-๑-


คำนำ

ปกติแล้วคนทั่วไปจะมองว่า ศาสนากับวิทยาศาสตร์นั้นมีหลักการที่ตรงข้ามกัน คือศาสนาจะสอนให้ใช้ความเชื่อเป็นหลักในการศึกษาและปฏิบัติ โดยศาสนามีจุดมุ่งหมายอยู่ที่เพื่อให้จิตใจของมนุษย์มีความสุขและพ้นทุกข์ ส่วนวิทยาศาสตร์จะสอนให้ใช้เหตุผลและความจริงเป็นหลักในการศึกษาและปฏิบัติ โดยจุดมุ่งหมายของวิทยาศาสตร์จะเน้นเรื่องความเจริญทางด้านวัตถุ เพื่อสร้างความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น และกายให้แก่มนุษย์ ซึ่งจากความขัดแย้งกันนี้เองที่ทำให้ปัญญาชนของโลก ที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ กลายเป็นคนที่ไม่มีศาสนามากขึ้น  ซึ่งหนังสือ ศาสนาวิทยาศาสตร์ เล่มนี้ จะช่วยชี้แนะวิธีการศึกษาและปฏิบัติตามหลักการของวิทยาศาสตร์ แต่มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ความสุขและความพ้นทุกข์ของจิตใจเป็นหลัก จึงขอฝากให้ปัญญาชนทั้งหลายได้ลองศึกษาหลักการนี้กันดูบ้าง เพื่อว่าบางที่อาจจะทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิตและโลกขึ้นมาก็ได้ และถ้าใครเห็นว่าหนังสือนี้พอจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์บ้าง ก็ขอให้ช่วยกันเผยแพร่ต่อๆไป เพื่อช่วยให้เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายมีความสุขและหลุดพ้นจากความทุกข์ของจิตใจ รวมทั้งช่วยให้โลกมีสันติภาพอย่างยั่งยืนกันต่อไป

เตชปัญโญ ภิกขุ

อาศรมพุทธบุตร เกาะสีชัง ชลบุรี

๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔

*****************************************

มนุษย์อยากได้อะไร?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์ทุกคนนั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็อยากได้ความสุข โดยความสุขทั้งหลายของโลกนั้นก็สรุปได้ ๒ อย่าง คือ ความสุขจากภายนอก กับ ความสุขจากภายใน ซึ่งความสุขจากภายนอกนั้นก็คือ ความสุขจากวัตถุนิยม โดยความสุขจากวัตถุนิยมนั้นก็สรุปอยู่ที่

๑. กามารมณ์ ซึ่งก็ได้แก่สิ่งที่น่ารักน่าใคร่ ที่สัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ของเรา โดยมีเรื่องเพศตรงข้ามเป็นกามารมณ์ชนิดสูงสุด

๒. วัตถุสิ่งของ ซึ่งก็ได้แก่วัตถุที่ไม่ใช่กามารมณ์ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ อาหาร เสื้อผ้า และทรัพย์สมบัติต่างๆ เป็นต้น

๓. เกียรติยศชื่อเสียง ซึ่งก็ได้แก่เรื่องความมีชื่อเสียง ความเด่น ความดัง และอำนาจ เป็นต้น ที่ต้องอาศัยการฟัง (คนมาสรรเสริญเยินยอ) และการดู (กิริยาที่มีคนมาเคารพนบนอบ) เป็นหลักในการทำให้เกิดความสุข

ความสุขจากวัตถุนิยมนี้เป็นความสุขที่ต้องอาศัยสิ่งภายนอก (คือคือ รูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งที่มาสัมผัสกาย) มาช่วยทำให้เราเกิดความสุข ถ้าไม่มีสิ่งภายนอกเหล่านี้ ก็จะไม่เกิดความสุข ซึ่งความสุขจากวัตถุนิยมนี้เป็นความสุขที่มีโทษ เพราะทำให้เกิดความทุกข์แก่จิตใจของเรา และยังสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมและโลกเป็นอย่างมาก ซึ่งแม้โลกก็จะพินาศเพราะมนุษย์ทั้งหลาย ลุ่มหลงความสุขจากวัตถุนิยมนี้กันมากเกินไป

ส่วนความสุขจากภายในนั้นก็คือ ความสุขจากการทำความดี โดยการทำความดีนั้นก็เกิดมาจาก การที่เราทำความดี ไม่ว่าจะด้วยกาย หรือวาจา หรือแม้ทางใจก็ตาม เช่น การรักผู้อื่น การให้อภัย การคิดช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ การพูดเพื่อช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ การบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้หรือคนที่กำลังเดือดร้อน การช่วยเหลือสังคมให้มีความสงบสุข การช่วยโลกให้มีสันติภาพ การเลี้ยงดูบิดามารดาหรือผู้ที่มีพระคุณต่อเรา การปฏิบัติหน้าที่ของเราต่อคนในครอบครัวอย่างถูกต้อง  การทำหน้าที่การงานที่ดีงามอย่างซื่อสัตย์สุจริต การมีจิตสาธารณะ การทำจิตให้เป็นสมาธิ การทำจิตให้บริสุทธิ์ (จากความลุ่มหลงในวัตถุนิยม และจากความโกรธ เกลียด เป็นต้น) และการให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ (คือช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) ต่อผู้คนทั้งหลาย เป็นต้น ซึ่งความสุขจากการทำความดีนี้เป็นความสุขทางใจ ที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีจิตใจที่ดีงาม ที่คิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ หรือช่วยให้เขามีความสุขที่ยั่งยืน โดยไม่หวังสิ่งใด (คือวัตถุนิยม) เป็นสิ่งตอบแทน หรือที่เรียกว่าทำไปด้วยใจบริสุทธิ์

ความสุขจากการทำความดีนี้ เป็นความสุขที่มีประโยชน์ คือไม่ทำให้เกิดโทษเหมือนความสุขจากวัตถุนิยม แต่กลับเป็นความสุขที่ช่วยให้ทั้งบุคคลและครอบครัวของคนที่เป็นคนดีนี้มีความปกติสุข อีกทั้งยังช่วยให้สังคมสงบสุข ช่วยให้โลกมีสันติภาพ และยังช่วยให้ธรรมชาติยังคงความบริสุทธิ์และอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

มนุษย์กลัวอะไรมากที่สุด?

