราอาจจะใช้วิธีการนับการหายใจของเราไปเรื่อยๆเพื่อให้จิตสงบก็ได้ หรือจะท่องคำสั้นๆในขณะที่เรากำลังหายใจ เช่น ไม่มีเรา, ไม่มีใคร, ว่างเปล่า, ผ่านไป, ตายแน่, เกิดดับ, อย่าโง่, อย่าบ้า เป็นต้น เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลาก็ได้

แต่ถ้าจิตยังไม่สงบ ให้ลองใช้วิธีคิดด้วยสติ (คือตั้งใจคิดให้เป็นคำพูดแล้วก็ตั้งใจฟังด้วย) โดยการตั้งใจคิดช้าๆด้วยประโยคสั้นๆ ในขณะที่กำลังหายใจออก แต่เมื่อหายใจเข้าก็ให้หยุดคิด (หรือจะคิดช่วงเวลาหายใจเข้าก็ได้ เมื่อหายใจออกก็ให้หยุดคิด) ซึ่งการคิดนี้ควรคิดเรื่องที่ทำให้เกิดปัญญาหรือความรู้ที่ดีงาม เช่น เรื่องความไม่เที่ยง เรื่องสภาวะที่ต้องทน เรื่องความไม่ใช่ตัวเรา หรือเรื่องความว่างจากตัวเรา หรือเรื่องการคิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม หรือเรื่องการเรียน หรือเรื่องการเตือนตนเอง หรือเรื่องการสอนอริยสัจ ๔ เป็นต้น ซึ่งการฝึกเช่นนี้จะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ง่าย รวมทั้งยังทำให้เกิดปัญญาไปพร้อมๆกันไปด้วย เรียกว่าเป็นการปฏิบัติทั้งสมาธิและปัญญาไปพร้อมๆกัน

เราจะสังเกตได้ว่าจิตของเรามีสมาธิหรือไม่ โดยให้สังเกตได้จากการที่จิตของเราสงบหรือไม่ฟุ้งซ่านแล้ว (คือไม่มีกิเลสและนิวรณ์) และความดิ้นรนของจิตก็จะไม่มี รวมทั้งมีความสุขที่สงบประณีต และมีปีติหรือความอิ่มเอมใจ รวมทั้งจิตของเราก็จะมีสติอยู่ตลอดเวลาด้วย ก็แสดงว่าจิตของเรามีสมาธิแล้ว ซึ่งเมื่อจิตไม่มีนิวรณ์ จิตก็จะไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย เมื่อจิตไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย จิตก็จะนิพพานสูงสุด (คือสงบเย็น เบาสบาย สดชื่น ปลอดโปร่งแจ่มใสอย่างสูงสุด) เมื่อจิตนิพพานก็แสดงว่าจิตมีสมาธิแล้วอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนี่คือสมาธิที่จำเป็นในการปฏิบัติตามหลักอริยมรรค ส่วนสมาธิที่สูงไปกว่านี้ ที่เป็นการเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลยนั้นไม่จำเป็น เพราะเพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับนำมาใช้ในการปฏิบัติของเรา

สมาธินี้มีหลายระดับ (ที่เรียกว่าฌาน) ซึ่งระดับต้นๆก็จะมีความตั้งใจมากในการระมัดระวังไม่ให้นิวรณ์เกิดขึ้น รวมทั้งมีความสุขสงบและปีติด้วย ส่วนระดับที่สูงขึ้นก็ไม่ต้องระมัดระวังนิวรณ์แล้วเพราะชำนาญแล้ว  รวมทั้งปีติก็จะหายไป (เพราะไม่ตื่นเต้นแล้ว) จะมีแต่เฉพาะความสุขสงบเท่านั้น ส่วนระดับที่สูงขึ้นความสุขสงบก็จะหายไป (เพราะเบื่อสุขแล้ว) จะเหลือเพียงจิตที่บริสุทธิ์ ที่มีความสงบเย็นสูงสุดเท่านั้น ซึ่งความสงบเย็นสูงสุดนี้เองที่เรียกว่าเป็นนิพพานสูงสุด เมื่อนิพพานปรากฏ ก็แสดงว่าการปฏิบัติของเราถูกต้องแล้ว โดยมีความดับหายไปของความทุกข์ และการปรากฏของนิพพานมาเป็นสิ่งยืนยัน

