-๑-


คำนำ

ปัจจุบันโลกมีคนที่ไม่นับถือศาสนามากขึ้น ดังนั้นจึงได้เกิดหนังสือ ศาสนาวิทยาศาสตร์ นี้ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่ไม่นับถือศาสนาทั้งหลาย ได้ลองศึกษาแนวทางใหม่ๆ ที่ไม่ใช้ความเชื่อ แต่ใช้เหตุและความจริงเป็นหลักในการศึกษาและปฏิบัติ โดยมีผลเป็นความสงบเย็นของจิตใจในปัจจุบัน ที่พิสูจน์ได้ และไม่มีใครจะค้านได้

เตชปัญโญ ภิกขุ

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๔

*****************************************

ศาสนาคืออะไร?

ศาสนา คือ คำสอนให้ปฏิบัติเพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทางด้านจิตใจ ซึ่งศาสนาของโลกทั้งหลายนั้นก็มีหลักคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ที่แตกต่างกันไป แต่ก็สรุปหลักการปฏิบัติของศาสนาทั้งหมดของโลกได้ ๒ แนวทาง คือ ศาสนาที่สอนให้ใช้ความเชื่อเป็นหลักในการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ กับ ศาสนาที่สอนให้ใช้ปัญญาเป็นหลักในการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ซึ่งในหนังสือนี้จะไม่พูดถึงว่าศาสนาใดเป็นศาสนาที่สอนให้ใช้ความเชื่อเป็นหลักในการปฏิบัติ และศาสนาใดเป็นศาสนาที่สอนให้ใช้ปัญญาเป็นหลักในการปฏิบัติ (ใครอยากรู้ก็ไปหาศึกษาเอาเอง)

ทำไมคนไม่มีศาสนาจึงมีมากขึ้นในโลก?

มนุษย์ส่วนใหญ่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะถูกสั่งสอนให้มีความเชื่อในเรื่องศาสนาตามที่พ่อแม่นับถืออยู่ ซึ่งเมื่อใครได้ถูกปลูกฝังให้มีความเชื่อในศาสนาใดแล้ว ก็มักจะมีความเชื่อมั่นในศาสนานั้นอย่างเหนียวแน่น (คือยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ) ซึ่งศาสนาเกือบทั้งหมดจะสอนให้ผู้ที่นับถือ ต้องมีความเชื่อมั่นในหลักคำสอนของศาสนาที่นับถืออยู่ ซึ่งนี่ก็เท่ากับว่า ศาสนาก็คือความเชื่อ ดังนั้นถ้าใครไม่มีความเชื่อในศาสนาใดๆเลย จึงถูกมองว่าเขาเป็นคนไม่มีศาสนา

ศาสนาก็ต้องมีสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด (คือพระเจ้าหรือเทพเจ้า) สำหรับมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้ที่นับถือเอาไว้ ให้เชื่อฟังและปฏิบัติตามที่สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดได้สั่งเอาไว้ผ่านมาทาง ศาสดา (คือผู้สอน) ซึ่งเรื่องราวหรือประวัติของสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดของแต่ละศาสนานั้น จะเป็นเรื่องลึกลับและไกลตัว ที่มนุษย์ธรรมดาๆทั้งหลาย จะไม่สามารถพบเห็นหรือพิสูจน์ได้ ดังนั้นศาสนาแต่ละศาสนาจึงต้องเน้นสอน ให้ผู้นับถือมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่มีอำนาจสูงสูงสุดอย่างเหนียวแน่น โดยไม่ลังเลสงสัย (คือห้ามถาม ห้ามสงสัย) แต่ที่สำคัญก็คือ เรื่องราวหรือประวัติของสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดของแต่ละศาสนาในโลก ก็จะสอนไม่ตรงกัน จึงทำให้เกิดความเชื่อและหลักคำสอนที่แตกต่างกันขึ้นมา แล้วก็ทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นมาในหมู่มนุษย์ ซึ่งเมื่อมีความแตกแยก ความรักและความสามัคคีก็มีน้อย จึงทำให้ความเกลียดชังกันเกิดขึ้นมาแทน เมื่อมีความเกลียดชังกัน ก็ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน และการทำร้ายกันขึ้นมา จนทำให้โลกมีแต่วิกฤติการณ์มากมาย แล้วสันติภาพของโลกก็หายไปอย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน

จากความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ และจากความขัดแย้งกันระหว่างศาสนา รวมทั้งจากการแสวงหาผลประโยชน์ของนักสอนศาสนาที่เห็นแก่ตัวบางคนนี่เอง ที่ทำให้คนที่มีความรู้ในหลักการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จำนวนมาก เกิดความเบื่อหน่ายศาสนาทั้งหลายของโลกขึ้นมา เพราะมองไม่เห็นประโยชน์จากการนับถือศาสนาใดๆ นี่เองที่ทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นคนที่ไม่มีศาสนา คือไม่มีความเชื่อในคำสอนของศาสนาใดๆเลย แต่คนที่ไม่มีความเชื่อในหลักคำสอนของศาสนาใดๆเหล่านี้ ก็ใช่ว่าเขาจะเป็นคนชั่วไปเสียทุกคน เพราะส่วนมากเขาก็มีจิตสำนึกที่ดีงาม เหมือนกับคนดีที่นับถือศาสนาเหมือนกัน คือเขาจะเชื่อว่า เมื่อเขาไม่ทำความชั่วและทำแต่ความดี นั่นก็คือศาสนาของเขา ที่เป็นศาสนาสากล ที่ไม่มีใครจะคัดค้านว่าผิดได้  ซึ่งจะต่างกับคนบางคนที่ปากก็บอกว่านับถือศาสนา แต่กลับเป็นคนที่เห็นแก่ตัว แล้วก็อ้างศาสนามาหลอกลวงเอาผลประโยชน์ จากผู้ศรัทธามาเป็นของตนเองอย่างไม่ละอายใจ  

มนุษย์อยากได้อะไร?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์ทุกคนนั้นโดยพื้นฐานแล้วก็อยากจะได้ความสุข คือไม่ว่าตาจะเห็นอะไรก็อยากจะเห็นแต่สิ่งที่สวยงามที่ให้ความสุข หูจะได้ยินเสียงอะไรก็อยากจะได้ยินแต่เสียงที่ไพเราะที่ให้ความสุข จมูกจะได้ดมกลิ่นอะไรก็อยากจะได้ดมแต่กลิ่นที่หอมๆที่ให้ความสุข ลิ้นจะไดลิ้มรสอะไรก็อยากจะได้ลิ้มรสที่เอร็ดอร่อยที่ให้ความสุข และร่างกาย (คือผิวหนังและเนื้อเยื่อทั้งหมดของร่างกาย) จะได้สัมผัสกับสิ่งที่มาสัมผัสกาย (เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็งเป็นต้น) ก็อยากได้สัมผัสที่น่าพึงพอใจที่ให้ความสุข รวมทั้งจิตใจจะได้รู้สึกสิ่งใดก็อยากได้ความรู้สึกที่ให้ความสุข

ความสุขทั้งหลายก็เกิดขึ้นมาจากการที่ระบบประสาททั้ง ๖ (คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) ของเรา ได้สัมผัสกับสิ่งที่น่าพึงพอใจทั้งหลายของโลก (คือ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่มาสัมผัสกาย และสิ่งที่มาสัมผัสใจ) ซึ่งสิ่งทั้งหลายของโลกที่ให้ความสุขนี้ก็สรุปได้ ๒ อย่าง คือ วัตถุนิยม กับ การทำความดี โดยความสุขจากวัตถุนิยมนั้นก็ได้แก่ความสุขที่เกิดขึ้นจาก

๑, กามารมณ์ ซึ่งก็ได้แก่สิ่งที่น่ารักน่าใคร่ ที่สัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ของเรา โดยมีเรื่องเพศตรงข้ามเป็นกามารมณ์ชนิดสูงสุด

๒. วัตถุสิ่งของ ซึ่งเป็นวัตถุที่ไม่ใช่จากกามารมณ์ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อาหาร เสื้อผ้า และทรัพย์สมบัติต่างๆ เป็นต้น

๓. เกียรติยศชื่อเสียง ซึ่งเป็นเรื่องความมีชื่อเสียง ความเด่น ความดัง และอำนาจ เป็นต้น ที่ต้องอาศัยการฟัง (คนมาสรรเสริญเยินยอเรา) และการดู (กิริยาที่มีคนมาเคารพนบนอบเรา) เป็นหลักในการให้เกิดความสุขใจ รวมถึงการนำเกียรติยศชื่อเสียงที่เรามีอยู่หรือเคยมี มาคิดถึงเพื่อให้เกิดความสุขใจ อีกด้วย

ความสุขจากวัตถุนิยมนี้เป็นความสุขที่ต้องอาศัยสิ่งภายนอก (คือคือ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งที่มาสัมผัสกาย และสิ่งที่มาสัมผัสใจ) มาช่วยทำให้เราเกิดความสุข ถ้าไม่มีสิ่งภายนอกเหล่านี้ ก็จะไม่เกิดความสุข ซึ่งความสุขจากวัตถุนิยมนี้ ถ้าเราศึกษาให้ละเอียดลึกซึ้ง เราก็จะเข้าใจได้ว่าเป็นความสุขที่มีโทษมาก เพราะทำให้เกิดทั้งความทุกข์แก่จิตใจของเรา และยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมและโลกเป็นอย่างมาก ซึ่งแม้โลกก็จะพินาศเพราะมนุษย์ทั้งหลายของโลก ลุ่มหลงความสุขจากวัตถุนิยมนี้กันมากเกินไป

ส่วนความสุขจากการทำความดีนั้นก็เกิดมาจาก การที่เราทำความดี ไม่ว่าจะด้วยกาย หรือวาจา หรือแม้ทางใจก็ตาม เช่น การรักผู้อื่น การให้อภัย การคิดช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ การพูดช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ การบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้หรือคนที่กำลังเดือดร้อน การช่วยเหลือสังคมให้มีความสงบสุข การช่วยโลกให้มีสันติภาพ การเลี้ยงดูบิดารมารดาหรือผู้ที่มีพระคุณต่อเรา การปฏิบัติหน้าที่ของเราต่อคนในครอบครัวอย่างถูกต้อง  การทำหน้าที่การงานที่ดีงามอย่างซื่อสัตย์สุจริต การมีจิตสาธารณะ การทำจิตให้เป็นสมาธิ การทำจิตให้บริสุทธิ์ (จากความโลภ โกรธ และความลุ่มหลงในวัตถุนิยม) และการให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ (คือทำให้เขาพ้นทุกข์) ต่อผู้คนทั้งหลาย เป็นต้น ซึ่งความสุขจากการทำความดีนี้เป็นความสุขทางใจ ที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีจิตใจที่ดีงาม ที่คิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ หรือช่วยให้เขามีความสุขที่ยั่งยืน โดยไม่หวังสิ่งใด (คือวัตถุนิยม) เป็นสิ่งตอบแทน หรือที่เรียกว่าทำไปด้วยใจบริสุทธิ์

ความสุขจากการทำความดีนี้ เป็นความสุขที่ดีและมีประโยชน์ คือไม่ทำให้เกิดโทษเหมือนความสุขจากวัตถุนิยม แต่กลับเป็นความสุขที่ช่วยให้ผู้ที่ทำความดีนั้นมีความสุขใจ อิ่มใจ และยังช่วยให้ครอบครัวมีความปกติสุข ช่วยให้สังคมสงบสุข ช่วยให้โลกมีสันติภาพ และช่วยให้ธรรมชาติยังคงความบริสุทธิ์และอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนอีด้วย

มนุษย์กลัวอะไรมากที่สุด?