โลกนี้ใช่ว่าจะมีแต่เฉพาะความสุขอย่างเดียว คือมันมีสิ่งที่ตรงข้ามกับความสุขอยู่ด้วย ซึ่งนั่นก็คือ ความทุกข์ ที่หมายถึงความรู้สึกที่ทรมาน หรือทนได้ยาก หรือทนได้ลำบาก ซึ่งความทุกข์นี้เองที่มนุษย์ทุกคนเกลียดกลัว หรือไม่อยากให้เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง โดยความทุกข์ของมนุษย์นั้นก็แยกได้ ๒ อย่าง คือ ความทุกข์ทางกาย กับ ความทุกข์ทางใจ

โดยความทุกข์ทางกายนั้นก็ได้แก่ ความรู้สึกที่ทรมาน หรือไม่สบาย ที่เกิดขึ้นกับร่างกายโดยตรง เช่น ความเจ็บ ความปวด ความหิว ความกระหาย ความหนัก ความเหนื่อย ความหนาว ความร้อน เป็นต้น ที่เกิดขึ้นจากโรคต่างๆที่เกิดขึ้นกับร่างกาย หรือเกิดขึ้นจากการกระทำของคน สัตว์ และภัยธรรมชาติต่างๆ รวมทั้งเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ หรือเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเอง เป็นต้น ซึ่งความทุกข์กายนี้มนุษย์ก็สามารถใช้ทรัพย์สินเงินทองและความรู้ทางด้านวัตถุ มาทำให้ความทุกข์ทางกายนี้บรรเทาเบาบางลง จนทำให้ร่างกายมีความสุขสบายได้อยู่แล้ว ดังนั้นความทุกข์ทางกายนี้จึงยังไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือสำคัญที่สุด เพราะใครๆก็สามารถแก้ไขกันได้อยู่แล้ว

 ส่วนความทุกข์ของจิตใจที่สำคัญหรือน่าหวาดกลัวที่สุดนั้นก็คือ ความเศร้าโศกหรือความเสียใจ ที่เกิดจากการที่ชีวิตของเรากำลังประสบกับภาวะที่ไม่น่ายินดีต่างๆของชีวิต (อันได้แก่ ความแก่ ความเจ็บ และความตายของร่างกาย รวมทั้งจากความพลัดพรากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก เป็นต้น) แล้วจิตของเราก็เกิด ความอยากหนีไปให้พ้นจากภาวะที่ไม่น่ายินดีนั้น (หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) ซึ่งเมื่อเราไม่สามารถหนีจากภาวะที่ไม่น่ายินดีนั้นได้ จึงทำให้จิตของเราเกิดความเศร้าโศกหรือความเสียใจอย่างรุนแรงขึ้นมาทันที ซึ่งนี่คือความทุกข์ที่น่าหวาดกลัวอย่างที่สุดของมนุษย์ทุกคน ที่แม้ทรัพย์สินเงินทองและความรู้ทางด้านวัตถุของมนุษย์ จะมีอย่างมากมายสักเพียงใดก็ตาม ก็ไม่สามารถทำให้ความทุกข์ที่น่ากลัวอย่างที่สุดนี้หายไปหรือไม่เกิดขึ้นมาได้ (ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร) ดังนั้นจึงได้เกิดศาสนาขึ้นมาในโลกเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาอันใหญ่หลวงนี้

ศาสนาคืออะไร?

ศาสนา คือ คำสอนให้ปฏิบัติเพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทางด้านจิตใจ ซึ่งศาสนาของโลกทั้งหลายนั้น ก็มีหลักคำสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ของจิตใจที่แตกต่างกันไป โดยศาสนาทั้งหมดของโลกนั้นสรุปแล้วมีอยู่ ๒ ประเภท คือ ศาสนาที่ยอมรับเรื่องเหนือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด กับ ศาสนาที่ยอมรับธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด

คำว่า สิ่งสูงสุด หมายถึง สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในโลกและในจักรวาล “ที่สร้างทุกสิ่งขึ้นมา รักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา” ซึ่งคำว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ก็หมายถึง ทุกสิ่งไม่เว้นสิ่งใด ซึ่งสิ่งทั้งหลายของโลกและจักวาลนี้ก็มี ๒ อย่าง คือ วัตถุ กับ จิตใจ โดยวัตถุก็คือทุกสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น และกายของเรา ส่วนจิตใจนั้นก็ได้แก่การรับรู้, ความรู้สึก, การจำสิ่งต่างๆได้, และอาการต่างๆของจิต (คือความอยากและความคิด) ที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วยจิตใจของเราเอง

ในยุคที่ศาสนาทั้งหลายกำเนิดขึ้นมานั้น เป็นยุคที่ยังไม่มีความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์อย่างเช่นในปัจจุบัน ซึ่งผู้คนในยุคนั้นจะเกรงกลัวปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเขาเชื่อว่านั่นเป็นการดลบันดาลของสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ และเมื่อเขาได้แสดงอาการเคารพต่อสิ่งที่เหนือธรรมชาตินั้นแล้ว เขาก็จะสบายใจและหายกลัวได้ ซึ่งนี่เองที่ทำให้เกิดศาสนาที่ยอมรับเรื่องเหนือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุดทั้งหลายขึ้นมา

โดยศาสนาศาสนาที่ยอมรับเรื่องเหนือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุดนั้น จะมีความเชื่อเรื่องที่เหนือธรรมชาติ คือเรื่องเทพเจ้า (หรือพระเจ้า) หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ว่าเป็นสิ่งสูงสุด ที่สามารถดลบันดาลให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ได้ โดยหลักการปฏิบัติของศาสนาประเภทนี้ก็สรุปอยู่ที่ การสอนให้ผู้ที่นับถือมีความเคารพเกรงกลัวในเทพเจ้า ให้สวดมนต์อ้อนวอนเทพเจ้า ให้ทำพิธีบูชาเทพเจ้า และทำตามที่เทพเจ้าต้องการ เพื่อให้เทพเจ้าพึงพอใจ แล้วเทพเจ้าก็จะดลบันดาลสิ่งที่ผู้นับถืออยากจะได้ให้ เช่น ความสุขสบาย ความร่ำรวย หรือตายไปแล้วก็จะได้ขึ้นสวรรค์หรือไปอยู่กับเทพเจ้าชั่วนิรันดร และความพ้นทุกข์ เป็นต้น ซึ่งศาสนาประเภทนี้ก็ได้แก่ศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม เป็นต้น