อยู่เหนือความตาย

ในสมัยพุทธกาลนั้น ได้มีผู้ไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ทำอย่างไรมัจจุราช (คือความตาย) จึงจะตามหาเราไม่พบ?” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ให้มองโลกโดยเห็นเป็นของว่างเปล่า (เห็นสุญญตา) แล้วละความยึดถือว่าเป็นตัวตน (อัตตา) ในสิ่งทั้งหลายเสีย แล้วมัจจุราชจะตามหาเราไม่พบ”

ความตายนั้นจัดเป็นภัยที่น่าหวาดกลัวอย่างที่สุดของเราทุกคน และใครๆก็อยากจะหลุดพ้นจากความตาย แต่การที่เรากลัวตายก็เป็นเพราะ เรากลัวความทุกข์จากความตาย  ถ้าความตายไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ เราก็จะไม่กลัวตาย ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ทำอย่างไรเราจึงจะตายโดยไม่เป็นทุกข์ได้?

ในขณะที่เรากำลังจะตาย หรือใกล้ตาย หรือกำลังกังวลถึงเรื่องความตายอยู่นั้น ถ้าเราเผลอสติ (คือลืมนึกถึงเรื่องปัญญาหรือสุญญตา) แล้วมองเห็น (หรือเข้าใจ) ว่ามีตัวเราอยู่จริงๆ (คือมีความเข้าใจว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นอัตตา ตามความเคยชินที่มาจากจิตใต้สำนึก) ก็แน่นอนว่าจะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราที่กำลังจะตาย แล้วเราก็จะเกิดความหวาดกลัว (คือไม่อยากตาย) อย่างที่สุดขึ้นมาทันที ซึ่งความหวาดกลัวนี้ก็คือความเศร้าโศกหรือเสียใจอย่างรุนแรง (หรือความทุกข์ที่รุนแรงมาก) ที่เป็นภัยอันใหญ่หลวงของเราทุกคน แต่ถ้าเรามองโลกด้วยสติและปัญญาอย่างตั้งใจ (คือด้วยสมาธิ) ให้เห็นถึงความเป็นสุญญตา คือมองเห็นว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันเป็นเพียงการปรุงแต่งของธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอยู่จริง” ก็จะไม่ทำให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมา (ที่เรียกว่าจิตหลุดพ้น)  และเมื่อร่างกายจะต้องตายจริงๆ จิตใจก็จะไม่เกิดความเศร้าโศกหรือเสียใจ (คือไม่มีทุกข์อย่างรุนแรง) เพราะไม่มีความรู้สึกว่ามีใครตาย ซึ่งนี่ก็คือวิธีการเอาชนะความตายหรืออยู่เหนือความตาย อันเป็นหลักปฏิบัติโดยสรุปของอริยมรรคของอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง

 

ภาค ๕ เรื่องที่ควรรู้

ศาสนา ๒ ประเภท

ศาสนา เป็นหลักการปฏิบัติเพื่อให้ชีวิตของเรามีความสุขและมีความทุกข์น้อยลง โดยศาสนานั้นต้องมีความเชื่อ (หรือความศรัทธา) อยู่ด้วยเป็นพื้นฐาน ถ้าไม่มีความเชื่อก็ไม่มีศาสนา  ซึ่งศาสนาของโลกนั้นแยกได้ ๒ ประเภท อันได้แก่

๑. เทวนิยม คือศาสนาที่เชื่อเรื่องเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์

๒. อเทวนิยม คือศาสนาที่ไม่เชื่อเรื่องเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ศาสนาประเภทเทวนิยมนั้น เป็นศาสนาที่สอนให้มีความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เช่น เทพเจ้า หรือ พระเจ้า ว่าเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุด ที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งเป็นไป เมื่อผู้นับถือมีความเชื่อมั่นและปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาแล้ว ก็จะทำให้มีความอุ่นใจ สุขใจ และทำให้มีความทุกข์ลดน้อยลงได้