โลกนี้ไม่ใช่จะมีแต่เฉพาะความสุขอย่างเดียว คือมันมีสิ่งที่ตรงข้ามกับความสุขด้วย ซึ่งนั่นก็คือ ความทุกข์ ที่หมายถึงความรู้สึกที่ทรมาน หรือทนได้ยาก หรือทนได้ลำบาก ซึ่งความทุกข์นี้เองที่มนุษย์ทุกคนเกลียดและกลัว หรือไม่อยากให้เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเองและของคนที่ตนรัก โดยความทุกข์ของมนุษย์นั้นก็แยกได้ ๒ อย่าง คือ ความทุกข์ทางกาย กับ ความทุกข์ทางใจ

โดยความทุกข์ทางกายนั้นก็ได้แก่ ความรู้สึกที่ทรมาน หรือไม่สบาย ที่เกิดขึ้นกับร่างกายโดยตรง เช่น ความเจ็บ ความปวด ความหิว ความกระหาย ความหนัก ความเหนื่อย ความหนาว ความร้อน เป็นต้น ที่เกิดขึ้นจากโรคต่างๆที่เกิดขึ้นกับร่างกาย หรือเกิดขึ้นจากการกระทำของคน สัตว์ และภัยธรรมชาติต่างๆ รวมทั้งเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ หรือเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง เป็นต้น ซึ่งความทุกข์กายนี้มนุษย์ก็สามารถใช้ทรัพย์สินเงินทองและความรู้ทางด้านวัตถุ มาทำให้ความทุกข์ทางกายนี้บรรเทาเบาบางลง จนทำให้ชีวิตของเรามีความปกติสุขได้อยู่แล้ว ดังนั้นความทุกข์ทางกายนี้จึงยังไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือสำคัญ เพราะใครๆก็สามารถแก้ไขกันได้อยู่แล้ว

 ส่วนความทุกข์ของจิตใจนั้นก็คือ ความเศร้าโศกหรือความเสียใจ ที่เกิดจากการที่ชีวิตของเรา กำลังประสบกับภาวะที่ไม่น่ายินดีต่างๆของชีวิต (เช่น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก เป็นต้น) แล้วจิตของเราก็เกิด ความอยากหนีหรืออยากจะไปให้พ้น (หรือเรียกว่าความไม่อยากได้ หรือความกลัว) จากการเป็นคนที่มีภาวะที่ไม่น่ายินดีนั้น ซึ่งเมื่อเราไม่สามารถหนีภาวะที่ไม่น่ายินดีนั้นได้ จึงทำให้จิตของเราเกิดความเศร้าโศกหรือความเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่คือความทุกข์ที่น่ากลัวที่สุดของมนุษย์ทุกคน ที่แม้ทรัพย์สินเงินทองและความรู้ทางด้านวัตถุของมนุษย์ จะมีอย่างมากมายสักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถมาช่วยบรรเทา หรือทำให้ความทุกข์ที่น่ากลัวอย่างที่สุดนี้หายไปหรือไม่เกิดขึ้นมาได้ (ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร) ดังนั้นจึงได้เกิดศาสนา (คำสอน) ต่างๆขึ้นมาในโลก ขึ้นมาเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาอันใหญ่หลวงนี้ ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ จึงได้ใช้หลักวิทยาศาสตร์มาแก้ปัญหานี้

ศาสนาวิทยาศาสตร์คืออะไร?

เมื่อคนที่นับถือศาสนามีความทุกข์ใจ เขาก็จะใช้หลักคำสอนของศาสนาที่เขานับถืออยู่มาปฏิบัติ เพื่อให้ความทุกข์ใจของเขาบรรเทาเบาบางลงหรือไม่มีได้ แต่สำหรับคนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆในโลกจะทำอย่างไร จึงจะทำให้จิตใจของเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ หรือทำให้ความทุกข์ใจของเขาบรรเทาเบาบางลงได้? ซึ่งในเรื่องนี้ถ้าใครที่เป็นคนไม่นับถือศาสนาหรือไม่มีความเชื่อในเรื่องศาสนาว่าจะช่วยให้จิตใจหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ แต่ถ้าคนๆนั้นเป็นคนที่เปิดใจยอมฟังเหตุผล และยอมรับความจริง เขาก็สามารถศึกษาและสามารถปฏิบัติให้ความทุกข์ของจิตใจของเรา บรรเทาเบาบางลง หรือหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ทั้งอย่างชั่วคาราวและถาวร ซึ่งการศึกษาโดยให้เหตุผลและความจริงนั้น ก็ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงได้เรียกหลักการศึกษาและปฏิบัติโดยใช้เหตุผลและความจริงมาดับทุกข์ของจิตใจนี้ว่าเป็น ศาสนาวิทยาศาสตร์ ที่หมายถึง หลักการศึกษาและปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์นับถืออะไรเป็นสิ่งสูงสุด?

ศาสนาก็ต้องคู่กับสิ่งสูงสุด ซึ่งคำว่า สิ่งสูงสุด นี้ก็หมายถึง สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในโลกและในจักรวาล ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา รักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา โดยศาสนาทั้งหลายของโลกก็แยกได้ ๒ ประเภท คือ ศาสนาที่นับถือเทพเจ้า (หรือพระเจ้า) ชนิดที่เป็นตัวตนบุคคลที่ลึกลับ และมีอำนาจวิเศษเหนือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งศาสนาประเภทนี้ก็ได้แก่ศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม เป็นต้น กับ ศาสนาที่ไม่นับถือเทพเจ้าชนิดที่เป็นตัวตนบุคคลว่าเป็นสิ่งสูงสุด แต่นับถือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งศาสนาประเภทนี้ก็ได้แก่ ศาสนาพุทธ

นักวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่อในเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงไม่มีความเชื่อเหมือนกับศาสนาประเภทที่นับถือพระเจ้าทั้งหลาย แต่นักวิทยาศาสตร์จะยอมรับธรรมชาติหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ที่เขาสามารถสัมผัสได้หรือพิสูจน์ได้เท่านั้นว่าเป็นสิ่งสูงสุดของเขา ซึ่งนี่ก็เท่ากับว่านักวิทยาศาสตร์มีธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ศาสนาวิทยาศาสตร์มีธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด และมีความจริงเป็นศาสดา (ผู้สอน) โดยมีการสังเกตเป็นหลักในการศึกษา และมีความพ้นทุกข์ของจิตใจอย่างถาวรเป็นจุดหมายสูงสุดของศาสนา

ไสยศาสตร์คืออะไร?

คำว่า ศาสตร์ มาจากคำว่า ศาสตรา ที่แปลว่า อาวุธ คือหมายถึงเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหา หรือทำลายปัญหา ซึ่งปัญหาก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ (คือทั้งความทุกข์ทางกายและความทุกข์ทางใจ) โดยเครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหานี้ก็สรุปได้ ๒ อย่าง คือ ไสยศาสตร์ กับ วิทยาศาสตร์

 ไสยศาสตร์ คือ ความรู้ขอคนหลับ หรือคนที่ยังไม่มีสติปัญญา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้ความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ ที่เหนือเหตุผล เหนือการพิสูจน์ โดยมีหลักคำสอนอยู่ที่ สอนให้เชื่อมั่นและปฏิบัติตามคำสอนโดยไม่มีความสงสัยหรือโต้แย้ง ซึ่งเรื่องไสยศาสตร์นั้นก็ได้แก่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติทั้งหลาย เช่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เรื่องผี เทวดา นางฟ้า เทพเจ้า เป็นต้น ที่เอาไว้สอนคนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น ชาวบ้านทั่วๆไป หรือคนป่าคนดง

โดยหลักการศึกษาของไสยศาสตร์นั้น จะศึกษาจากการคาดเดาหรือจากตามตำราหรือจากคนอื่น โดยไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ และการศึกษาก็ไม่เป็นระบบที่แน่นอน รวมทั้งจะเชื่อก่อนว่าถูกต้องหรือเป็นความจริงโดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ ซึ่งหลักการแก้ปัญหาของไสยศาสตร์นั้น เขาจะสอนว่า ความทุกข์ของจิตใจมนุษย์นั้น เกิดมาจากการดลบันดาลของเทพเจ้า ดังนั้นการที่จิตใจของเราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ เราก็ต้องบูชาหรือกล่าวคำสรรเสริญเทพเจ้า เพื่อให้เทพเจ้ารักและสงสาร แล้วเทพเจ้าจะได้ดลบันดาลให้ความทุกข์หมดสิ้นไปจากจิตใจของเรา

วิทยาศาสตร์คืออะไร?

คำว่า วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นมาจากการสังเกตปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง ที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเราในปัจจุบัน โดยหลักอันเป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์จะอยู่ที่

. ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง คือศึกษาจากธรรมชาติที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้

๒. ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล ซึ่งเหตุผลนี้ก็มาจากจากสิ่งที่มีอยู่จริง

๓. ศึกษาอย่างเป็นระบบ คือศึกษาไปตามลำดับ จากพื้นฐานที่ง่ายๆขึ้นหายากไปเรื่อยๆตามลำดับ และยังต้องมีการทดลองปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือไม่ รวมทั้งยังต้องมีการจดบันทึกเอาไว้เป็นความรู้เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นความรู้ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

๔. พิสูจน์ก่อนเชื่อ คือนักวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่อหลักการหรือทฤษฎีใดๆว่าถูกต้องหรือเป็นความจริง จนกว่าจะได้พิสูจน์จนเห็นผลขึ้นมาจริงๆอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น

วิทยาศาสตร์จะมีหลักการที่ตรงข้ามกับไสยศาสตร์ คือวิทยาศาสตร์จะศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล ศึกษาอย่างเป็นระบบที่แน่นอน และต้องพิสูจน์ก่อนเชื่อ ดังนั้นเราจะต้องยึดหลักของวิทยาศาสตร์ทั้ง ๔ ข้อนี้ไว้ให้ดี เพราะเราจะได้นำหลักทั้ง ๔ นี้มาค้นหาว่า อะไรคือเหตุที่ทำให้ความทุกข์ของจิตใจเราเกิดขึ้นมา? และทำอย่างไรจึงจะทำให้ความทุกข์ของจิตใจเราไม่เกิดขึ้นทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร?