ส่วนศาสนาที่ยอมรับธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุดนั้น จะมีหลักการที่ตรงข้ามกับศาสนาที่ยอมรับเรื่องเหนือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุด คือจะไม่ยอมรับเรื่องพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆว่ามีอยู่จริง แต่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติ ที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้ ว่าเป็นสิ่งสูงสุด โดยศาสนาประเภทนี้จะสอนให้ผู้ที่นับถือศึกษาและปฏิบัติ เพื่อให้จิตใจหลุดพ้นจากความทุกข์ด้วยตนเอง โดยไม่พึ่งพาให้ใครๆหรือสิ่งใดๆมาช่วย ซึ่งศาสนาประเภทนี้ก็ได้แก่ศาสนาพุทธ กับศาสนาเล็กๆของอินเดียบางศาสนา

ทำไมคนไม่มีศาสนาจึงมีมากขึ้นในโลก?

มนุษย์ส่วนใหญ่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะถูกสั่งสอนและอบรมให้มีความเชื่อในศาสนาตามที่พ่อแม่นับถืออยู่ ซึ่งเมื่อใครได้ถูกปลูกฝังให้มีความเชื่อในศาสนาใดแล้ว ก็มักจะมีความเชื่อมั่นในศาสนานั้นอย่างเหนียวแน่น (คือยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ) แต่ในปัจจุบันเมื่อมนุษย์มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น จนเรียกว่าเป็นปัญญาชน ซึ่งปัญญาชนเหล่านี้บางคน ไม่ได้ถูกอบรมให้มีความผูกพันกับศาสนาตามพ่อแม่มาก่อน เขาจึงเริ่มเป็นคนที่ห่างศาสนา คือไม่สนใจเรื่องการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาใดๆ รวมทั้งในปัจจุบันนักบวชของศาสนาหรือนักสอนศาสนาบางคน ก็ยังลุ่มหลงในความสุขจากวัตถุนิยมมาก และไม่ได้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ตามหลักของศาสนาที่นับถืออยู่อย่างจริงจัง ซ้ำยังอาศัยศาสนามาแสวงหาวัตถุนิยมกันอีก จนทำให้เกิดความเสื่อมขึ้นในวงการศาสนาทั้งหลายมาโดยตลอด  ดังนั้นปัญญาชนที่ห่างศาสนาเหล่านี้ จึงมองศาสนาทั้งหลายว่าเป็นเรื่องงมงาย หรือไม่เป็นประโยชน์กับชีวิตของเขา นี่เองที่ทำให้คนที่เป็นปัญญาชนเหล่านี้ กลายเป็นคนที่ไม่มีหรือไม่นับถือศาสนาใดๆไปในที่สุด

ศาสนาที่นับถือเรื่องเหนือธรรมชาติว่าเป็นสิ่งสูงสุดนั้น จะสอนให้ผู้ที่นับถือ ต้องมีความเชื่อมั่นในสิ่งสูงสุดของศาสนา (คือพระเจ้าหรือเทพเจ้า) ที่นับถืออยู่ ซึ่งสำหรับคนที่มีความเชื่อมั่นในศาสนาเช่นนี้ จะมองว่าคนที่ไม่มีศาสนานั้นเป็นคนที่ไม่ดี เพราะทุกศาสนาจะสอนให้คนเป็นคนดี ไม่ทำความชั่ว คือถ้าใครทำความดี พระเจ้าก็จะให้รางวัล (เช่นได้ขึ้นสวรรค์) แต่ถ้าใครทำความชั่ว พระเจ้าก็จะลงโทษ  (เช่นได้รับโทษในนรก) ดังนั้นคนที่เชื่อมั่นในศาสนาจึงเข้าใจไปเองว่า คนที่ไม่มีศาสนาก็จะไม่เกรงกลัวสิ่งสูงสุด เมื่อไม่เกรงกลัวสิ่งสูงสุด ก็จะกล้าทำสิ่งที่ตรงข้ามกับคำสอนของศาสนา นั่นก็คือ “ไม่ทำความดี แต่จะทำความชั่ว” เพราะเชื่อว่าเมื่อทำความดีแล้วก็ไม่ได้รับผลดี (เช่นไม่ได้ขึ้นสวรรค์) เมื่อทำความชั่วก็ไม่ต้องรับผลชั่ว (เช่นไม่ต้องถูกลงโทษในนรก) เมื่อคนไม่ทำความดี และทำความชั่วกันมากขึ้น สังคมก็จะเดือดร้อนวุ่นวาย และแม้โลกก็จะพินาศได้

ศาสนาที่เป็นสากลนั้นเป็นอย่างไร?

ในความเป็นจริงนั้น คนที่ไม่มีศาสนานั้น ก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ดีไปหมดทุกคน ซึ่งแม้คนที่เชื่อมั่นในศาสนาทุกคนก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีหรือไม่ดีไปหมดทุกคน ดังนั้นเราจะไปสรุปว่า “คนไม่มีศาสนาทุกคนจะเป็นคนไม่ดีไปหมดทุกคน” จึงไม่ได้ คือการที่ใครบางคนจะทำความดีและไม่ทำความชั่วนั้น ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำเพราะมีความเชื่อตามหลักศาสนาว่า “เมื่อทำความดีเมื่อตายไปแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ และการที่ไม่ทำความชั่วก็เพราะกลัวว่าเมื่อตายไปแล้วจะถูกลงโทษในนรก” ซึ่งปัญญาชนที่ไม่มีศาสนาส่วนมากนั้น เขาย่อมมีจิตสำนึกที่ดีงามอยู่แล้วเป็นปกติ คือเขาจะเข้าใจดีว่า การทำความดี (คือการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจบริสุทธิ์) นั้น จะทำให้จิตใจของเขามีความสุข แต่ถ้าเขาทำความชั่ว (คือเบียดเบียนผู้อื่น) ก็จะทำให้จิตใจของเขาไม่มีความสุข แต่จะมีความเสียใจหรือไม่สบายใจ ดังนั้นปัญญาชนที่ไม่มีศาสนาส่วนมาก จะไม่ทำความชั่วและก็ยังคงทำความดีได้เหมือนคนดีที่มีศาสนาทั้งหลาย  ซึ่งการที่เราไม่ทำความชั่วและทำแต่ความดีนี้เรียกว่าเป็น “ศาสนาสากล” ที่ใครๆก็ยอมรับ ซึ่งจะต่างกับการที่ศาสนาเอานรกมาขู่ เอาสวรรค์มาล่อ เพื่อให้คนทำความดีและไม่ทำความชั่ว ซึ่งการสอนเช่นนี้ปัญญาชนจะมองว่า นี่เป็นการสอนเด็กหรือชาวบ้านธรรมดาทั่วๆไปที่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เพียงพอ

ศาสนาวิทยาศาสตร์คืออะไร?

