-๓-

ปัญญาคือความรอบรู้อริยสัจ ๔

การปฏิบัติตามหลักอริยมรรคของอริยสัจ ๔ นี้ ก็เปรียบเหมือนกับการที่เราไปตัดต้นไม้  คือศีลก็เปรียบเหมือนการมีพื้นที่สำหรับยืนที่มั่นคง ส่วนสมาธิก็เปรียบเหมือนการมีร่างกายที่มีกำลังหรือแข็งแรง ส่วนปัญญาก็เปรียบเหมือนการมีมีดหรือขวานที่คม ซึ่งเมื่อเรามีสิ่งทั้ง ๓ พร้อม เราจึงจะตัดต้นไม้ให้ขาดได้ ซึ่งการปฏิบัติอริยมรรคให้ได้ผลก็เหมือนกัน คือเราต้องมีทั้งศีล สมาธิ และปัญญาพร้อม จึงจะปฏิบัติอริยมรรคให้ได้ผลเป็นความพ้นทุกข์ ทั้งอย่างชั่วคาวและอย่างถาวรได้ ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป การปฏิบัติอริยมรรคก็จะไม่ได้ผลสมบูรณ์

ในเรื่องของศีลกับสมาธินั้น เป็นเรื่องที่เราสามารถปฏิบัติได้เองโดยไม่ยากนัก คือเพียงเราศึกษาวิธีการปฏิบัติเพียงเล็กน้อย เราก็สามารถไปปฏิบัติได้ด้วยตนเองทันที โดยไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร เพียงแค่ต้องใช้ความอดทนและความพยายามในการปฏิบัติมากหน่อยเท่านั้น ส่วนเรื่องปัญญานั้น เป็นเรื่องที่อาจจะเข้าใจยากอยู่สักหน่อย เพราะการศึกษาให้เกิดปัญญานั้น เป็นเรื่องที่ต้องมีหลักในการศึกษาที่ถูกต้อง จึงจะศึกษาแล้วเกิดปัญญาขึ้นมาได้จริง ตามที่พระพุทธเจ้าสอน แต่ถ้าเราไม่ศึกษาตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ แม้เราจะศึกษาคำสอนของพุทธศาสนาอย่างมากมาย เราก็จะไม่เกิดปัญญาใดๆขึ้นมาได้อย่างแท้จริง

โดยปัญญาตามหลักพุทธศาสนานั้นก็คือความรอบรู้อริยสัจ ๔ นั่นเอง แต่ความรู้ที่เป็นหัวใจของอริยสัจ ๔ ก็คือความรู้เรื่องชีวิตคือ (ร่างกายและจิตใจ) ของเราเป็นอนัตตา เพราะนี่คือความรู้สูงสุดที่จะทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาได้จริง ถ้าใครแม้จะศึกษาคำสอนของพุทธศาสนามาอย่างมากมาย แต่ถ้าเขายังไม่เข้าใจเรื่องความเป็นอนัตตา ของร่างกายกับจิตใจของตนเออย่างถูกต้องง ก็เท่ากับเขายังไม่มีปัญญาตามที่พระพุทธเจ้าสอน ดังนั้นการศึกษาให้เกิดความเข้าใจ ในเรื่องอนัตตานี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการศึกษาพุทธศาสนา ถ้าเราสามารถเข้าใจเรื่องความเป็นอนัตตาได้แล้ว เราก็จะเริ่มตาสว่าง เพราะเกิดปัญญาที่เป็นความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตขึ้นมาแล้ว ซึ่งเรียกได้ว่าเริ่มตื่นเป็นพุทธะในระดับต้นๆตามพระพุทธเจ้าแล้ว  

ปัญญา ๓ ระดับ

คำว่า ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ ซึ่งตามหลักของพุทธศาสนานั้น คำว่าปัญญาจะหมายถึง  ความรอบรู้ในเรื่องอริยสัจ ๔ โดยหัวใจของปัญญาก็คือความรู้ในเรื่อง “ร่างกายและจิตใจของเราเป็นอนัตตา” โดยปัญญาของพุทธศาสนาแยกได้ ๓ ระดับ คือ

  ๑. ปัญญาขั้นจำได้ คือเมื่อเราได้ฟังหรืออ่านคำสอนที่ถูกต้องมา แล้วเราก็จำได้

๒. ปัญญาขั้นเข้าใจ คือเป็นการนำเอาสิ่งที่จำได้นั้นมาพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล จนเกิดเป็นความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง

๓. ปัญญาขั้นเห็นแจ้ง คือเป็นการนำเอาความเข้าใจนั้นมาทดลองปฏิบัติ จนเกิดผลขึ้นมาให้จิตของเราได้รับรู้จริงๆ

เมื่อเราศึกษาอริยสัจ ๔ โดยการอ่านหรือฟังเรื่องชีวิต คือร่างกายและจิตใจของเราเป็นอนัตตา มาจนจำได้ ก็เรียกว่าเป็นปัญญาขั้นจำได้ ซึ่งปัญญาขั้นนี้ยังไม่มีผลอะไร แต่ถ้าเรานำเอาเรื่องที่เราจำได้นี้มาพิจารณาไตร่ตรองตามเหตุตามผล จนเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนหรือทะลุปรุโปร่ง ก็เรียกว่าเป็นปัญญาขั้นเข้าใจ ซึ่งปัญญาขั้นนี้ก็เริ่มมีผลทำให้จิตของเรา เริ่มคลายความยึดถือและความทุกข์ลงบ้างแล้ว

สุดท้าย ถ้าเรานำเอาความเข้าใจนี้มาทดลองปฏิบัติอย่างจริงจัง จนเกิดผลเป็นความดับลงของความทุกข์จริงๆแล้วแม้เพียงชั่วคราว ก็เรียกว่าเราได้เกิดปัญญาขั้นเห็นแจ้งขึ้นมาแล้ว และถ้าเราสามารถปฏิบัติตามหลักอริยมรรคได้อย่างสมบูรณ์ จนดับทุกข์ได้อย่างถาวร ก็เรียกว่าเป็นการศึกษาที่จบแล้ว คือไม่มีอะไรที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติอีกต่อไปแล้ว เพราะความไม่มีทุกข์หรือนิพพานถาวรนี้ เป็นจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนาและของมนุษย์ทุกคน 

ภาค ๓ ดวงตาเห็นธรรม

ความรู้เรื่องอนัตตาเป็นหัวใจของปัญญา

เรื่องศีลและสมาธินั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ก็ยังเหลือเรื่องปัญญาเท่านั้น ที่อาจจะเข้าใจยากอยู่สักหน่อย เพราะต้องศึกษาโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการศึกษา เพื่อให้เข้าใจว่า “ร่างกายและจิตใจของเรานี้เป็นอนัตตา” เพื่อสร้างปัญญาหรือความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฏฐิ)  อันเป็นองค์ประกอบตัวแรกของอริยมรรคให้เกิดขึ้น เมื่อมีองค์ประกอบตัวแรกแล้ว องค์ประกอบที่เหลือทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นตามมาเองอย่างถูกต้อง แต่ถ้ายังไม่มีองค์ประกอบตัวแรก องค์ประกอบที่เหลือทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง แล้วการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้าก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นต่อไปนี้เราจะมาศึกษาเรื่องอนัตตา เพื่อให้เกิดปัญญาตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้ากันต่อไป

กฎสูงสุดของธรรมชาติ

การที่เราจะศึกษาให้เกิดความเข้าใจว่า “ร่างกายและจิตใจของเรานี้เป็นอนัตตา” ได้นั้น จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงกฎพื้นฐานของธรรมชาติที่สำคัญที่สุดก่อน จึงจะศึกษาแล้วเกิดความเข้าใจ  ซึ่งกฎนี้ก็คือกฎที่ควบคุมสิ่งทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ (ซึ่งเทียบได้กับพระเจ้าของบางศาสนา) โดยกฎนี้เรียกว่า กฎสูงสุดของธรรมชาติ หรือ กฎสูงสุดของจักรวาล ที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา ที่หมายถึง กฎที่เป็นการอาศัยเหตุและปัจจัยให้เกิดขึ้น โดยกฎนี้จะบังคับทุกสิ่งเอาไว้ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น” ซึ่งกฎอิทัปปัจจยตานี้ ก็เป็นกฎพื้นฐานง่ายๆที่ใครๆก็เข้าใจและยอมรับกันอยู่แล้ว ซึ่งกฎนี้แม้จะดูว่าเป็นกฎง่ายๆ แต่ว่าถ้าเรานำเอากฎนี้มาพิจารณาอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้ว เราก็จะพบว่า มันมีความลับของธรรมชาติที่สำคัญซ่อนอยู่ในทุกสิ่งของธรรมชาติ ถ้าเราสามารถไขความลับของธรรมชาตินี้ได้ เราก็จะเข้าใจและเห็นแจ้ง เรื่องความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจของเราได้ แต่ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจความหมายของคำบางคำเสียก่อน จึงจะศึกษากฎอิทัปปัจยตาได้เข้าใจ อันได้แก่คำว่า