วิทยาศาสตร์ดับทุกข์ได้อย่างไร?

ไสยศาสตร์จะนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทพเจ้าว่า เป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา และคอยควบคุมหรือดลบันดาลให้สิ่งต่างๆเป็นไป และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา แต่วิทยาศาสตร์จะนับถือ “ธรรมชาติ” ว่าเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา คอยควบคุมหรือดลบันดาลให้สิ่งต่างๆเป็นไป และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา เหมือนกับเทพเจ้าของศาสนาที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุด

วิทยาศาสตร์จะยึดหลักเหตุผล คือวิทยาศาสตร์จะเชื่อว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น (คือผล) ต้องมาจากเหตุ      คือเมื่อมีผลก็ต้องมีเหตุมาก่อน เพราะเหตุจะทำให้เกิดผล ถ้าไม่มีเหตุก็จะไม่มีผล หรือเมื่อเหตุเกิดขึ้น ผลจึงจะเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเหตุหายไป ผลก็จะหายตามไปด้วยทันที หรือสรุปได้ว่าวิทยาศาสตร์จะเชื่อว่า ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุ

การศึกษาความทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์นั้น ก็ทำได้โดยเราต้องพิจารณาว่า ความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ ก็ต้องเป็นผลที่มีเหตุมาทำให้เกิดขึ้น ดังนั้นเราก็ต้องตั้งคำถามขึ้นมาว่า อะไรคือเหตุให้เกิดความทุกข์? แล้วเราก็ต้องมาค้นหาเหตุของความทุกข์กันต่อไป ซึ่งวิธีการค้าหาเหตุของความทุกข์ของจิตใจนั้น เราก็ต้องค้นหาจากจิตใจของตนเอง โดยการตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้น่าจะเป็นเหตุของความทุกข์ แล้วเราก็มาสังเกตดูจากจิตของตนเองว่า เมื่อสิ่งที่ตั้งสมมติฐานเอาไว้นั้น เมื่อมันเกิดขึ้นมาในจิตใจของเราแล้ว มันทำให้จิตใจของเราเกิดความทุกข์ขึ้นมาจริงหรือไม่?

เมื่อสังเกตดูแล้วพบว่า สมมติฐานที่ได้ตั้งเอาไว้นั้นผิดหรือไม่เป็นความจริง เราก็ตั้งสมมติฐานขึ้นมาใหม่ แล้วก็พิสูจน์หรือดูจิตของตนเองใหม่ว่าเป็นความจริงหรือไม่?ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพบความจริง ซึ่งเมื่อพบความจริงแล้วเราก็ต้องพิสูจน์หรือเฝ้าดูความจริงนั้นซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ผิดพลาด และเมื่อแน่ใจแล้วเราก็ต้องจดจำหรือบันทึกเอาไว้ เพื่อที่เราจะได้ค้นหาต่อไปว่า จะทำอย่างไรจึงจะทำให้เหตุของความทุกข์นั้นหมดสิ้นไป เพื่อที่ความทุกข์ของจิตใจเราจะได้หายไปหรือไม่เกิดขึ้นอีกทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร (คือตลอดชีวิต)

นักวิทยาศาสตร์พบว่า “ความอยาก” คือเหตุของความทุกข์

ก่อนอื่น เราต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า ความอยาก หรือ ความต้องการ ก่อน คือความอยากของมนุษย์นั้นก็สรุปได้ ๓ อย่าง คือ

๑. ความอยากเอาเข้ามาให้ตัวเอง คือเป็นอาการของจิตเมื่อได้พบกับ สิ่งที่ทำให้เกิด “ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ” (ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจนี้ก็คือความสุขนั่นเอง อย่างเช่น เวลาที่เราได้เห็นคนที่เรารัก เราก็จะเกิดความรู้สึกที่ทนได้ง่าย หรือรู้สึกสบาย ขึ้นมาทันที เป็นต้น) แล้วจิตของเราก็เกิด ความอยากได้ สิ่งที่ทำให้เกิดความพอใจนั้น ให้มาเป็นของเรา ซึ่งอาการนี้ก็คืออาการที่เราเรียกกันว่า ความรัก ความชอบ ความพอใจ ความยินดี หรือความอยากได้ ความอยากมี ความอยากเป็น เป็นต้น นั่นเอง

๒. ความอยากผลักออกไปจากตัวเอง คือเป็นอาการของจิตเมื่อได้พบกับ สิ่งที่ทำให้เกิด “ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ” (ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจนี้ก็คือ ความรู้สึกที่ตรงข้ามกับความสุข อย่างเช่น เวลาที่เราได้เห็นคนที่เราเกลียดหรือกลัว เราก็จะเกิดความรู้สึกที่ทนได้ยาก หรือทรมาน ขึ้นมาทันที เป็นต้น) แล้วจิตของเราเกิด ความอยากทำลาย (หรืออยากหนี) สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจนั้น ให้พ้นไปจากตัวเรา ซึ่งอาการนี้ก็คืออาการที่เราเรียกกันว่า ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความไม่อยากได้ ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น เป็นต้น นั่นเอง

๓. ความอยากมีตัวเองอยู่ตลอดไป คือเป็นอาการของจิตเมื่อได้พบกับ สิ่งที่ทำให้เกิด “ความรู้สึกจืดๆ” (ความรู้สึกจืดๆก็คือความรู้สึกที่ไม่ใช่ทั้งความรู้สึกที่น่าพึงพอใจและความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ อย่างเช่น เวลาที่เราได้เห็นคนที่เราไม่ได้รักและก็ไม่ได้เกลียด เราก็จะเกิดความรู้สึกจืดๆ) แล้วจิตของเราก็เกิด ความลังเลใจ หรือไม่แน่ใจ ว่าจะเอาสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกจืดๆนั้น เข้ามาให้ตัวเรา หรือจะผลักสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกจืดๆนั้นออกไปจากตัวเรา (คือเป็นอาการที่ไม่มีทั้ง ความอยากเอาเข้ามาให้ตัวเราและความอยากผลักออกไปจากตัวเรา แต่ก็ยังอยากมีตัวเราอยู่ในสภาพนี้ตลอดไป หรือเป็นความไม่อยากให้ตัวเราดับสูญหายไป) ซึ่งอาการนี้ก็คืออาการที่เราเรียกกันว่า ความลังเลใจ หรือความไม่แน่ใจ หรือ ความงง เซ่อ เป็นต้นนั่นเอง

ความอยากทั้ง ๓ นี้เรียกว่าเป็น สิ่งสกปรกของจิต หรือ สิ่งที่ทำให้จิตสกปรก ซึ่งเราจะต้องมาสังเกตดู “สิ่งสกปรกของจิต”  นี้จากจิตของเราเองจริงๆ ว่ามันทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ขึ้นมาจริงหรือไม่? จนเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งขึ้นมาจริงๆ เราจึงจะเกิด ปัญญา หรือ ความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์ ขึ้นมาได้อย่างแท้จริง

ความทุกข์เปิดเผย

เมื่อนำเอาความทุกข์ของจิตใจมาดู นักวิทยาศาสตร์ก็จะพบว่า ในขณะที่จิตของเรากำลังประสบกับ ภาวะที่ไม่น่ายินดี (ภาวะที่ไม่น่ายินดีทั้งหลายของชีวิตนั้นก็สรุปอยู่ที่ การที่ร่างกายของเรากำลังประสบกับ ความเหนื่อย ความหิว ความกระหาย ความหนาว ความร้อน ความเจ็บ ความปวด หรือการที่ร่างกายของเรากำลังแก่ หรือกำลังป่วยไข้ หรือกำลังจะตาย หรือการที่ชีวิตของเรากำลังพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก หรือการที่ชีวิตของเรากำลังประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัว หรือการที่เมื่อเราหวังจะได้สิ่งใดแล้วเกิดผิดหวังขึ้นมา) ทั้งหลายของชีวิตอยู่นั้น แล้วจิตของเราก็เกิด “ความอยากทำลายหรืออยากผลักภาวะที่ไม่น่ายินดีนั้นให้พ้นออกไปจากตัวเรา” ขึ้นมา ซึ่งเมื่อเราไม่สามารถหนีหรือทำลายภาวะที่ไม่น่ายินดีนั้นได้ ก็จะทำให้จิตของเราเกิด ความเศร้าโศกหรือความเสียใจอย่างรุนแรง ที่เรียกว่า ความทุกข์ ขึ้นมาทันที ซึ่งเราจะเรียกความทุกข์ที่รุนแรงนี้ว่าเป็น ความทุกข์เปิดเผย เพราะเห็นได้ง่าย ซึ่งความทุกข์เปิดเผยนี้เอง ที่เป็นสิ่งที่หวาดกลัวอย่างที่สุดของมนุษย์ธรรมดาๆทั้งหลาย

ความทุกข์ซ่อนเร้น

ส่วนขณะเวลาที่จิตของเรากำลังประสบกับ ภาวะที่น่ายินดี (ภาวะที่น่ายินดีก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดความสุข ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดความนั้นก็ได้แก่ กามารมณ์หรือสิ่งที่น่ารักน่าใคร, วัตถุสิ่งของ, เกียรติยศชื่อเสียง, การทำความดี เป็นต้น) อยู่นั้น แล้วจิตของเราก็เกิด “ความอยากได้ภาวะที่น่ายินดีนั้นให้เข้ามาหาตัวเรา” ขึ้นมา ซึ่งแม้ว่าเราจะได้ภาวะที่น่ายินดีนั้นตามที่เราอยากจะได้แล้วก็ตาม แต่จิตของเราก็จะเกิดความรู้สึก เร่าร้อน กระวนกระวาย หรือหนัก เหนื่อย หรือทรมาน ขึ้นมาอยู่ด้วยเสมอ  ซึ่งเราจะเรียกความทุกข์นี้ว่าเป็น ความทุกข์ซ่อนเร้น คือมันเป็นความทุกข์ที่เห็นได้ยาก ต้องสังเกตจึงจะพบ เพราะมันมีความสุขมาห่อหุ้มความทุกข์หรือความรู้สึกเร่าร้อน กระวนกระวาย เป็นต้นเอาไว้