เมื่อคนที่นับถือศาสนามีความทุกข์ใจ เขาก็จะใช้หลักคำสอนของศาสนาที่เขานับถืออยู่มาปฏิบัติ เพื่อให้ความทุกข์ใจของเขาบรรเทาเบาบางลงหรือไม่มีได้ แต่สำหรับคนที่ไม่นับถือศาสนาใดๆในโลกจะทำอย่างไร จึงจะทำให้จิตใจของเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ หรือทำให้ความทุกข์ใจของเขาบรรเทาเบาบางลงได้? ซึ่งในเรื่องนี้ถ้าใครที่เป็นคนไม่นับถือศาสนาหรือไม่มีความเชื่อในศาสนาใดๆ ว่าจะช่วยให้จิตใจหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ แต่ถ้าคนๆนั้นเป็นคนที่เปิดใจยอมฟังเหตุผล และยอมรับความจริง เขาก็สามารถศึกษาและสามารถปฏิบัติ ให้ความทุกข์ของจิตใจของเขา บรรเทาเบาบางลง หรือหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร เหมือนกับที่ศาสนาทั้งหลายสอนไว้ได้เหมือนกัน ซึ่งการศึกษาและปฏิบัติโดยให้เหตุผลและความจริงนี้ ก็ตรงกับหลักวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงได้เรียกหลักการศึกษาและปฏิบัติโดยใช้เหตุผลและความจริง มาทำให้จิตใจหลุดพ้นจากความทุกข์นี้ว่าเป็น ศาสนาวิทยาศาสตร์ ที่หมายถึง หลักการศึกษาและปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์คืออะไร?

คำว่า ศาสตร์ มาจากคำว่า ศาสตรา ที่แปลว่า อาวุธ ที่หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ในการทำลายปัญหา หรือใช้แก้ปัญหา ซึ่งปัญหาก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ (คือทั้งความทุกข์ทางกายและความทุกข์ทางใจ) โดยศาสตร์ของมนุษย์นั้นมีมากมาย แต่ศาสตร์ที่สำคัญที่เราควรรู้นั้นก็มีอยู่ ๒ อย่าง คือ วิทยาศาสตร์ กับ ไสยศาสตร์

วิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการสังเกตปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่มีอยู่จริง ที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจของเราเองในปัจจุบัน โดยหลักอันเป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์นั้นสรุปอยู่ที่

. ศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง คือศึกษาจากธรรมชาติที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้

๒. ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล ซึ่งเหตุผลนี้ก็มาจากสิ่งที่มีอยู่จริง ที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้นั่นเอง

๓. ศึกษาอย่างเป็นระบบ คือศึกษาไปตามลำดับจากพื้นฐานง่ายๆก่อน แล้วค่อยๆยากขึ้นไปตามลำดับ และยังต้องมีการทดลองปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือไม่ รวมทั้งยังต้องมีการจดบันทึกเอาไว้เป็นความรู้เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นความรู้ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

๔. พิสูจน์ก่อนยอมรับ คือนักวิทยาศาสตร์ จะไม่เชื่อหรือยอมรับหลักการหรือทฤษฎีใดๆ จากใครๆหรือจากตำราใดๆ มาปฏิบัติ จนกว่าจะได้พิสูจน์จนเห็นผลขึ้นมาจริงๆอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น

วิทยาศาสตร์จะมีหลักการที่ตรงข้ามกับไสยศาสตร์ คือวิทยาศาสตร์จะศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล ศึกษาอย่างเป็นระบบที่แน่นอน และต้องพิสูจน์ก่อนยอมรับ ดังนั้นเราจะต้องยึดหลักของวิทยาศาสตร์ทั้ง ๔ ข้อนี้ไว้ให้ดี เพราะเราจะนำหลักการทั้ง ๔ นี้มาค้นหาว่า อะไรคือเหตุที่ทำให้ความทุกข์ของจิตใจเราเกิดขึ้นมา? และทำอย่างไรจึงจะทำให้ความทุกข์ของจิตใจเราไม่เกิดขึ้นทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร? กันต่อไป

ไสยศาสตร์คืออะไร?

คำว่า  ไสยศาสตร์ หมายถึง ความรู้ของคนหลับ หรือคนที่ยังไม่มีสติปัญญา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้ความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ ที่เหนือเหตุผล เหนือการพิสูจน์ โดยไสยศาสตร์มีหลักคำสอนอยู่ที่ สอนให้เชื่อมั่นและปฏิบัติตามคำสอนโดยไม่มีความลังเลสงสัย ซึ่งเรื่องไสยศาสตร์นั้นก็ได้แก่เรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติทั้งหลาย เช่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เรื่องผี เทวดา นางฟ้า เทพเจ้า (หรือพระเจ้า) เป็นต้น ที่เอาไว้สอนคนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์เพียงพอ เช่น เด็ก หรือชาวบ้านทั่วๆไป เป็นต้น

โดยหลักการศึกษาของไสยศาสตร์นั้น จะศึกษาจากการคาดเดาหรือจากตำราหรือจากคนอื่น โดยไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ และการศึกษาก็ไม่เป็นระบบที่แน่นอน รวมทั้งจะเชื่อและยอมรับเอามาปฏิบัติ โดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นจริงก่อน โดยหลักการแก้ปัญหาของไสยศาสตร์นั้น เขาจะสอนว่า ความทุกข์ของจิตใจมนุษย์นั้น เกิดมาจากการดลบันดาลของเทพเจ้า ดังนั้นการที่จิตใจของมนุษย์จะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ มนุษย์ก็ต้องบูชาหรือกล่าวคำสรรเสริญเทพเจ้า หรือปฏิบัติตามที่เทพเจ้าต้องการ เพื่อให้เทพเจ้าพึงพอใจ แล้วเทพเจ้าก็จะดลบันดาลสิ่งที่ต้องการ เช่น ความร่ำรวย ความสุข หรือความพ้นทุกข์ เป็นต้นให้ ซึ่งศาสนาที่นับถือเทพเจ้าว่าเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดนี้ จัดว่ามีหลักการเดียวกับไสยศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์นับถืออะไรเป็นสิ่งสูงสุด?

ตามปกติแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่อในเรื่องลึกลับหรือเรื่องเหนือธรรมชาติใดๆ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงไม่มีความเชื่อเหมือนกับศาสนาประเภทที่นับถือพระเจ้าทั้งหลาย แต่นักวิทยาศาสตร์จะยอมรับธรรมชาติหรือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ที่เขาสามารถสัมผัสได้หรือพิสูจน์ได้เท่านั้นว่าเป็นสิ่งสูงสุดของเขา ซึ่งนี่ก็เท่ากับว่านักวิทยาศาสตร์นับถือธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ศาสนาวิทยาศาสตร์มีธรรมชาติเป็นสิ่งสูงสุด และมีความจริงเป็นศาสดา (ผู้สอน) โดยมีการสังเกตเป็นหลักในการศึกษาและปฏิบัติ โดยมีความพ้นทุกข์ของจิตใจอย่างถาวรเป็นจุดหมายสูงสุด

โดยธรรมชาตินั้นจะมีกฎอยู่กฎหนึ่ง ที่เป็น กฎสูงสุดของธรรมชาติ ที่กฎทั้งหลายของธรรมชาติ จะต้องขึ้นอยู่กับกฎนี้ทั้งสั้น ซึ่งกฎนั้นก็คือกฎที่บังคับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีเหตุมาทำให้เกิดขึ้น” ซึ่งกฎนี้ก็คือกฎพื้นฐานง่ายๆ ที่ ใครๆก็เข้าใจได้ คือเป็นเรื่องของ “เหตุ” และ “ผล” ที่เราก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว คือสรุปว่ากฎนี้จะบังคับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ว่า “เมื่อมีเหตุ จึงมีผล เมื่อไม่มีเหตุ จึงไม่มีผล หรือ เมื่อเหตุเกิดขึ้น ผลจึงเกิดขึ้น แต่เมื่อเหตุดับหรือหายไป ผลที่เกิดขึ้นมานั้นก็จะดับหายตามไปด้วยทันที” ซึ่งสรุปแล้วกฎนี้จะบอกเราว่า “ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุ”

จุดนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่า เหตุที่จะมาทำให้เกิดผลใดๆขึ้นมาได้นั้น จะต้องมีเหตุมาร่วมกันทำให้เกิดขึ้นตั้งแต่ ๒ เหตุขึ้นไป จึงจะทำให้เกิดผลขึ้นมาได้ ถ้ามีเพียงเหตุเดียว จะไม่สามารถทำให้เกิดผลขึ้นมาได้ อย่างเช่น เมื่อเราจุดเทียน ก็จะทำให้เกิดแสงสว่างขึ้นมา ซึ่งแสงสว่างจากเทียนนั้นคือผล ส่วนเหตุนั้นมีมากมาย คือ มีตัวเรา มีไม้ขีด มีเทียน มีออกซิเจน และมีอุณหภูมิที่พอเหมาะ ซึ่งเหตุที่ใหญ่ที่สุดก็คือ “ตัวเรา” ที่เรียกว่าเป็น เหตุ ที่หมายถึง สิ่งที่ทำให้เกิดผล ส่วนเหตุที่เหลือทั้งหมด คือ “ไม้ขีด เทียน ออกซิเจน และอุณหภูมิที่พอเหมาะ” นั้น เรียกว่าเป็น ปัจจัย ที่หมายถึง สิ่งสนับหนุน แต่เรามักไม่กล่าวถึงปัจจัย เพราะเราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงมักพูดสั้นๆว่า “เหตุทำให้เกิดผล” เท่านั้น (เช่น ตัวเราทำให้เกิดแสงสว่าง เป็นต้น)  แต่ถ้าจะพูดให้ชัดเจนและครบถ้วนก็ต้องพูดว่า “เหตุและปัจจัยทำให้เกิดผล” (เช่น มีตัวเราเป็นเหตุและมีไม้ขีด เทียน ออกซิเจน และอุณหภูมิที่พอเหมาะเป็นปัจจัย มาร่วมกันทำให้เกิดแสงเทียนขึ้นมา เป็นต้น) ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจจุดนี้เอาไว้ด้วย

ธรรมชาติที่เราพบเห็นกันอยู่จนเป็นเรื่องธรรมดานี่เอง ที่เป็นสิ่งสูงสุดที่เทียบได้กับพระเจ้าของศาสนาที่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติทั้งหลาย คือธรรมชาตินี่เองที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา รักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ และทำลายสิ่งต่างๆไปเมื่อถึงเวลา โดยการสร้างของธรรมชาตินั้น ก็ทำได้โดยการใช้เหตุมาทำให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นมา โดยธรรมชาติจะมี ธาตุทางวัตถุ ๔ อย่าง ที่เป็นธาตุพื้นฐานในการทำหรือสร้างให้เกิดสิ่งทั้งหลายขึ้นมาในโลกและในจักรวาล โดยธาตุพื้นฐานทั้ง ๔ นี้ก็ได้แก่ คือ (๑) ธาตุดิน คือของแข็ง (๒) ธาตุน้ำ คือของเหลว (๓)  ธาตุไฟ คือความร้อน  และ (๔) ธาตุลม คือก๊าซ

ที่สำคัญก็คือเมื่อทั้งธาตุพื้นฐานทั้ง ๔ นี้ ได้ร่วมกันทำให้เกิดวัตถุพิเศษชนิดหนึ่ง (คือโปรตีน) ขึ้นมาแล้ว เมื่อมีความเหมาะสม วัตถุพิเศษนี้ก็จะเกิดไฟฟ้าอ่อนๆขึ้นมาในเนื้อเยื่อของวัตถุพิเศษนี้ได้ ซึ่งไฟฟ้าอ่อนๆนี้เอง ที่ทำให้วัตถุพิเศษนี้เกิดการรับรู้สิ่งต่างๆที่มาสัมผัสมันได้ ซึ่งการรับรู้หรือไฟฟ้าอ่อนๆนี้เองที่เป็นพื้นฐานทำให้เกิด “จิตใจ” ของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย คือ พืช สัตว์ และมนุษย์ ขึ้นมาในโลก