ส่วนศาสนาประเภทอเทวนิยมนั้น เป็นศาสนาที่ไม่ยอมรับเรื่องเทพเจ้าว่ามีอยู่จริง แต่ยอมรับธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงๆที่สัมผัสได้ในปัจจุบัน ว่าเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดที่ดลบันดาลให้ทุกสิ่งเป็นไป ดังนั้นหลักในการสอนของศาสนาประเภทนี้ จะไม่สอนให้เกิดความเชื่อก่อน แต่จะสอนให้เกิดปัญญาก่อน เมื่อมีปัญญาแล้วความเชื่อและการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาก็จะตามมาเองอย่างมั่นคง ซึ่งพุทธศาสนาก็เป็นศาสนาประเภทนี้

ศาสนาทุกศาสนาล้วนสอนให้คนเป็นคนดีและช่วยให้โลกมีความสงบสุข เพียงแต่วิธีการสอนนั้นอาจจะแตกต่างกันบ้างตามความรู้ของผู้คนในสังคม คือบางสังคมก็ต้องใช้ความเชื่อนำการปฏิบัติ แต่บางสังคมก็ใช้ปัญญานำหน้าการปฏิบัติ แต่ไม่ว่าจะใช้อะไรนำ ผลที่ได้ก็เหมือนกัน คือมีความสุข มีสันติภาพ และมีความทุกข์น้อยลง

จริงแท้ –  จริงสมมติ

คำว่า โลก หมายถึง ที่อยู่ของสิ่งที่มีชีวิต ซึ่งสิ่งที่มีชีวิตนั้นก็สรุปอยู่ที่ คน ที่ชอบเรียกตัวเองว่าเป็น มนุษย์ ที่หมายถึงผู้มีใจสูง, สัตว์เดรัจฉาน ที่มีร่างกายขนานไปกับโลก, และ พืช ที่มีลำต้นติดอยู่กับโลก ซึ่งโลกนั้นเป็นสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ ที่มันมีสิ่งที่มีชีวิตเกิดขึ้นมาได้  และสิ่งที่มีชีวิตชั้นสูงคือคนนั้นก็สามารถมาล่วงรู้ถึงความจริงที่ควรรู้ของโลกได้ ซึ่งความจริงของโลกนั้นมีอยู่ ๒ ระดับ คือ

๑. ความจริงสมมติ คือ ความจริงตามที่ชาวโลกสมมติกันขึ้นมา เช่น คน, สัตว์, ภูเขา, ต้นไม้, รถยนต์, บ้าน, คอมพิวเตอร์, มือถือ, เงิน (ทรัพย์),  ตัวเรา, ตัวเขา, พ่อ, แม่, ลูก, สามี, ภรรยา, พี่, น้อง, ชาย, หญิง, เด็ก, ผู้ใหญ่, สวย, หล่อ, ไม่สวย, ไม่หล่อ, ดี, ชั่ว, โง่, ฉลาด, รวย, จน, เจ้านาย, ลูกจ้าง เป็นต้น

๒. ความจริงแท้ คือ ความจริงสูงสุดของธรรมชาติ ที่เป็นเรื่องลึกซึ้งที่สุดของธรรมชาติ อันได้แก่ความจริงเรื่องที่ว่า สิ่งทั้งหลายที่ชาวโลกสมมติกันขึ้นมานั้นมันเป็นสุญญตา คือมันว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนที่แท้จริง (อัตตา) ของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น

การมอง (สัมผัส) โลกนั้น ถ้าเรามองอย่างหยาบๆ คือขาดการพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้งด้วยสติปัญญาและสมาธิ เราก็จะเห็นโลก (คือเกิดความเข้าใจไปตามความเคยชินของสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน) ว่ามันมีสิ่งต่างๆอยู่จริงๆตามที่สมมติกันขึ้นมา คือเห็นว่ามันมีตัวเรา-ของเรา หรือมีตัวตนของคนอื่น หรือมีตัวตนของสิ่งอื่นๆอยู่จริงๆ ซึ่งการมองเช่นนี้ก็จะทำให้อุปาทานและความทุกข์เกิดขึ้น แต่ถ้าเรามองโลกอย่างฉลาด คือมีการพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้งด้วยสติปัญญาและสมาธิ เราก็จะเห็นถึงความจริงสูงสุดว่า สิ่งทั้งหลายตามที่เราสมมติกันขึ้นมานั้น มันไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงๆเลย ซึ่งการมองเช่นนี้ก็จะทำให้อุปาทานไม่เกิดขึ้น และความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น 