เกิดขึ้น หมายถึง จากการที่ไม่มีอยู่ก่อน แล้วจึงมามีขึ้นในภายหลัง

ดับหายไป หมายถึง จากการที่เคยมีอยู่ก่อน แล้วจึงมาหายไปในภายหลัง

เหตุ หมายถึง สิ่งที่กระทำให้เกิดผล

ปัจจัย หมายถึง  เหตุย่อยๆ หรือ สิ่งที่มาสนับสนุนเหตุ

ผล หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุ

ปรุงแต่ง หมายถึง การกระทำโดยธรรมชาติ

สิ่งปรุงแต่ง หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น

อัศจรรย์แห่งการปรุงแต่ง

คำว่า สังขาร เป็นภาษาบาลีแปลว่า ปรุงแต่ง ซึ่งคำว่า “ปรุงแต่ง” นี้เป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง ถ้าเข้าใจคำนี้แล้วก็จะเข้าใจกฎอิทัปปัจจยตาได้ถูกต้อง คือคำว่าปรุงแต่งนี้มีความหมายคล้ายการปรุงอาหาร ที่เราเอาเครื่องปรุงต่างๆที่พอเหมาะ มาปรุงโดยใช้ความร้อนอย่างถูกต้อง ก็จะเกิดเป็นอาหารที่เอร็ดอร่อยขึ้นมาได้ ซึ่งคำว่าปรุงแต่งนี้ก็เหมือนกัน คือมันเป็นการกระทำโดยธรรมชาติ ในการนำเอาธาตุ (คือสิ่งมีอยู่จริงๆ) ตามธรรมชาติ มาปรุงแต่งให้เกิดเป็นวัตถุและสิ่งของต่างๆ รวมทั้งจิตใจที่รู้สึกนึกคิดได้ของคนเราขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเมื่อมันปรุงแต่งให้เกิดเป็นสิ่งใดขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมานั้น แทบจะไม่หลงเหลือลักษณะเดิมของสิ่งที่นำมาปรุงแต่งมันเลย เพราะสิ่งที่นำมาปรุงแต่งทั้งหลายนั้น มันได้รวมตัวกันจนกลายเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมาจาการปรุงแต่งนี้เราจะเรียกว่าเป็น “สิ่งปรุงแต่ง”

ตัวอย่างเช่น ร่างกายที่ต้องอาศัยอาหาร น้ำ ความร้อน และอากาศที่บริสุทธิ์ มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ซึ่งร่างกายที่เกิดขึ้นมานี้แทบจะไม่หลงเหลือลักษณะของอาหาร น้ำ ความร้อน และอากาศ ให้เราพบเห็นหรือสัมผัสได้เลย เพราะมันได้รวมตัวกันกลายเป็นวัตถุชนิดใหม่ที่สมมติเรียกว่า “ร่างกาย” ขึ้นมาแทน หรืออย่างเช่น เมื่อร่างกายได้ปรุงแต่งให้เกิดวิญญาณ (การรับรู้) ขึ้นมา ซึ่งวิญญาณนี้ก็จะทำให้สมองทำงาน โดยการนำเอาข้อมูลจากสมองมาปรุงแต่งให้เกิดเป็นการจำได้ และความรู้สึก รวมทั้งการคิดนึก ขึ้นมา แล้วเราก็เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นมานี้รวมๆว่าเป็น จิต หรือ ใจ  เป็นต้น

ส่วนกรณีที่เป็นการกระทำโดยคนหรือสัตว์ ไม่ควรใช้คำว่า ปรุงแต่ง แต่ควรใช้คำว่า ทำ หรือ ประกอบ หรือ สร้าง หรือ ประดิษฐ์ แทน อย่างเช่น การสร้างรถยนต์ขึ้นมา หรือการประดิษฐ์หุ่นยนต์ขึ้นมา เป็นต้น เพราะมันยังหลงเหลือลักษณะเดิมของสิ่งที่นำเอามาสร้าง เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ทองแดง ยาง พลาสติก แก้ว เป็นต้น ให้เราได้พบเห็นอยู่

ทุกสิ่งมันเป็น “เช่นนั้นเอง”