ที่นี้บางคนก็อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า ใครหรืออะไรสร้างธรรมชาติขึ้นมา? ซึ่งเมื่อเราพิจารณาจากความเป็นจริงของธรรมชาติ เราก็จะพบว่า ธรรมชาติมันก็เป็นไปของมันเอง (วิทยาศาสตร์จะใช้คำว่า อัตโนมัติ) โดยไม่ได้มีใครมาทำให้เป็นไป แต่ถ้าเราไปถามคนที่นับถือศาสนา เขาก็ต้องบอกว่า สิ่งสูงสุดที่เขานับถืออยู่นั่นเองที่สร้างธรรมชาติขึ้นมา ซึ่งปัญญาชนที่ไม่มีศาสนาก็เข้าใจได้ว่า คนที่เชื่อถือในศาสนาใด ก็ต้องพูดไปตามความเชื่อที่ตนเองมีอยู่เป็นธรรมดา ดังนั้นปัญญาชนจะไม่โต้แย้งกับใครในเรื่องความเชื่อ เพราะไม่เป็นประโยชน์ และยังอาจทำให้เกิดการโต้เถียงและความแตกแยกขึ้นมาได้ ส่วนเรื่องที่ว่าใครหรืออะไรสร้างธรรมชาติขึ้นมานั้น เราก็อย่าไปสนใจเลย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ อีกทั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องไปรู้ก็ได้ เพราะเพียงเรารู้ว่า “เราและสิ่งทั้งหลายนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร? เกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ตายแล้วจะเป็นอย่างไร? และอะไรคือสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดในการเกิดขึ้นมานี้? รวมทั้งเราจะได้รับสิ่งที่มีประโยชน์สูงสุดนั้นได้อย่างไร?” เท่านี้ก็พอแล้ว เพราะเพียงเท่านี้ก็เท่ากับว่าเราได้รับสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดในการเกิดขึ้นมาแล้ว         

ศึกษาความทุกข์จากความทุกข์

การศึกษาความทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์นั้น ก็ทำได้โดยเราต้องพิจารณาจากกฎสูงสุดของธรรมชาติที่ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีเหตุมาทำให้เกิดขั้น ซึ่งนี่ก็แสดงว่า ความทุกข์ของจิตใจเรา มันก็ต้องมีเหตุมาทำให้เกิดขึ้น ดังนั้นเราก็ต้องตั้งคำถามขึ้นมาก่อนว่า อะไรคือเหตุทำให้เกิดความทุกข์? ซึ่งเมื่อตั้งคำถามขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องมาค้นหาคำตอบกันต่อไป

โดยวิธีการค้าหาเหตุของความทุกข์ของจิตใจเรานั้น เราก็ต้องค้นหาจากจิตใจของเราเองเท่านั้น โดยการสังเกตดูจากจิตของเราเองว่า ขณะที่จิตของเรากำลังเกิดความทุกข์อยู่นั้น จิตของเราเกิดอาการอะไรขึ้นมาด้วย? ซึ่งเมื่อเราตั้งใจพิจารณาอย่างละเอียดเราก็จะพบว่า ขณะที่จิตของเรากำลังเกิดความทุกข์อยู่นั้น จิตของเราจะเกิด “ความอยาก” ขึ้นมาด้วยเสมอ ซึ่งนี่ก็แสดงถึงว่า ความอยากเป็นเหตุทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ ดังนั้นต่อไปนี้เราจะมาศึกษาความอยากของจิตใจเรากันว่า ความอยากคืออะไร?  และมีอาการอย่างไรบ้าง? รวมทั้งความอยากแต่ละอย่างนั้นทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์อย่างไรบ้าง?

ความทุกข์เปิดเผย

ตามธรรมชาติแล้วชีวิตของเราทุกคนก็ต้องประสบกับ ภาวะที่น่ายินดีบ้าง และ ภาวะที่ไม่น่ายินดีบ้าง อยู่แล้วตลอดทั้งชีวิต ซึ่ง “ภาวะที่ไม่น่ายินดี” ทั้งหลายของชีวิตนั้นก็สรุปอยู่ที่ “การที่ร่างกายของเรากำลังประสบกับ ความเหนื่อย ความหิว ความกระหาย ความหนาว ความร้อน ความเจ็บ ความปวด หรือการที่ร่างกายของเรากำลังแก่ หรือกำลังป่วยไข้ หรือกำลังจะตาย หรือการที่ชีวิตของเรากำลังพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก หรือการที่ชีวิตของเรากำลังประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัว หรือการที่เมื่อเราหวังหรืออยากจะได้สิ่งใดแล้วเกิดผิดหวังขึ้นมา”

เมื่อภาวะที่ไม่น่ายินดีใดเกิดขึ้นกับชีวิตของเราแล้ว ถ้าจิตของเราเกิด “ความอยากหนี หรืออยากทำลาย หรืออยากผลักภาวะที่ไม่น่ายินดีนั้นให้พ้นออกไปจากตัวเรา” ขึ้นมา แล้วเราไม่สามารถหนีหรือทำลาย หรือผลักภาวะที่ไม่น่ายินดีนั้นให้พ้นไปจากตัวเราได้ ก็จะทำให้จิตของเราเกิด ความเศร้าโศก หรือความเสียใจอย่างรุนแรง ที่เรียกว่า ความทุกข์ ขึ้นมาทันที ซึ่งเราจะเรียกความทุกข์ที่รุนแรงนี้ว่าเป็น ความทุกข์เปิดเผย เพราะเห็นได้ง่าย ซึ่งความทุกข์เปิดเผยนี้เอง ที่เป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวอย่างที่สุดของมนุษย์ธรรมดาๆทั้งหลาย ซึ่งนี่คือจุดแรกที่เราจะต้องมาสังเกตดูจากจิตของเราเองจริงๆ จบพบความจริงนี้อย่างแจ้งชัด เราจึงจะเกิดความเห็นแจ้งความทุกข์เปิดเผยขึ้นมาจริงๆ โดยไม่เชื่อจากตำราใดๆหรือจากคำสอนของใครๆ แต่ถ้าเรายังไม่เกิดความเห็นแจ้งความทุกข์เปิดเผยนี้ก่อน การศึกษาของเราต่อไปทั้งหมดก็จะผิดพลาดไปหมดทันที เพราะยังไม่พบความทุกข์ตัวจริง