ความทุกข์อ่อนๆ

ส่วนขณะเวลาที่จิตของเรากำลังประสบกับ ภาวะที่เรียบง่ายหรือธรรมดาๆ (คือไม่ใช่ทั้งน่ายินดีและไม่น่ายินดี หรือเป็นช่วงเวลาขณะที่เรามีชีวิตที่ปกติ  หรือยังไม่มีอะไรที่ทำให้น่าดีใจหรือน่าเสียใจ) อยู่นั้น ถ้าขณะนี้จิตของเราไม่มีสมาธิที่ถูกต้อง ก็จะทำให้จิตของเราเกิด ความอยากมีตัวเราที่เป็นอยู่ในภาวะที่เรียบง่ายหรือธรรมดาๆนั้นต่อไป (คือยังไม่อยากจากไปหรืออยากมีตัวราอยู่ในภาวะนี้ตลอดไป) ซึ่งความอยากมีตัวเราอยู่ในภาวะที่เรียบง่ายหรือธรรมดาๆนี้ จะยังไม่ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ที่รุนแรงใดๆ (คือไม่เกิดทั้งความทุกข์เปิดเผย และความทุกข์ซ่อนเร้น) แต่มันก็ยังทำให้จิตของเราเกิด ความรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยอยู่ด้วยตลอดเวลา จาก “สิ่งที่มารบกวนจิต ๕ อาการ”  คือ ความพึงพอใจเล็กๆน้อยๆ, ความอึดอัดใจหรือความขุ่นเคืองใจเล็กๆน้อยๆ, ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ, ความหดหู่ใจ, และความลังเลสงสัย  ซึ่ง “สิ่งที่มารบกวนจิต ๕ อาการ” นี้ก็คืออาการที่ทำให้จิตของเราไม่มีสมาธิ   

สรุปได้ว่า ความทุกข์ของจิตใจมนุษย์นั้นก็เกิดมาจาก “ความอยาก” ของจิตใจมนุษย์เอง โดยความอยากนี้ก็คือความอยากเพื่อตัวของมนุษย์เอง (คืออยากเพื่อตัวเรา) คือถ้าเป็น “ความอยากผลักออกไปจากตัวเรา” ก็ทำให้เกิด ความทุกข์เปิดเผย (คือความเศร้าโศกหรือเสียใจ) แต่ถ้าเป็น “ความอยากดึงเอาเข้ามาหาตัวเรา” ก็จะทำให้เกิด ความทุกข์ซ่อนเร้น (คือแค่เพียงความรู้สึกหนักเหนื่อยใจ เร่าร้อนใจ หรือไม่สบายใจ เท่านั้น) ซึ่งนี่คือความจริงที่เราจะต้องจำเอาไว้ให้ดี เพราะว่า ต่อไปเราจะมาศึกษากันดูว่า ทำอย่างไรความทุกข์ทั้งสองอย่างนี้ จึงจะไม่เกิดขึ้นกับจิตใจของเรา ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร?

นักวิทยาศาสตร์พบว่า “เมื่อไม่มีความอยาก” ก็จะไม่มีความทุกข์

 เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า “ความอยากเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทั้งหลายของจิตใจขึ้นมา” ดังนั้นก็ทำให้เราเข้าใจต่อไปได้ว่า “เมื่อไม่มีความอยาก จิตใจของเราก็จะไม่มีความทุกข์” ซึ่งนี่ยังเป็นแค่เหตุผลที่ดูว่าสมเหตุสมผลเท่านั้น แต่ถ้าเรานำเอาเหตุผลนี้มาดูจากจิตของเราเองจริงๆ เราจึงจะพบความจริง ถ้าเราเอาแค่เพียงเหตุผลมาพิจารณาโดยไม่มีการพิสูจน์ เราก็จะได้เพียงความเข้าใจที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์เท่านั้น ซึ่งเหตุผลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ก็ยังเป็นแค่ปรัชญาที่โก้หรูเท่านั้น ต้องมีการทดลองปฏิบัติหรือพิสูจน์จนพบว่าเป็นความจริง ปรัชญานั้นจึงจะเป็นความรู้หรือทฤษฎี ที่ถูกต้องตรงตามเป็นความจริงของธรรมชาติ

เมื่อเรามาดูจากจิตของเราขณะที่จิตไม่มีความทุกข์ เราก็จะพบว่าจิตของเราจะสงบ (ไม่ดิ้นรน)  เย็น (ไม่เร่าร้อน) ปลอดโปร่ง (โล่ง) สดชื่น (แจ่มใส) เบา (ไม่หนัก) สบาย (ไม่เหนื่อย) ซึ่งนี่ก็คือสภาวะของจิตใจมนุษย์ทุกคนขณะที่ ไม่มีความทุกข์ (แม้เพียงชั่วคราว) ซึ่งเราจะเรียกอาการที่จิตไม่มีความทุกข์นี้ว่า ความสงบเย็น ซึ่งนี่คือความจริงที่ไม่มีใครจะค้านได้ เพราะว่ามีความจริงที่ทุกคนก็สามารถรู้สึกได้ โดยไม่ใช้ความเชื่อตามคำสอนของศาสนาหรือความเชื่อตามตำราหรือตามบุคลใดๆ

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า ความทุกข์คือสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างที่สุด ของมนุษย์ธรรมดาๆที่ยังไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า ความไม่มีทุกข์หรือความสงบเย็นนี้ คือสิ่งที่มีคุณค่าหรือประโยชน์สูงสุดสำหรับมนุษย์ทุกคน ซึ่งศาสนาของโลกทั้งหลาย ก็มีคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ แต่สำหรับคนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆ ก็สามารถที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ที่น่าหวาดกลัวอย่างที่สุดนี้ได้ หรือมีความสงบเย็นได้ โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ หรือที่เราเรียกว่าเป็นศาสนาวิทยาศาสตร์

ศาสนาส่วนใหญ่จะสอนเรื่องการเกิดใหม่ และสอนเรื่องความหลุดพ้นจากความทุกข์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งศาสนาส่วนใหญ่จะสอนว่าเมื่อปฏิบัติ ตามหลักของศาสนาจนจิตบริสุทธิ์แล้ว เมื่อตายไปก็จะได้ไปเกิดอยู่บนสวรรค์และมีความสุขอยู่ชั่วนิรันดร แต่สำหรับคนที่ไม่นับถือศาสนาแล้ว จะไม่สนใจเรื่องภายหลังความตายว่าจะเป็นอย่างไร แต่จะสนใจเฉพาะชีวิตในปัจจุบันว่าทำอย่างไรชีวิตในปัจจุบันจึงจะไม่มีความทุกข์ คือคนไม่มีศาสนาจะเชื่อว่า เมื่อชีวิตปัจจุบันเราทำแต่ความดีไม่ได้ทำความชั่ว ก็จะทำให้ชีวิตปัจจุบันมีแต่ความปกติสุข และมีความไม่เดือดร้อนเพราะไม่ได้ทำความชั่ว รวมทั้งเมื่อชีวิตปัจจุบันก็ไม่มีความทุกข์ด้วย ดังนั้นคนไม่มีศาสนาจึงไม่กลัวว่าโลกหน้าจะมีหรือไม่มีก็ตาม เพราะถึงโลกหน้ามี คนที่ไม่ได้ทำความชั่ว ก็ไม่ต้องได้รับโทษในโลกหน้า หรือถ้าโลกหน้าไม่มี ก็ไม่ได้เสียหายอะไรจากการทำความดีไม่ทำความชั่ว ซึ่งนี่คือการมองโลกตามความเป็นจริงของคนที่ไม่มีศาสนา ที่มีใจเป็นนักวิทยาศาสตร์ และกล้าท้าทายความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลและพิสูจน์ไม่ได้ของศาสนาทั้งหลายของโลก

วิธีปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบเย็น

เมื่อเรามาดูจากจิตของเราขณะที่จิตของเรายังไม่มีความทุกข์ (แม้เพียงชั่วคราว) นั้น เราก็จะพบว่า ขณะนั้นจิตของเราจะไม่มีความอยาก (คือไม่มีทั้งความอยากผลักออกไปจากตัวเรา และ อยากดึงเอาเข้ามาหาตัวเรา) แต่เมื่อใดที่จิตของเราเกิดความอยากขึ้นมา จิตของเราก็จะเกิดความทุกข์ (คือทั้งทุกข์เปิดเผยและทุกข์ซ่อนเร้น) ขึ้นมาทันที ซึ่งจุดสำคัญที่เราต้องสนใจก็คือ ความอยาก เพราะถ้าเรารู้จักว่าความอยากคืออะไร? เกิดมาจากอะไร? แล้ว เราก็จะได้ค้นหาวิธีกำจัดหรือทำให้ความอยากนี้ไม่ให้เกิดขึ้นกับจิตใจของเรา เมื่อจิตใจไม่มีความอยาก จิตใจของเราก็จะไม่มีความทุกข์

ก่อนอื่นเราก็ต้องเข้าใจก่อนว่า ความอยาก ของจิตใจเรานั้น เป็นอาการของจิตของเราที่ดิ้นรนหรือวิ่งไปหรือไหลไปข้างหน้า เพื่อที่จะให้ได้หรือไปหาความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ (คือความสุข) ที่กำลังสัมผัสอยู่  ซึ่งจุดนี้ก็คือการเกิดความทุกข์ซ่อนเร้น แต่เมื่อจิตของเราต้องพบกับความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ (ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ คือความรู้สึกที่ตรงข้ามกับความสุข แต่จุดนี้ยังไม่เรียกว่าเป็นความทุกข์) จิตของเราก็ยังดิ้นรนหรือวิ่งต่อไปอีก แต่คราวนี้จะเป็นการวิ่งหนีเพื่อไปให้พ้นจากความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจนั้น ซึ่งเมื่อจิตของเราเกิดการดิ้นรนด้วยความอยากดังนี้ขึ้นมาแล้ว ก็จะทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจที่รุนแรงซ้อนขึ้นมาอีกที ซึ่งความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจที่รุนแรงซ้อนที่เกิดซ้อนขึ้นมานี้เอง เรียกว่าเป็นความทุกข์เปิดเผย

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า อาการที่จิตของเราดิ้นรนด้วยความอยากแล้ว ก็จะทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ แต่ถ้าจิตของเราหยุดดิ้นรนด้วยความอยากแล้ว จิตของเราก็จะไม่เกิดความทุกข์ ดังนั้นการศึกษาขั้นต่อไปก็คือการค้นหาว่า ทำอย่างไรเราจึงจะควบคุมจิตของเรา ไม่ให้เกิดความอยากขึ้นมา?