สิ่งที่ต้องสังเกตคือ จะมีคำว่า เหตุและปัจจัย (หรือเหตุปัจจัย) ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ จะต้องมีเหตุหลายๆเหตุมาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ซึ่งมันแสดงถึงว่าแค่เพียงเหตุเดียว จะไม่สามารถปรุงแต่งให้เกิดสิ่งใดขึ้นมาได้ คือต้องมีอย่างน้อย ๒ เหตุมาร่วมกันปรุงแต่ง จึงจะปรุงแต่งให้เกิดสิ่งต่างๆขึ้นมาได้ ซึ่งเหตุที่สำคัญหรือใหญ่ที่สุดเพียงเหตุเดียวเราจะเรียกว่าเป็น “เหตุ” ส่วนเหตุที่เหลือนอกนั้นเราจะเรียกว่าเป็น “ปัจจัย” แต่บางทีเราก็ไม่นิยมกล่าวถึงปัจจัย เพราะเราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว เราจึงกล่าวถึงเฉพาะเหตุเท่านั้น อย่างที่เราชอบพูดกันว่า “เหตุทำให้เกิดผล” หรือ “ผลเกิดมาจากเหตุ” นั่นเอง

กฎอิทัปปัจจตานี้จะมีรายละเอียดว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี, เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี, เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เมื่อสิ่งนี้ดับหายไป สิ่งนี้จึงดับหายไป” ซึ่งนี่ก็คือการบอกถึงเรื่องของเหตุและผลนั่นเอง คือเป็นการบอกว่า “เมื่อมีเหตุ จึงมีผล, เมื่อไม่มีเหตุ ก็จะไม่มีผล, เมื่อเหตุเกิดขึ้น ผลก็จะเกิดขึ้น, เมื่อเหตุดับไป ผลก็จะดับไป” แต่เมื่อเหตุทำให้เกิดผลแล้ว ผลนั้นก็ยังจะเป็นเหตุให้เกิดผลใหม่ขึ้นมาได้อีก คือมันจะมีการผลักดันกันให้เกิดเป็นเหตุ เป็นผล เป็นเหตุ เป็นผล, เป็นเหตุ เป็นผล ฯลฯ อย่างนี้ต่อๆกันไปเหมือนห่วงโซ่ที่คล้องต่อๆกันไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

อีกทั้งเหตุเพียงเหตุเดียวก็ยังสามารถทำให้เกิดผลได้หลายๆผล รวมทั้งผลเพียงผลเดียวก็ยังมาจากหลายๆเหตุได้อีก ดังนั้นเหตุและผลของแต่ละสิ่งหรือแต่ละเรื่อง จึงมีความเกี่ยวพันกันกับเหตุและผล ของสิ่งหรือเรื่องอื่นๆอีกมากมายอย่างสลับซับซ้อนและยุ่งเหยิง จนบางทีเราก็ไม่สามารถไปล่วงรู้ถึงเหตุและผลที่แท้จริงทั้งหมด ของบางสิ่งหรือบางเรื่องได้อย่างถูกต้อง จนทำให้คนที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎของเหตุและผลนี้ เกิดความคิดว่า สิ่งที่ไม่รู้ถึงเหตุและผลทั้งหมดของมันนั้น มันเป็นสิ่งวิเศษหรือสิ่งที่เหนือธรรมชาติไป แต่ถ้าเราจะเข้าใจถึงหลักการเกิดขึ้นมาจากเหตุและผลตามกฏอิทัปปัจจยตานี้แล้ว เราก็จะเข้าใจได้ว่า “ทุกสิ่งนั้นมันก็เป็นของธรรมดาๆของมันเช่นนั้นเอง” ไม่ได้มีอะไรวิเศษเหนือธรรมชาติเลย

การปรุงแต่งของธรรมชาตินี้ มันเป็นความอัศจรรย์ของธรรมชาติ ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าธรรมชาติทำอย่างนี้ได้อย่างไร? เพียงเรารู้ว่าชีวิตคือร่างกายและจิตใจของเรานี้ มันเป็นเพียง “สิ่งปรุงแต่ง” ที่ธรรมชาติปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาเพียงชั่วคราว เท่านั้นก็พอแล้ว เพราะเพียงเท่านี้ก็ทำให้เรา ล่วงรู้ถึงความจริงสูงสุดของธรรมชาติ เรื่องความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจของเราที่เราควรรู้ ที่ธรรมชาติได้ซ่อนเอาไว้แล้ว