ความทุกข์ซ่อนเร้น

ส่วน “ภาวะที่น่ายินดี” ทั้งหลายนั้นก็สรุปอยู่ที่ สิ่งที่ทำให้เกิดความสุข ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขนั้นก็ได้แก่ กามารมณ์หรือสิ่งที่น่ารักน่าใครทั้งหลายโดยมีเรื่องเพศตรงข้ามเป็นกามารมณ์ชนิดสูงสุด, วัตถุสิ่งของทั้งหลาย, เกียรติยศชื่อเสียง, และการทำความดีทั้งหลาย (เช่น การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น)  ซึ่งขณะที่จิตของเรากำลังประสบกับ “ภาวะที่น่ายินดีอย่างใดอย่างหนึ่ง” อยู่นั้น แล้วจิตของเราก็เกิด “ความอยากได้ภาวะที่น่ายินดีนั้นให้เข้ามาเป็นของตัวเราให้มากยิ่งขึ้นๆ” ขึ้นมา ซึ่งแม้ว่าเราจะได้ภาวะที่น่ายินดีนั้นตามที่เราอยากจะได้แล้วก็ตาม แต่จิตของเราก็จะเกิดความรู้สึก เร่าร้อน กระวนกระวาย หรือหนัก เหนื่อย หรือทรมาน ขึ้นมาอยู่ด้วยเสมอ  ซึ่งนี่ก็คืออาการของความทุกข์อย่างหนึ่ง ที่เราจะเรียกว่าเป็น ความทุกข์ซ่อนเร้น คือมันเป็นความทุกข์ที่เห็นได้ยาก ต้องสังเกตจึงจะพบ เพราะมันมีความสุขมาห่อหุ้มความทุกข์หรือความรู้สึกเร่าร้อน กระวนกระวาย เป็นต้นเอาไว้ ซึ่งนี่คือจุดที่สองที่เราจะต้องมาสังเกตดูจากจิตของเราเองจริงๆ เราจึงจะเกิดความเห็นแจ้งความทุกข์ซ่อนเน้นนี้ได้ แต่ถ้าเรายังไม่พบความทุกข์ซ่อนเร้นนี้ การศึกษาต่อไปของเราก็อาจจะทำเราไม่พบกับความพ้นทุกข์อย่างสูงสุดได้

ความทุกข์อ่อนๆ

ส่วนขณะที่จิตของเรากำลังประสบกับ ภาวะที่กลางๆ (คือไม่ใช่ทั้งน่ายินดีและไม่น่ายินดี หรือเป็นช่วงเวลาขณะที่เรามีชีวิตที่ปกติ  หรือยังไม่มีอะไรที่ทำให้น่าดีใจหรือน่าเสียใจใดๆ) อยู่นั้น ถ้าขณะนี้จิตของเราไม่มีสมาธิที่ถูกต้อง แล้วจิตของเราก็เกิด ความอยากมีตัวเราที่เป็นอยู่ในภาวะที่กลางๆนี้ต่อไป (คือยังไม่อยากจากไป หรือยังอยากมีตัวราอยู่ในภาวะกลางๆนี้ตลอดไป) ซึ่งความอยากมีตัวเราอยู่ในภาวะกลางๆนี้ จะยังไม่ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ที่รุนแรงใดๆ (คือไม่เกิดทั้งความทุกข์เปิดเผย และความทุกข์ซ่อนเร้น)

แต่ในขณะที่จิตของเรายังไม่มีสมาธิที่ถูกต้องนี้ มันจะมี “สิ่งรบกวนจิต ๕ อาการ” มาคอยรบกวนจิตของเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาการทั้ง ๕ นั้นก็ได้แก่  (๑) ความพึงพอใจเล็กๆน้อยๆในเรื่องกามารมณ์ (๒) ความอึดอัดใจหรือความขุ่นเคืองใจเล็กๆน้อยๆ (๓) ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ (๔)  ความหดหู่ใจ (๕) ความลังเลสงสัยในสิ่งที่เราเชื่อถืออยู่ ซึ่งสิ่งรบกวนจิตตัวใดตัวหนึ่งนี้ เมื่อมันเกิดขึ้นกับจิตของเราแล้ว มันจะทำให้จิตของเราเกิด ความรู้สึกไม่สบายใจเล็กๆน้อยๆอยู่ด้วยตลอดเวลา ซึ่งความรู้สึกไม่สบายใจเล็กๆน้อยๆนี้เอง ที่จัดว่าเป็นความทุกข์อ่อนๆ ที่แม้จะยังไม่จัดว่าเป็นโทษหรือภัยอย่างความทุกข์เปิดเผยหรือความทุกข์ซ่อนเร้นก็ตาม แต่มันก็มาปิดกั้นจิตของเราไม่ให้เกิดสมาธิที่ถูกต้อง และมาปิดกั้นจิตของเราไม่ให้พบความสงบเย็นอย่างสูงสุด (แม้เพียงชั่วคราว) ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักความทุกข์อ่อนๆนี้ให้ถูกต้องด้วย เราจึงจะเห็นแจ้งความไม่มีทุกข์หรือความสงบเย็นอย่างสูงสุดได้