ในเรื่องนี้เราก็รู้อยู่แล้วว่า ตามธรรมดาเราไม่สามารถควบคุมจิตของเราไม่ให้เกิดความอยากได้ คือเมื่อจิตของเราได้สัมผัสกับความสุข (คือความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ) จิตของเรามันก็จะเกิด ความอยากได้ ความสุขขึ้นมาทันที โดยที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้ แต่พอเวลาที่จิตได้สัมผัสกับความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ จิตของเรามันก็จะเกิด ความอยากหนี ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจขึ้นมาทันที โดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งการที่เราไม่สามารถควบคุมจิตได้นั้นก็เป็นเพราะ จิตของเรามีทั้งความอ่อนแอ (หรือไม่เข้มแข็ง) และโง่เขลา ซึ่งการที่จิตของเรามีความอ่อนแอก็เพราะ เราปล่อย (คือตามใจตัวเอง) ให้จิตของเราเกิดความอยากมานาน (คือตั้งแต่เกิด) เสียจนมันเกิดเป็นความเคยชิน (หรือเป็นสันดาน) ที่ฝังลึกกลายเป็นจิตใต้สำนึกที่คอบควบคุมจิตปกติ (คือจิตเต็มสำนึก) ของเราอยู่จนทุกวันนี้ (จิตใต้สำนึกก็คือจิตส่วนลึกที่เราควบคุมมันไม่ได้ คือมันจะเกิดอาการไปตามความเคยชินที่มันได้สั่งสมไว้)

ส่วนความโง่เขลาของจิตก็คือ การที่จิตของเรามีความเข้าใจผิดว่า “มีตัวเราที่เป็นผู้มีความอยากอยู่จริงๆ” ซึ่งนี่ก็คือความโง่สูงสุดของมนุษย์ทุกคน ที่เกิดขึ้นมาจากสัญชาติญาณของจิตสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย (สัญชาติญาณก็คือความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตทั้งหลายโดยที่ไม่มีใครสอน อย่างเช่น ลูกวัวที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆมันก็สามารถเดินได้เลยโดยที่ไม่มีใครสอน เป็นต้น)

ดังนั้นสรุปได้ว่า วิธีการที่เราจะควบคุมจิตของเรา ไม่ให้เกิดความอยากขึ้นมาได้ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวรนั้น ก็ทำได้โดยฝึกจิตของเราให้เข้มแข็ง (คือมีสมาธิ) และศึกษาให้เกิด ปัญญา ที่เป็นความเข้าใจว่า แท้จริงมันไม่มีตัวเราหรือตัวตนของใครๆอยู่จริง แล้วก็นำสมาธิและความเข้าใจนี้ มาปฏิบัติร่วมกัน เพื่อระงับหรือทำให้ความอยากที่กำลังเกิดอยู่ ระงับหรือดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) และทำให้ความเคยชินของความอยาก ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ค่อยๆหมดความเคยชินไปอย่างสิ้นเชิง (คือหมดความเคยชินไปอย่างถาวร) ก็จะทำให้จิตของเราไม่มีความทุกข์ใดๆได้ ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร (คือตลอดชีวิต)

ปัญญาคือความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์

คำว่า ปัญญา หมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องที่ควรรู้ ซึ่งเรื่องที่ควรรู้ก็คือ ความรู้ที่จะช่วยให้ความทุกข์ของจิตใจเรา ที่เป็นปัญหาสำคัญหรือใหญ่หลวงที่สุด ลดน้อยลงหรือเบาบางลง หรือหมดสิ้นไปได้ (ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คำว่า ปัญญา จะหมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้จิตใจของเราไม่มีความทุกข์ หรือเรียกสั้นๆว่าเป็น ความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์

  โดยปัญญา หรือความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์นี้จะมี ๓ ระดับ อันได้แก่

๑. ปัญญาขั้นจำได้ คือเป็นการฟังหรืออ่านมา แล้วก็จำได้ ซึ่งปัญญาขั้นนี้ยังไม่มีผลอะไร เพราะยังไม่สามารถช่วยให้ความทุกข์ของจิตใจเราลดน้อยลงได้

๒. ปัญญาขั้นเข้าใจ คือเป็นการนำเอาความรู้ที่จำได้นั้น มาคิดพิจารณาหาเหตุผลอย่างละเอียดในทุกแง่มุม จนเกิดความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง หรือไม่พบจุดบกพร่องหรือผิดพลาด ก็เรียกว่าเป็นปัญญาขั้นเข้าใจ ซึ่งปัญญาขั้นนี้ก็เริ่มมีผลบ้างแล้ว เพราะจะทำให้จิตใจของเราเริ่มปล่อยวางความอยาก (กิเลส) และความเห็นแก่ตัวลงได้บ้างแล้ว

๓. ปัญญาขั้นเห็นแจ้ง คือเป็นการนำเอาความเข้าใจนั้นมาทดลองปฏิบัติ จนเกิดผลเป็นความดับหายไปของความทุกข์ขึ้นมาจริงๆ (แม้เพียงชั่วคราว) ก็เรียกว่าเกิดปัญญาขั้นเห็นแจ้งขึ้นมาแล้วอย่างแท้จริง ซึ่งปัญญาขั้นเห็นแจ้งนี้คือปัญญาขั้นสูงสุด เพราะเป็นปัญญาที่ทำให้ความทุกข์ดับหายไปได้

สรุปได้ว่า เราจะต้องตั้งใจฟังหรืออ่านมาก่อนจนจำได้ แล้วนำเอาสิ่งที่จำได้นั้นมาคิดพิจารณาหาเหตุผล จนเกิดเป็นความเข้าใจขึ้นมา แล้วนำเอาความเข้าใจนั้นมาทดลองปฏิบัติ จนเกิดผลขึ้นมาจริงๆ จึงจะเป็นความเห็นแจ้งหรือรู้จริง ที่เป็นปัญญาขั้นสูงสุด ที่ทำให้ความทุกข์ของจิตใจเราดับหายไปหรือไม่เกิดขึ้นมาได้ ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร

สมาธิฝึกอย่างไร?

จิตที่มีสมาธิที่ถูกต้องก็คือ เป็นจิตที่ไม่มีกิเลสและนิวรณ์ใดๆแม้เพียงเล็กน้อย และมีความตั้งมั่นหรือเข้มแข็ง รวมทั้งมีความอ่อนโยน ควบคุมได้ง่าย ซึ่งวิธีการฝึกให้จิตมีสมาธิจนเป็นนิสัย (นิสัยก็คือความเคยชินของจิตใต้สำนึก) นั้นก็ทำได้โดย การที่เราจะทำอะไร ก็ทำด้วยความตั้งใจอยู่ตลอดเวลา คือจะพูดอะไร ก็พูดด้วยความตั้งใจอยู่ตลอดเวลา หรือจะคิดอะไร ก็คิดด้วยความตั้งใจอยู่ตลอดเวลา หรือจะเคลื่อนไหวร่างกาย ก็เคลื่อนไหวด้วยความตั้งใจอยู่ตลอดเวลา

การฝึกจิตให้มีสมาธิก็สรุปได้เพียงเท่านี้ คือเราสามารถฝึกสมาธิได้ในขณะที่เราใช้ชีวิตในปัจจุบันของเรา หรือในการทำกิจวัตรประจำวันของเรานี่เอง อย่างเช่น เมื่อนักเรียนตั้งใจฟังครูสอน หรือตั้งใจอ่านหนังสือ หรือตั้งใจทำการบ้าน หรือตั้งใจทำกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น ก็ทำให้จิตเกิดสมาธิขึ้นมาแล้วโดยอัตโนมัติแล้ว ซึ่งนี่ก็คือการฝึกอย่างไม่เป็นระบบ

แต่ถ้าเราจะฝึกอย่างเป็นระบบก็ทำได้โดย การฝึกกำหนดการหายใจเข้า-ออกของเรา ไปพร้อมกับการคิดหรือพูด หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการฝึกนี้เราก็ต้องหาสถานที่สงบ ที่ไม่มีสิ่งใดมารบกวน และควรใช้อิริยาบถนั่งก่อน เพราะจะทำเกิดสมาธิได้ง่าย หรือจะใช้อิริยาบถยืน หรือเดิน หรือนอนก็ได้ ซึ่งเราจะลืมตาหรือหลับตาก็ได้ แต่ถ้าหลับตาก็จะทำให้ง่วงได้ง่าย

วิธีการฝึกที่ง่ายที่สุดและทำให้เกิดความเข้าใจในชีวิตและโลกไปพร้อมๆกันนั้น ก็ทำได้โดย การฝึกคิดพิจารณาชีวิตไปพร้อมๆกับการกำหนดการหายใจเข้าและออกของเรา คือเมื่อหายใจเข้าทุกครั้งก็ให้เหยุดการคิด แต่พอหายใจออกจึงค่อยคิด ซึ่งการคิดนี้ก็ให้คิดอย่างช้าๆและคิดด้วยประโยคสั้นๆ โดยเรื่องที่นำมาคิดนั้นต้องเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความรู้ที่ดีงามหรือเป็นประโยชน์เท่านั้น เช่น เรื่องการเรียน เรื่องการทำงาน หรือเรื่องการคิดค้นหรือประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ หรือเรื่องความไม่ใช่ตัวเราหรือตัวตนของใครๆหรือของสิ่งใดๆ หรือเรื่องการศึกษาเรื่องการดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์นี้ด้วย เป็นต้น

เมื่อเราสามารถฝึกสมาธิ จนทำให้นิวรณ์ระงับหรือดับหายไป (ชั่วคราว) แล้ว และจิตของเราก็สงบหรือไม่ฟุ้งซ่านแล้ว รวมทั้งเราก็สามารถควบคุมจิตได้แล้ว และจิตของเราก็มีความอิ่มเอมใจ พร้อมกับความสุขที่สงบและประณีตเกิดขึ้นมาแล้วอยู่ตลอดเวลา ก็แสดงว่าจิตของเรามีสมาธิขึ้นมาแล้ว ซึ่งนี่ก็คือสมาธิที่ถูกต้อง ที่เราจะนำมาใช้ปฏิบัติคู่กับความเข้าใจที่เราจะได้ศึกษาให้เกิดความเข้าใจกันต่อไป (ต้องระวังว่าถ้าเราไปเพ่งอยู่ที่สิ่งที่ทำให้จิตเกิด “ความอยาก” ก็จะกลายเป็นสมาธิผิด และจะทำให้จิตเกิดความเร่าร้อนหรือเกิดความทุกข์ไปตามอำนาจของ “ความอยาก”)