กฎอิทัปปัจจยตา คือกฎสูงสุดของธรรมชาติที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ คือกฎอิทัปปัจจยตานี้ก็เป็นกฎง่ายๆที่บังคับเอาไว้ว่า การที่สิ่งใดจะเกิดขึ้นมา จะต้องมีเหตุและปัจจัยมาร่วมกันปรุงให้เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อพิจารณาในทางกลับกันก็จะพบว่า “ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุปัจจัย” ซึ่งเมื่อเราเข้าใจถึงกฎสูงสุดนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจได้เองว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาได้อย่างไร รวมทั้งเราก็จะเข้าใจได้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่นอกเหนือกฎสูงสุดนี้ไปได้ แต่คนส่วนมากที่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ ก็มักเชื่อว่ามีสิ่งที่อยู่นอกเหนือกฎสูงสุดนี้ คือเชื่อว่ามีสิ่งที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ อันได้แก่ ความเชื่อว่ามีบุคคลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือของวิเศษ เช่น เทพเจ้า เทวดา นางฟ้า ผี นรก สวรรค์ และ คาถาอาคม เครื่องรางของขลัง เป็นต้น ที่เป็นเรื่องเล่าต่อๆกันมา แต่ถ้าเราเข้าใจกฎสูงสุดนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจได้เองว่า “เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติตามความเชื่อทั้งหลายนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นไปได้” ถ้าใครยังเชื่อว่าจะมีสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติเช่นนี้อยู่ แสดงว่ายังไม่เข้าใจกฎอิทัปัจจยตานี้อย่างถูกต้อง และจะไม่สามารถศึกษาพุทธศาสนาให้เกิดความเข้าใจได้

กฎไตรลักษณ์

สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นมาตามกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ จะมีลักษณะหรือความจริงประจำอยู่ ๓ ประการ ที่เรียกว่า กฎไตรลักษณ์ ที่หมายถึง ลักษณะ ๓ ประการของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย (กฎไตรลักษณ์นี้บางทีก็เรียกว่า สามัญลักษณะ ที่หมายถึง ลักษณะทั่วไปของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย)  อันได้แก่

๑. อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง คือสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไหลไปสู่ความแตก (ใช้กับพวกวัตถุ) หรือดับ (ใช้กับพวกจิตหรือความรู้สึกต่างๆ) อยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่หรือตั้งอยู่ในสภาวะหรือลักษณะเดิมได้ตลอดไป คือสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว สภาพการปรุงแต่งของมันก็ต้องแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิตหรือความรู้สึก) อย่างแน่นอน ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสิ่งพื้นฐาน (คือธาตุ ๖ ตามธรรมชาติ) ที่มาปรุงแต่งให้เกิดสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายขึ้นมานั้น มันก็เป็นสิ่งปรุงแต่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน ดังนั้นจึงทำให้สิ่งปรุงแต่งใหม่ๆทั้งหลายมีความเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

๒. ทุกขัง แปลว่าง ทน หรือ ต้องทน คือหมายถึง สิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย มันต้องทนประคับประคองสภาพของการปรุงแต่งของมันเอาไว้อย่างยากลำบาก ทั้งจากการเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ภายในของมันเอง และจากการถูกทำลายจากสิ่งภายนอกต่างๆอยู่เสมอด้วย ถ้ามันไม่ทนประคับประคองเอาไว้ สภาพการปรุงแต่งของมันก็จะต้องแตกสลายหรือดับหายไปทันที ซึ่งในกรณีที่เป็นวัตถุที่ไม่มีชีวิตก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันไม่มีจิตที่มารับรู้สภาวะที่ต้องทนของมัน แต่ถ้าเป็นวัตถุที่มีชีวิต ก็จะมีปัญหา เพราะมันสามารถรับรู้สภาวะที่ต้องทนของมันได้ คือร่างกายที่ยังมีชีวิตก็จะรู้สึกถึงความหนัก เหนื่อย เจ็บ ปวด หรือความทรมานของร่างกาย ส่วนจิตใจก็จะรู้สึกถึงความทุกข์ทรมานเมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเองขึ้นมา ส่วนในกรณีที่จิตไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเอง มันก็ยังมีความรู้สึกที่ต้องทนอยู่ด้วยเสมอ เพราะจิตเป็นสิ่งปรุงแต่ง เพียงแต่ว่ามีน้อยมากจนไม่เป็นปัญหา (คือไม่ทำให้จิตเกิดความรู้สึกที่ทรมานหรือเป็นทุกข์) ซึ่งความรู้สึกที่ต้องทนของจิตที่มีน้อยมากนี้เอง ที่เรียกว่า นิพพาน 