ปัญญา ๓ ระดับ

คำว่า ปัญญา ตามหลักพุทธศาสนาจะหมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ (ปัญญานี้บางทีก็เรียกว่า วิชชา ที่หมายถึง ความรู้สูงสุด แต่ถ้าเป็นความรู้ทั่วไปจะเรียกว่า วิชา) ซึ่งการเกิดปัญญาในพุทธศาสนานี้มี ๓ ขั้น อันได้แก่

๑. สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดมาจากการฟังหรืออ่าน คือเมื่อเราได้ฟังหรืออ่านคำสอนที่ถูกต้องมาแล้วก็จำได้ ก็เรียกว่าเป็น ปัญญาขั้นจำได้ ซึ่งปัญญาขั้นนี้ยังไม่ช่วยดับทุกข์เพราะยังเป็นแค่ความรู้ที่จำได้เท่านั้น

๒. จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดมาจากการคิดพิจารณา คือเมื่อเรานำเอาสิ่งที่จำได้นั้นมาไตร่ตรองหรือพิจารณาหาเหตุหาผลอย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือให้ลึกซึ้งถึงที่สุด จนเกิดความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งขึ้นมา ก็เรียกว่าเป็น ปัญญาขั้นเข้าใจ ซึ่งปัญญาขั้นเข้าใจนี้ก็ช่วยให้ความทุกข์ลดน้อยลงตามความเข้าใจ คือถ้าเข้าใจมากความทุกข์ก็ลดลงมาก เพราะจะมีสมาธิเกิดขึ้นจากการคิดพิจารณาด้วยเสมอ

๓. ปัญญาที่เกิดมาจากการปฏิบัติ คือเมื่อเราได้นำเอาความเข้าใจนั้นมาพิสูจน์ ด้วยการทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนบังเกิดผลเป็นความดับหายไปหรือลดลงไปของความทุกข์จริงๆ (แม้เพียงชั่วคราว) ก็เรียกว่าเป็น ปัญญาขั้นเห็นแจ้ง (หรือรู้แจ้งเห็นจริง) แล้ว

สิ่งสำคัญเราต้องระวังว่า ถ้าเราหลงไปศึกษาคำสอนที่ไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระเจ้าเข้า ถึงแม้จะศึกษามาอย่างมากมายสักเท่าไร ก็ไม่เรียกว่าเป็นปัญญาไม่ว่าจะระดับใด คือจะยังเป็นแค่ความเชื่อว่าเป็นปัญญาเท่านั้น จะต้องเป็นการศึกษาคำสอนที่แท้จริงเท่านั้น จึงจะเรียกว่าเป็นปัญญาจริง ซึ่งปัญญาสูงสุดในพุทธศาสนาก็คือปัญญาขั้นเห็นแจ้งหรือเห็นจริง เพราะทำให้ความทุกข์ดับลงหรือลดลงจริง (แม้จะเพียงชั่วคราวก็ตาม)

อนัตตา หัวใจของปัญญา

ความเข้าใจอย่างแจ้งชัด เรื่องความเป็นอนัตตาของสิ่งทั้งหลายนี้เอง ที่จัดเป็นปัญญาสูงสุดของพุทธศาสนา เพราะความเข้าใจนี้จะเป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเราเป็นอย่างยิ่ง  ซึ่งประโยชน์นั้นก็คือมันช่วยให้ความทุกข์ดับลงหรือลดลงได้  รวมทั้งความเข้าใจนี้ยังจะทำให้เราเกิดความรู้แจ้งหรือเห็นจริงในชีวิตและโลกได้อีกด้วย ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า ความรู้เรื่องอนัตตานี้เป็นหัวใจของปัญญาในพุทธศาสนา เพราะเมื่อเราเข้าใจถึงความเป็นอนัตตาแล้ว ก็จะทำให้คำถามว่าทำไม? ในเรื่องของชีวิตที่เราเคยมีหมดสิ้นไปได้