แต่การที่เราจะฝึกให้จิตเกิดสมาธิได้นั้น สิ่งสำคัญก็คือเราต้องเป็นคนดีอยู่ก่อนแล้วเป็นพื้นฐาน เพราะการเป็นคนชั่ว (คือชอบเบียนเบียนผู้อื่น) นั้น จะทำให้จิตของเราไม่ปกติ ซึ่งจิตที่ไม่ปกตินั้นจะไม่สามารถฝึกให้เป็นสมาธิได้ เพราะจิตที่ไม่ปกติจะเป็นจิตที่ดิ้นรน เร่าร้อน และแข็งกระด้าง รวมทั้งควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต้องเป็นคนดีที่ไม่เบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเรื่องทางเพศของผู้อื่น อีกทั้งเราก็ต้องเป็นคนที่ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเสียดสีผู้อื่น และไม่พูดเพ้อเจ้ออยู่เป็นปกติด้วย จึงจะทำให้จิตของเรามีความปกติสุข ซึ่งจิตที่ปกติสุขนี้เองที่เป็นพื้นฐานให้จิตสามารถฝึกให้เกิดสมาธิได้ง่าย  

ชีวิตประกอบด้วยร่างกายกับจิตใจ

ชีวิตของมนุษย์จะประกอบด้วยร่างกายกับจิตใจ โดยร่างกายก็คือ กลุ่มก้อนของวัตถุที่สัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น และกาย (กายคือผิวหนังหรือเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกาย)  โดยสรุป ร่างกาย เกิดมาจาก ธาตุ (คุณสมบัติ) ทางวัตถุ ๔ อย่าง อันได้แก่ ธาตุดิน คือของแข็ง ธาตุน้ำ คือของเหลว ธาตุไฟ คือความร้อน และ ธาตุลม คือก๊าซ มาทำหรือสร้างให้เกิดขึ้น

ส่วน จิตใจ นั้นเป็น นามธรรม (สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยใจเท่านั้น) อย่างหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย

๑.  การรับรู้ (หรือวิญญาณ) คือจิตจะมี การรับรู้สิ่งต่างๆของโลกได้ (สิ่งต่างๆของโลกก็คือ รูปหรือแสง, เสียง, กลิ่น, รส, สิ่งที่มาสัมผัสกาย, และสิ่งที่มาสัมผัสใจ),

๒. การจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ คือเมื่อจิตรับรู้สิ่งใดแล้ว ก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งสิ่งที่จำได้นั้นก็ได้แก่ จำรูปที่เห็นได้, จำเสียงที่ได้ยินได้, จำกลิ่นที่ดมได้, จำรสที่ได้ลิ้มได้, จำสิ่งที่มาสัมผัสกายได้, และจำสิ่งที่มาสัมผัสใจได้)

๓. ความรู้สึกต่อสิ่งที่รับรู้ คือเมื่อเกิดการรับรู้และจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้แล้ว ก็จะเกิดความรู้ต่อสิ่งที่ได้รับรู้นั้นขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งความรู้สึกนี้ก็สรุปได้ ๓ อย่าง คือ (๑) ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจหรือความสุข (๒) ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจที่ตรงข้ามกับความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ (๓) ความรู้สึกจืดๆ

๔. การปรุงแต่งของจิต (การกระทำหรือการเคลื่อนไหวของจิต) คือเป็นอาการที่จิตนำเอาสิ่งที่รับรู้ จำได้ และรู้สึกนั้น มาประมวลผลว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ได้รับรู้ จำได้ และรู้สึกนั้น ซึ่งการประมวลผลของจิตนี้ ถ้าจิตถูกความโง่ (คือความเข้าใจผิดว่ามีตัวเราอยู่จริง) ครอบงำจิตอยู่ จิตก็จะเกิด ความอยาก (คือกิเลส) ไปตามอำนาจของความรู้สึกขึ้นมาทันที (คืออยากเอาสิ่งที่ให้ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจเข้ามาให้ตัวเรา, อยากทำลายสิ่งที่ให้ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจให้พ้นไปจากตัวเรา, และอยากอยู่ในสภาพที่ธรรมดานี้ตลอดไป) และเมื่อจิตเกิดความอยาก (คือกิเลส) ขึ้นมาแล้ว จิตก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาด้วยทันที (คือทุกข์เปิดเผยหรือทุกข์ซ่อนเร้น) ซึ่งเมื่อจิตเกิดความอยากขึ้นมาแล้วและจิตก็มีการคิดด้วย จิตก็จะมีการคิดไปตามอำนาจของความอยากด้วย แต่ขณะที่จิตของเราเกิดการรับรู้ จำได้ และความรู้สึกขึ้นมาแล้ว ถ้าจิตของเรามีสมาธิและปัญญา จิตของเราก็จะไม่เกิดความอยากใดๆขึ้นมา (คือไม่เกิดความอยากและสิ่งรบกวนจิต) ซึ่งนี่เรียกว่าเป็น “จิตที่หลุดพ้นจากอำนาจของความอยาก” และเมื่อจิตหลุดพ้นจากความอยาก จิตก็จะไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ จิตก็จะสงบเย็น ซึ่งขณะนี้ถ้าจิตมีการคิด จิตก็จะคิดไปด้วยสมาธิและปัญญา

สรุปได้ว่า ร่างกาย ก็คือ กลุ่มก้อนของธาตุ ๔ ส่วน จิตใจ ก็คือ สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ ซึ่งนี่คือความหมายของร่างกายกับจิตใจของเรา ที่เราจะต้องมาดูจากร่างกายและจิตของเราเองจริงๆ โดยไม่ยึดติดในภาษาที่เป็นการสมมติขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสาร เราจึงจะเห็นแจ้งในร่างกายและจิตใจของเราได้ด้วยจิตใจของเราเอง ซึ่งจิตใจที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้เอง ที่เราจะนำมาพิจารณาว่ามันเป็น “ตัวตนของเราจริงๆ” หรือไม่? กันต่อไป

ศาสนาพราหมณ์สอนว่าจิตใจคือตัวตนของเราจริงๆ

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจคำว่า “ตัวตนของเราเองจริงๆ” ก่อน คือคำว่า “ตัวตนของเราเองจริงๆ” นี้ หมายถึง เป็นตัวตนที่เป็นอมตะ หรือ ไม่รู้จักตาย (หรือจะมีอยู่ไปชั่วนิรันดร) ที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งอื่นใดมาทำหรือมาสร้างให้เกิดขึ้นมา คือเป็นความเข้าใจว่า จิตใจของเราและของทุกคน รวมทั้งของสัตว์ทั้งหลายนี้ เป็นตัวตนของมันเองจริงๆ ที่ไม่รู้จักตาย และสามารถล่องลอยออกจากร่างกายที่ตายไปแล้ว เพื่อไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้ ซึ่งนี่ก็ตรงกับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่เขาเชื่อและสอนว่าจิตใจของเราและสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เป็น อัตตา ที่หมายถึง ตัวตนที่แท้จริง ที่เป็นอมตะ และไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นใดมาสร้างหรือทำให้เกิดขึ้นมา ซึ่งจากความเชื่อนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่อง นรก สวรรค์ เทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม และเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกาย เป็นต้น ขึ้นมา

จากความเข้าใจว่า “จิตใจของเราเป็นตัวตนของเราเองจริงๆ” นี้เอง ที่ทำให้จิตของเราเกิดความยึดถือว่าจิตใจของเรานี้เป็นตัวตนของเราเองจริงๆ ซึ่งเมื่อจิตของเราเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อใด ก็ย่อมที่จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราที่เป็นผู้มีความอยากขึ้นมาด้วยพร้อมความทุกข์ ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า ความเข้าใจว่าจิตใจเป็นตัวตนของเรานี้ เป็นต้นเหตุให้เกิดความอยากและความยึดถือว่ามีตนเอง พร้อมกับความทุกข์ทั้งหลายขึ้นมา

สิ่งที่เป็นตัวตนที่แท้จริงมีอยู่จริงหรือไม่?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจ “จิตใจที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ” นี้ เป็นเพียงแค่ความเข้าใจ (หรือความเห็น) ที่ไม่มีความจริงมาเป็นสิ่งยืนยัน หรือเป็นแค่ความเชื่อตามๆกันมาเท่านั้น และก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า “จิตใจที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ” นี้มีอยู่จริง เพราะถ้า “จิตใจที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ” นี้จะมีอยู่จริง มันจะต้องไม่อาศัยสิ่งใดมาทำหรือสร้างให้มันเกิดขึ้น รวมทั้งมันจะตั้งอยู่ไปชั่วนิรันดร

เมื่อเรามาดูจากจิตของเราเองจริงๆเราก็จะพบว่า จิตใจก็ต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมาเสมอ เราไม่เคยมีจิตใจโดยไม่มีร่างกายเลย ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตใจของเรานี้มันไม่ได้เป็นตัวตนของเราเองจริงๆ เพราะจิตใจของเรามีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับลักษณะของอัตตาหรือตัวตนที่แท้จริง ตามคำสอนของศาสนาพราหมณ์

อีกอย่างการที่จิตจะเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาได้นั้น นักวิทยาศาสตร์ก็เข้าใจได้ว่า จะต้องอาศัยข้อมูลที่สมองเก็บไว้มาประมวลผลให้เกิดการจำได้ว่ามีตัวเราขึ้นมา ถ้าไม่มีข้อมูลที่สมองเก็บไว้ ก็จะไม่มีการจำได้ว่ามีตัวเรา และจิตก็จะเป็นจิตที่ว่างเปล่าเหมือนจิตเด็กที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆ ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่แสดงว่า จิตใจของเรานี้ไม่ได้เป็นตัวตนของเราเองจริงๆ

เราคืออะไร?