๓. อนัตตา แปลว่า ไม่ใช่อัตตา หรือ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง คือหมายถึง เป็นการปฏิเสธหรือไม่ยอมรับว่าเป็นอัตตา คือถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และมีความไม่เที่ยง รวมทั้งยังต้องทนอยู่ ก็แสดงว่าสิ่งนั้นไม่ใช่อัตตา ดังนั้นคำว่า “อนัตตา” จึงเป็นคำที่ใช้บอกให้รู้ว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ใช่อัตตา แต่เป็นเพียง สังขาร หรือสิ่งปรุงแต่งเท่านั้น

ลักษณะของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนี้ จะมีลักษณะที่ตรงข้ามกับลักษณะของอัตตา คืออัตตาจะไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัย แต่สิ่งปรุงแต่งต้องอาศัยเหตุปัจจัย, อัตตาจะเป็นสิ่งที่เที่ยง แต่สิ่งปรุงแต่งจะไม่เที่ยง, และอัตตาจะเป็นสิ่งที่ทนอยู่อย่างสบาย แต่สิ่งปรุงแต่งจะต้องทนอยู่อย่างยากลำบาก

ลักษณะของความเป็นอนิจจังทุกขังและอนัตตานี้ ถ้าพิจารณาให้ดีก็จะพบว่า มันก็คือลักษณะเดียวกันนั่นเอง เพียงแต่เราแยกอาการออกมาพิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายเท่านั้น คือเมื่อเราพิจารณาร่างกายและจิตใจของเรา ถึงความเป็นอนิจจังอย่างแรงกล้า (คือด้วยสมาธิ) เราก็จะพบความเป็นทุกขังของร่างกายกับจิตใจ เมื่อเราพิจารณาถึงความเป็นทุกขังของร่างกายและจิตใจต่อไปอย่างแรงกล้า เราก็จะพบความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจได้

สุญญตา – ความว่าง

สุดท้าย ถ้าเราพิจารณาความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจต่อไปอย่างแรงกล้า เราก็จะพบความเป็นสุญญตาได้ คือคำว่า คือ สุญญตา แปลว่า ความว่าง ซึ่งหมายถึง ความว่างจากอัตตา หรือหมายถึง ว่างจากสิ่งหรือสภาวะที่เป็นตันตนที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งคำว่าความว่างนี้ก็มี ๓ ความหมาย คือ

๑. ว่างเปล่าโดยไม่มีอะไรเลย คือความว่างทางวัตถุที่เรียกว่าสุญญากาศ  

๒. ว่างจากอัตตา คือว่างจากตัวตนที่แท้จริง  

๓. จิตว่าง  คือจิตว่างจากกิเลส

ความหมายที่เราต้องเข้าใจก็คือความว่างจากอัตตา คือเมื่อสิ่งใดไม่เที่ยงและมีสภาวะที่ต้องทน สิ่งนั้นก็จะเป็นอนัตตา (คือไม่ใช่อัตตา) และเมื่อสิ่งใดไม่ใช่อัตตา สิ่งนั้นก็จะเป็นสุญญตา คือมันว่างจากอัตตาหรือว่างจากตัวตนของมันเอง หรือเรียกง่ายๆว่า “มันไม่ได้มีตัวตนของมันเองอยู่จริง” และเมื่อเราเข้าใจแล้วว่าชีวิตของเรา (คือร่างกายกับจิตใจ) มันเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ดังนั้นจึงเท่ากับว่า มันเป็นสุญญตา คือมันไม่ได้มีสิ่งที่เป็นอัตตาหรือตัวตนที่เป็นเราอยู่จริงๆเลย หรือเรียกง่ายๆว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริง” ซึ่งการที่เราตั้งใจ (คือมีสมาธิ) มอง (คือพิจารณา) ทุกสิ่งให้เห็น (เข้าใจ) ถึงความเป็นสุญญตาของทุกสิ่ง จนทำให้จิตของเราหลุดพ้นจากความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา และทำให้จิตของเราไม่เกิดความทุกข์นี่เอง ที่เรียกว่าทำให้เกิด “จิตว่าง” ซึ่งจิตว่างนี่เองที่เป็นการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคโดยสรุปนั่นเอง


หน้าต่อไป