ในชีวิตของเรานั้น ถ้าเรายังไม่เข้าใจถึงความเป็นอนัตตาของสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้อง เราก็จะเกิดคำถามต่างๆขึ้นมามากมาย เช่น ใครสร้างชีวิตและโลก? ชีวิตเกิดมาจากไหน? เกิดมาเพื่ออะไร? ทำไมสิ่งต่างๆจึงเป็นเช่นนั้น? ตายแล้วจะเป็นอย่างไร? อะไรคือสิ่งสูงสุด (คือมีประโยชน์ที่สุด) ของชีวิต? และจะได้มาโดยวิธีใด? เป็นต้น แต่ถ้าเราเกิดความเข้าใจถึงความเป็นอนัตตาของสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้องแล้ว คำถามเหล่านี้ก็จะหมดสิ้นไปทันที เพราะเรามีปัญญาเห็นแจ้งหรือรู้จริงในชีวิตและโลกตามที่มันเป็นอยู่จริงแล้ว

 ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า อนัตตานี้เป็นคำตอบของทุกคำถามได้ คือถ้าเราเข้าใจถึงความเป็นอนัตตาแล้ว เราก็จะตอบคำถามทุกคำถามเกี่ยวกับชีวิตและโลกในเรื่องที่เป็นประโยชน์ (คือช่วยให้ดับทุกข์) ได้ อย่างเช่นคำถามที่ว่า ทำไมคนเราจึงมีความรัก? และทำไมจึงมีปัญหาเมื่อมีความรัก? ซึ่งคำตอบก็คือ เพราะร่างกายของมนุษย์มันเป็นอนัตตา คือร่างกายเป็นแค่เพียงสิ่งปรุงแต่งที่ไม่เป็นอมตะ ดังนั้นร่างกายทั้งหลายจึงต้องตายไปในที่สุด ดังนั้นเพื่อให้เกิดมีร่างกายมาสืบทอดเอาไว้ จะได้ไม่สูญพันธุ์ไปจากโลก ธรรมชาติจึงได้ล่อลวงหรือวางกับดักเอาไว้ให้มนุษย์สืบพันธุ์ ซึ่งวิธีการที่จะล่อลวงให้มนุษย์สืบพันธ์นั้น ก็ต้องเอาความสุขสูงสุดจากการร่วมเพศ มาเป็นรางวัลหรือล่อให้มนุษย์สืบพันธุ์ โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่การมีความสุขจาการมีความรักก่อน แล้วมีจุดสูงสุดอยู่ที่ความสุขจากการร่วมเพศ และเมื่อมีการร่วมเพศแล้วก็จะเกิดมนุษย์ขึ้นมาสืบต่อเอาไว้ ซึ่งนี่เป็นระบบกลไกลที่ชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่หลอกให้มนุษย์สืบพันธุ์ โดยที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว หรือถึงแม้บางคนจะรู้ตัว แต่ก็ยากที่จะหลุดพ้นจากความยั่วยวนอย่างที่สุดของความสุขสูงสุดนี้ได้ และเมื่อลุ่มหลงในความสุขสูงสุดนี้แล้ว ก็จะเกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เช่น ความยากลำบากในการอุ้มท้องและคลอดลูก ความยากลำบากในการเลี้ยงดูลูกและครอบครัว ปัญหาจากการนอกใจ ปัญหาจากการอย่าร้าง ปัญหาจากโรคติดต่อทางเพศ และปัญหาในการทำร้ายกันจากการแย่งชิงเพศตรงข้าม รวมทั้งปัญหาจากการที่ต้องทนอยู่กับบุคคลและภาระหน้าที่ ที่แสนจะน่าเบื่อไปจนแก่เฒ่าหรือตลอดชีวิต เป็นต้น แต่ถึงแม้จะมีปัญหาหรือความทุกข์ยากลำบากมากมายเช่นนี้ มนุษย์ก็ยังยินดีที่จะมีความรักและสืบพันธุ์ เพียงแค่ต้องการความสุขสูงสุด จากการร่วมเพศ ที่ธรรมชาติหลอกล่อเอาไว้เท่านั้น


หน้าต่อไป