จากเหตุและความจริงที่แสดงให้เราเข้าใจและเห็นแจ้งว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริงในร่างกายและจิตใจนี้” ก็อาจทำให้เราเกิดความสงสัยว่า แล้วความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ซึ่งตามธรรมชาติของร่างกายที่ยังไม่ตายนั้น ก็จะมีระบบประสาท ๖ จุด คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพื่อเอาไว้ติดต่อกับสิ่งภายนอกที่ตรงกัน คือรูปหรือแสง เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสกาย และสิ่งที่มาสัมผัสใจ เมื่อระบบประสาทใดยังดีอยู่และกำลังทำงานอยู่ แล้วมีสิ่งที่ตรงกันมาสัมผัส ก็จะทำให้เกิดการรับรู้สิ่งที่มาสัมผัสนั้นขึ้นมาทันที อย่างเช่น เมื่อมีรูปหรือแสงมาสัมผัสตา ก็จะเกิดการรับรู้รูปที่ตาขึ้นมาทันที หรือเมื่อมีเสียงมาสัมผัสหู ก็จะเกิดการได้ยินเสียงนั้นขึ้นมาทันที เป็นต้น ซึ่งการรับรู้นี้ทางศาสนาพราหมณ์เขาจะเรียกว่า วิญญาณ ที่หมาย ถึงการรับรู้ที่เกิดขึ้นตามระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกาย ซึ่งศาสนาพราหมณ์เขาจะสอนว่า วิญญาณนี้คืออัตตาหรือตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์และสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย แต่ทางวิทยาศาสตร์เขากลับบอกว่า วิญญาณนี้เป็นเพียงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆที่เกิดขึ้นเมื่อระบบประสาทของเราได้สัมผัสกับสิ่งภายนอกที่ตรงกันเท่านั้น เหมือนกับแผงโซล่าเซลล์ที่ยังดีอยู่ ได้สัมผัสกับแสงแดด ก็จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมาที่แผงโซล่าเซลล์นั้นทันที

วิญญาณหรือการรับรู้ที่เกิดขึ้นมาตามระบบประสาทของร่างกายเรานี้ มันจะเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วและสลับสับเปลี่ยนกันไปเกิดและดับตามระบบประสาททั้ง ๖ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนเราเกิดความรู้สึกว่ามีนมีการรับรู้เกิดอยู่ที่ระบบประสาททั้ง ๖ พร้อมๆกัน (ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่าวิญญาณนี้มันไม่ใช่ตัวตนของเราหรือของใครๆ) ซึ่งเมื่อเกิดวิญญาณหรือการรับรู้ขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดการจำได้ และความรู้สึกต่อสิ่งที่ได้รับรู้ รวมทั้งเกิดความอยากและการคิดพิจารณาขึ้นมา จึงทำให้เกิดเป็นจิตใจที่รู้สึกนึกคิดได้ขึ้นมา

ตามธรรมชาติของจิตเด็กที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ๆทุกคนนั้น จะมีสัญชาติญาณ (สัญชาติญาณคือความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตโดยที่ไม่ต้องมีใครสอน) หรือความรู้ว่ามีตนเองติดมาด้วยเล็กน้อย เพื่อให้ทุกชีวิตเกิดความรู้สึกว่ามีตนเอง เพื่อให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายรักตนเอง และจะได้พยายามเอาตัวรอด เพื่อที่จะไม่ได้ไม่สูญพันธ์ไปจากโลก ซึ่งสัญชาติญาณว่ามีตนเองนี้เอง ที่เมื่อจิตของเด็กทั้งหลายได้สัมผัสกับโลก แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมา (คือความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ และความรู้สึกจืดๆ) ก็จะทำให้จิตของเด็กนั้นเกิดความอยากได้ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ และไม่อยากได้ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ รวมทั้งลังเลใจกับความรู้สึกจืดๆ ขึ้นมาทันทีตามสัญชาติญาณ ซึ่งเมื่อจิตเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อใด ก็จะทำให้จิตของงเด็กนั้นเกิดความยึดถือว่ามีตนเอง (หรือความยึดถือว่ามีตัวเรา) ขึ้นมาทันที เมื่อมีความยึดถือด้วยความอยากแล้ว ก็จะทำให้จิตของเด็กนั้นเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คือระบบของจิตใจมนุษย์ ที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง ที่สามารถทำให้จิตความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริงๆเลย

ชีวิตคือร่างกายกับจิตใจของเรานี้ ก็เปรียบเหมือนหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยม ที่มีพลังงานไฟฟ้ากับระบบคอมพิวเตอร์ที่มหัศจรรย์กำลังทำงานร่วมกันอยู่ แล้วทำให้เกิดสิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ขึ้นมา โดยผู้สร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้นได้ใส่โปรแกรมให้สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้นั้น เกิดความรู้สึกว่ามีตนเอง ไปตามสภาพของรูปร่างของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นมา

     สรุปได้ว่า แท้จริงมันไม่ได้มีตัวเรา หรือตัวตนของใครๆ รวมทั้งของสิ่งใดๆอยู่จริง เพราะทุกสิ่งที่เกิดมาตามธรรมชาตินั้น จะต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อมาสร้างหรือมาทำให้มันเกิดขึ้นทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อสิ่งที่ถูกสร้างให้เกิดขึ้นมานั้นเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะไม่สามารถตั้งอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป คือไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลาย ก็ต้องแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิต) อย่างแน่นอน ซึ่งนี่คือความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของชีวิตและโลกตามความเป็นจริง ที่เราจะนำเอามาใช้ร่วมกับสมาธิ ในการปฏิบัติเพื่อให้จิตของเราหลุดพ้นจากความทุกข์กันต่อไป (ต้องระวังว่า เพียงแค่การฟังมาหรืออ่านมาแล้วจำได้นั้น ยังไม่ใช่ความเข้าใจ จะต้องมีการนำเอาสิ่งอ่านมาหรือฟังมานั้นมาคิดพิจารณาด้วยเหตุผลอย่างละเอียด จนเกิดเป็นความเข้าใจขึ้นมาอย่างชัดเจน จึงจะเรียกว่าเป็นความเข้าใจ และถ้าเรานำเอาความเข้าใจนั้นมาทดลองปฏิบัติ จนเกิดผลขึ้นมาให้จิตของเราได้สัมผัสจริงๆ  จึงจะเรียกว่าเป็นความเห็นแจ้งหรือรู้จริง)

จะดับทุกข์ถาวรได้อย่างไร?

เมื่อเราเป็นคนดีและมีสมาธิอย่างถูกต้องแล้ว รวมทั้งเราก็มีความเข้าใจอย่างถูกต้องแล้วว่า มันไม่มีตัวเราอยู่จริง ต่อไปเราก็จะมาพิสูจน์กันดูว่า เราจะใช้สมาธิและความเข้าใจนี้ มาดับทุกข์ของจิตใจเราได้หรือไม่? โดยขั้นแรกเราก็ต้องหาสถานที่สงบๆเพื่อมาทดลองปฏิบัติก่อน โดยการปฏิบัติก็คือ ให้เราตั้งใจเพ่ง (คือด้วยสมาธิตามที่เคยฝึกมาแล้ว) ดูที่จิตใจและร่างกาย ที่สมมติเรียกว่าเป็นตัวเราและของเรานี้ ด้วยความเข้าใจว่า “นี่ไม่ใช่เราหรือไม่มีตัวเราอยู่ในร่างกายและจิตในนี้” ในทุกลมหายใจเข้าและออกอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเราสามารถเพ่งดูจิตใจและร่างกายว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริง” เช่นนี้ได้ต่อเนื่องนานๆ ก็จะทำให้ “ความอยาก” ทั้งหลายของจิตใจเรา ทั้งอย่างรุนแรง (คือที่ทำให้เกิดความทุกข์เปิดเผย) และไม่รุนแรง (คือที่ทำให้เกิดความทุกข์ซ่อนเร้น) ที่กำลังเกิดอยู่ ก็ระงับหรือดับหายไปทันที (แม้เพียงชั่วคราว) หรือทำให้ความอยากทั้งหลาย ที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดขึ้น (แม้เพียงชั่วคราว) ซึ่งเมื่อความอยากทั้งหลายไม่เกิดขึ้น ก็จะทำให้จิตของเราบรรลุถึง “ความไม่มีทุกข์หรือความสงบเย็น” ขึ้นมาทันที (แม้เพียงชั่วคราว) ซึ่งนี่ก็คือการเกิดความเห็นแจ้งหรือรู้จริง ที่เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า การปฏิบัติของเรานี้ถูกต้องแล้ว โดยไม่ต้องพึ่งพาความรู้จากใครๆ หรือไม่ต้องอาศัยความเชื่อจากศาสนาใดๆ

เมื่อเราเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาแล้ว เมื่อเวลาที่เราต้องกลับไปใช้ชีวิตามปกติของเรา ในการประเกอบอาชีพเลี้ยงชีวิต หรือในการศึกษาเล่าเรียนของเรา เราก็ต้องมีสติที่มองเห็นหรือเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายที่เรากำลังสัมผัสอยู่นั้น มันก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงเหมือนกับจิตใจและร่างกายของเรานี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเราสามารถปฏิบัติได้เช่นนี้ ก็จะทำให้ความอยากของจิตใจเราไม่เกิดขึ้น และทำให้ความทุกข์ไม่เกิดขึ้น และทำให้จิตของเราสงบเย็นได้ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ เราก็ต้องมาพิจารณาดูว่าเราขาดอะไรไป แล้วเราก็ต้องมาฝึกฝนสิ่งที่ขาดไปนั้นให้เกิดขึ้นมาให้พร้อมต่อไป

เมื่อเราสามารถปฏิบัติให้จิตของเรา “ไม่ให้เกิดความอยากและความทุกข์” ขึ้นมาได้เป็นประจำอยู่เสมอๆเป็นเวลานานๆ (คือจะกี่เดือนหรือกี่ปีนั้นมันไม่แน่นอน เพราะมันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของเราว่าจะปฏิบัติจริงจังแค่ไหน) จนทำให้ความเคยชินหรือนิสัยของความอยากที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิงได้ (คือไม่กลับมาเกิดขึ้นได้อีกอย่างถาวร) ก็จะทำให้จิตของเราหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้อย่างถาวร (คือตลอดชีวิต) และจิตของเราก็จะบรรลุถึงความสงบเย็นอย่างสูงสุดและถาวรได้  ซึ่งเมื่อจิตของเราบรรลุถึงความสงบเย็นได้อย่างสูงสุดและถาวรแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติอีกต่อไปแล้ว เพราะนี่คือสิ่งสูงสุด (คือมีคุณค่าหรือประโยชน์สูงสุด) สำหรับชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายแล้ว

ความดีและความชั่วที่แท้จริงเป็นอย่างไร?

การทำความดีก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่นให้หลุดพ้นจากความทุกข์ หรือช่วยให้เขามีความปกติสุขอย่างมั่นคง โดยที่เราไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆจากคนที่เราช่วยเขา ซึ่งการทำความดีนี้ก็เริ่มจากจิตใจของเราก่อนที่มีความคิดที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งการช่วยนั้นก็มีทั้งการช่วยด้วยการให้ทรัพย์หรือสิ่งของ หรือช่วยด้วยแรงกายของเรา หรือช่วยสั่งสอนให้คนอื่นมีความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเขา เป็นต้น โดยผลของการทำความดีนั้นก็อยู่ที่จิตใจของเรา คือทำให้จิตใจของเราเกิดความสุขใจหรืออิ่มเอมใจขึ้นมาทันที ที่เรากำลังทำความดีอยู่ (หรือผลดีนี้อาจเกิดขึ้นมาเมื่อเราได้ทำความดีเสร็จแล้วก็ได้)

ส่วนการความชั่วนั้นก็คือ การเอาเปรียบหรือเบียดเบียนผู้อื่น จะด้วยกายหรือวาจาก็ตาม แล้วทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อนทางกาย หรือเกิดความทุกข์ทางใจ โดยการทำความชั่วนั้นก็เริ่มที่จิตของเรา ที่คิดจะเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเรื่องทางเพศของผู้อื่น แล้วจิตก็จะสั่งให้ร่างกายกระทำและสั่งให้ปากพูด โดยผลจากการทำความชั่วนั้นก็อยู่ที่จิตใจของเรา คือทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี คือทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ หรือเสียใจ หรือร้อนใจ หรือหงุดหงิดใจ เป็นต้น ขึ้นมาทันทีที่เรากำลังทำความชั่วอยู่ (หรือผลชั่วนี้อาจเกิดภายหลังที่เราได้ทำความชั่วเสร็จแล้วก็ได้)

เรื่องความดีความชั่วนี้ก็คือ เรื่องของจิตใต้สำนึกของเรานี่เอง คือที่เมื่อเรามีเจตนา (ความจงใจ) ในการทำความดี จิตใต้สำนึกของเรามันก็รู้อยู่ว่านี่คือความดี แล้วจิตใต้สำนึกของเรามันก็จะเกิดความรู้สึกที่ดี คือความสนุขใจหรือความอิ่มเอมใจขึ้นมาทันที แต่พอเรามีเจตนา (ความจงใจ) ในการทำความชั่ว จิตใต้สำนึกของเรามันก็รู้อยู่ว่านี่คือความชั่ว แล้วจิตใต้สำนึกของเรามันก็จะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี คือความไม่สบายใจหรือความร้อนใจ เป็นต้นขึ้นมาทันที

เรื่องการทำความดีและชั่วแล้วมีผลทางจิตใจนี้ เราจะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่า เมื่อเราทำความดีแล้วจะต้องได้รับผลตอบแทนเป็นคำชมจากสังคม หรือได้รับทรัพย์สินเงินทองหรือเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น เป็นสิ่งตอบแทน รวมทั้งยังเข้าใจผิดอีกว่า เมื่อใครทำความชั่วแล้วจะต้องได้รับผลเป็นการถูกสังคมประณาม หรือถูกลงโทษให้เสียทรัพย์ หรือเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น เป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก เพราะผลของความดีและชั่วนั้นเราก็ได้รับอยู่แล้วเมื่อเราได้ทำความดีและชั่ว ส่วนเรื่องผลภายนอกนั้นมันไม่แน่นอน คือถ้าเราทำความดีแล้วไม่มีใครรู้ ก็จะไม่มีใครมาชมหรือมาให้รางวัล แต่พอเราทำความชั่วแล้วปกปิดเอาไว้ได้ ก็จะไม่มีใครมาประณามหรือลงโทษ ซึ่งถ้าเรามีความเข้าใจผิดเช่นนี้ ก็จะทำให้เราเกิดความเข้าใจผิดไปว่า “ทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่พอทำชั่วกลับได้ดี” ขึ้นมาก็ได้ อย่างที่คนทั่วไปกำลังเข้าใจผิดกันอยู่

วัตถุนิยมทำลายโลก

มนุษย์นั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็อยากได้หรืออยากมีความสุข แต่ความสุขของโลกนั้นก็มีทั้ง ความสุขที่เป็นโทษ และ ความสุขที่เป็นประโยชน์ โดยความสุขที่เป็นโทษนั้นก็คือความสุขจากวัตถุนิยม (วัตถุนิยมก็คือเรื่องสิ่งที่น่ารักน่าใคร่หรือเรื่องเพศตรงข้าม, เรื่องวัตถุสิ่งของหรือทรัพย์สินเงินทอง, และเกียรติยศชื่อเสียงหรืออำนาจ) ส่วนความสุขที่ไม่เป็นโทษแต่เป็นประโยชน์นั้นก็คือความสุขจากการทำความดี (การทำความดีก็สรุปอยู่ที่ การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลทางวัตถุนิยมเป็นสิ่งตอบแทน แต่หวังเพียงความสุขความอิ่มใจจากการทำความดีเท่านั้นเป็นสิ่งตอบแทน)

วัตถุนิยมนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้จิตของเราเกิดความสุข (ความรู้สึกน่าพึงพอใจ) ที่รุนแรงอย่างยิ่ง จึงทำให้มนุษย์ลุ่มหลงติดใจหรืออยากได้ในวัตถุนิยมนี้มาเป็นของตนเองอย่างยิ่ง ซึ่งก็จะทำให้มนุษย์เกิดความความโลภขึ้นมา และทำให้เกิดการเบียดเบียนหรือแย่งชิงเอาวัตถุนิยมของผู้อื่นหรือของประเทศอื่นมาเป็นของตนเอง เมื่อไม่ได้หรือสูญเสียวัตถุนิยมก็จะทำให้เกิดความโกรธและทำให้เกิดการทำร้ายผู้อื่นขึ้นมา จนทำให้เกิดสงครามในรูปแบบต่างๆขึ้นมา แล้วก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนหรือวิกฤติการณ์มากมายขึ้นมาทั่วโลก  

อีกทั้งการที่จะได้วัตถุนิยมนี้มาได้นั้น ก็ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและพลังงานของโลกอย่างมากมาย ซึ่งก็ได้ส่งผลให้เกิดการทำลายธรรมชาติที่บริสุทธิ์ของโลก ให้เสียหายไปอย่างมโหฬาร จนทำให้ระบบนิเวศน์ของโลกเสียหาย อีกทั้งการเสพวัตถุนิยมกันมากๆ ก็ยังก่อให้เกิดมลพิษทั้งแก่ดิน น้ำ อากาศ และทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งนี่เองที่ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆขึ้นมาทั่วโลก แล้วก็ทำให้มนุษย์โดยรวมต้องประสบกับภัยพิบัติต่างๆ ที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลก อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน

 สรุปได้ว่า ความสุขจากวัตถุนิยมนั้น เป็นความสุขที่ก่อให้เกิดโทษมากมายแก่มนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นเราต้องช่วยกันเผยแพร่ให้มนุษย์เข้าใจความจริงนี้ เพื่อช่วยให้มนุษย์กลัวการลุ่มหลงในความสุขจากวัตถุนิยม ที่จะนำภัยพิบัติอันใหญ่หลวงมาให้ในอนาคตอันใกล้ และเราต้องช่วยกันเผยแพร่ความสุขที่เป็นประโยชน์ คือความสุขจากการทำความดีให้มาก เพื่อให้มนุษย์ได้พบกับความสงบสุขหรือสันติภาพที่ยั่งยืนกันต่อไป

เราจะช่วยโลกให้มีสันติภาพได้อย่างไร?

ความรู้เรื่อง “ไม่มีตัวเรอยู่จริง” นี้ นอกจากจะช่วยให้จิตใจของเราหลุดพ้นจากความทุกข์แล้ว ยังสามารถช่วยให้โลกมีสันติภาพได้อีกด้วย คือเราต้องเข้าใจก่อนว่า การที่โลกมีวิกฤติการณ์ต่างๆขึ้นมาบนโลก ก็เป็นเพราะมนุษย์มี “ความเข้าใจผิดว่ามีตนเองอยู่จริงๆ” (ตามสัญชาติญาณพื้นฐานของจิตทั้งหลาย) เมื่อมนุษย์มีความเข้าใจผิดดังนี้แล้ว จึงทำให้มนุษย์เกิดความเห็นแก่ตัว เมื่อมนุษย์มีความเห็นแก่ตัว จึงทำให้มนุษย์มีความโลภ (คืออยากได้วัตถุนิยมที่ให้ความสุขของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง) และความโกรธ (คืออยากทำร้ายผู้อื่นเมื่อไม่ได้หรือสูญเสียวัตถุนิยม) จนเป็นนิสัย เมื่อมนุษย์มีความโลภและความโกรธ จึงทำให้มนุษย์เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นหรือเบียดเบียนผู้อื่นขึ้นมา (คือเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นโดยทั้งผิดกฎหมายและศีลธรรม) รวมทั้งเมื่อมนุษย์ลุ่มหลงวัตถุนิยมกันมากๆ ก็จะส่งผลทำให้เกิดการทำลายป่าไม้และธรรมชาติของโลกให้เสียหาย และยังทำให้เกิดมลพิษขึ้นแก่สภาพแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งนี่เองที่ส่งผลทำให้เกิดวิกฤติการณ์ทั้งหลายขึ้นมาบนโลก จนทำให้สันติภาพของโลกหายไป

ส่วนวิธีการที่จะช่วยให้โลกมีสันติภาพได้ถาวรนั้นก็อยู่ที่ เราก็ต้องช่วยกันเผยแพร่ความจริงเรื่อง “ความไม่มีตัวตนของเราหรือของใครๆหรือของสิ่งใดๆอยู่จริง” ตามหลักวิทยาศาสตร์ของเรานี้ ให้มนุษย์ที่มีความรู้หรือปัญญาชนของโลกให้มากที่สุด ซึ่งเมื่อปัญญาชนเกิดความเข้าใจในความจริงนี้แล้ว เขาก็จะช่วยกันเผยแพร่ต่อๆไป ซึ่งก็จะทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่ของโลก เกิดความเข้าใจในความจริงนี้ ซึ่งเมื่อมนุษย์ส่วนใหญ่เข้าใจความจริงนี้แล้ว เขาก็จะมีความเห็นแก่ตัวลดน้อยลง เมื่อมนุษย์เห็นแก่ตัวน้อยลง มนุษย์ก็จะมีความโลภและความโกรธลดน้อยลง รวมทั้งมนุษย์ก็จะเสพวัตถุนิยมกันน้อยลง และเมื่อมนุษย์มีความโลภและความโกรธลดน้อยลงแล้ว มนุษย์ก็จะไม่เอารัดเอาเปรียบหรือเบียดเบียนผู้อื่น แต่จะรักผู้อื่น ให้อภัยผู้อื่น และช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น รวมทั้งก็จะอนุรักษ์ธรรมชาติกันมากขึ้น  ซึ่งก็จะทำให้วิกฤติการณ์ต่างๆของโลกลดน้อยลง และทำให้โลกกลับมามีสันติภาพได้อย่างถาวร หลังจากที่ได้สูญเสียมันไป         

********************************* 
(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
www.whatami.net -www.whatami.6te.net )


ถ้าใครต้องการโหลดหนังสือ ธรรมะกำมือเดียว นี้ไปอ่านในรูปแบบ PDF หรือโหลดเอาไปพิมพ์เป็นรูปเล่ม ก็คลิ๊กที่นี้