ความอยากคือเหตุทำให้เกิดความทุกข์

จากการศึกษามานี้ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ความทุกข์ของจิตใจมนุษย์นั้นก็เกิดมาจาก “ความอยาก” ของจิตใจมนุษย์เอง โดยความอยากนี้ก็คือความอยากเพื่อตัวของมนุษย์เอง (คืออยากเพื่อตัวเรา) คือถ้าเป็น “ความอยากผลักออกไปจากตัวเรา” ก็ทำให้เกิด ความทุกข์เปิดเผย (คือความเศร้าโศกหรือเสียใจ) หรือถ้าเป็น “ความอยากดึงเอาเข้ามาให้เป็นของตัวเรา” ก็จะทำให้เกิด ความทุกข์ซ่อนเร้น (คือแค่เพียงความรู้สึกหนักเหนื่อยใจ เร่าร้อนใจ หรือไม่สบายใจ เท่านั้น) แต่ถ้าเป็น “ความอยากมีตัวเราที่เป็นอยู่ในภาวะที่กลางๆ” ก็จะทำให้เกิดความทุกข์อ่อนๆ (คือเพียงแค่ความหงุดหงิดรำคาญใจ หรือความไม่สบายใจเล็กๆน้อยๆ) ซึ่งนี่คือเหตุของความทุกข์ ที่เราจะต้องค้นหาให้พบ เพราะว่าต่อไปเราจะมาศึกษากันดูว่า ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้ความอยากของจิตใจเรานี้ ไม่เกิดขึ้นกับจิตใจของเรา ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร เพื่อที่จิตของเราจะได้ไม่เกิดความทุกข์ใดๆขึ้นมาได้อีก ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร

ความอยากด้วยความโง่

ความอยากด้วยความโง่นั้นก็คือ ความอยากที่ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ ซึ่งความโง่ก็คือการที่เราไม่รู้ในสิ่งที่ควรจะรู้ โดยความโง่สูงสุดของมนุษย์นั้นก็สรุปอยู่ที่ ความเข้าใจผิดว่ามีตัวเราอยู่จริง ซึ่งเมื่อเรามีความเข้าใจผิดว่ามีตัวเราอยู่จริง จึงทำให้จิตของเราเกิดความอยากเพื่อตัวเราขึ้นมา (เรื่องความโง่สูงสุดของมนุษย์นี้เราจะได้ศึกษากันในหัวข้อต่อไป) ซึ่งความอยากด้วยความโง่นี้แยกได้ ๓ อาการ คือ

๑. ความอยากเอาเข้ามาหาตัวเรา คือเป็นอาการเมื่อจิตของเราได้พบกับ สิ่งที่ทำให้เกิด “ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ” (ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจนี้ก็คือความสุขนั่นเอง อย่างเช่น เวลาที่เราได้เห็นคนที่เรารัก เราก็จะเกิดความรู้สึกที่น่าพึงพอใจขึ้นมาทันที เป็นต้น) แล้วจิตของเราก็เกิด ความอยากได้ สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่น่าพอใจนั้น ให้มาเป็นของเรา ซึ่งอาการนี้ก็คืออาการที่เราเรียกกันว่า ความรัก ความชอบ ความพอใจ ความยินดี หรือความอยากได้ ความอยากมี ความอยากเป็น เป็นต้น ที่ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ซ่อนเร้น

๒. ความอยากผลักออกไปจากตัวเรา คือเป็นอาการเมื่อจิตของราได้พบกับ สิ่งที่ทำให้เกิด “ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ” แล้วจิตของเราเกิด ความอยากทำลาย (หรืออยากหนี) สิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจนั้น ให้พ้นไปจากตัวเรา ซึ่งอาการนี้ก็คืออาการที่เราเรียกกันว่า ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความไม่อยากได้ ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น เป็นต้น ที่ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์เปิดเผย

๓. ความอยากมีตัวเราอยู่ตลอดไป คือเป็นอาการของจิตเมื่อได้พบกับ สิ่งที่ทำให้เกิด “ความรู้สึกกลางๆ” (ความรู้สึกกลางๆก็คือความรู้สึกที่ไม่ใช่ทั้งความรู้สึกที่น่าพึงพอใจและความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ อย่างเช่น เวลาที่เราได้เห็นคนที่เราไม่ได้รักและก็ไม่ได้เกลียด เราก็จะเกิดความรู้สึกจืดๆ) แล้วจิตของเราก็เกิด ความลังเลใจ หรือไม่แน่ใจ ว่าจะเอาสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกกลางๆนั้นให้เข้ามาหาตัวเราดี หรือจะผลักสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกกลางๆนั้นออกไปจากตัวเราดี (คือเป็นอาการที่ไม่ใช่ทั้งความอยากเอาเข้ามาหาตัวเราและความอยากผลักออกไปจากตัวเรา แต่ก็ยังอยากมีตัวเราอยู่ตลอดเวลา หรือเป็นความไม่อยากให้ตัวเราหายไป) ซึ่งอาการนี้ก็คืออาการที่เราเรียกกันว่า ความลังเลใจ หรือความไม่แน่ใจ หรือ ความงง เซ่อ เป็นต้นที่ทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์อ่อนๆ

ความอยากทั้ง ๓ นี้เรียกว่าเป็น สิ่งสกปรก หรือ สิ่งที่ทำให้จิตสกปรก ซึ่งเราจะต้องมาสังเกตดู “สิ่งสกปรกของจิต”  นี้จากจิตของเราเองจริงๆ ว่ามันทำให้จิตของเราเกิดความทุกข์ขึ้นมาจริงหรือไม่? จนเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาจริงๆ เราจึงจะเกิด ปัญญาเห็นแจ้งในเรื่องการดับทุกข์ ขึ้นมาได้อย่างแท้จริง ซึ่งความอยากทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์แก่จิตใจของเรา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่หรือสำคัญที่เราจะต้องพูดถึงบ่อยๆในหนังสือนี้ ดั้งนั้นต่อไปถ้าพบคำว่า “ความอยาก” ในหนังสือนี้ ก็ขอให้เข้าใจว่าหมายถึงความอยากเพื่อตัวเรา เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความเข้าใจสับสน เพราถ้าจิตของเราเกิดปัญญาขึ้นมาเมื่อใด จิตของเราก็จะไม่เกิดความอยากเพื่อตัวเรา แต่แม้จิตจะไม่เกิดความอยากเพื่อตัวเรา เมื่อมีปัญญาจิตก็ยังมีความอยากที่บริสุทธิ์ได้ คือเป็นความอยากเพื่อผู้อื่น เช่น อยากช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ หรืออยากมีสมาธิ อยากพ้นทุกข์ เป็นต้น ซึ่งความอยากนี้เป็นความอยากที่ไม่ทำให้จิของเราเกิดความทุกข์ เพราะถึงจะเกิดผลตามที่อยากหรือไม่ก็ตาม จิตของเราก็จะไม่เกิดความทุกข์ใดๆ

ความอยากทำให้เกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา

ความยึดถือ ก็คือ อาการที่จิตไปแบกหรือหามเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ด้วยความรักหรือความพอใจ (ความรักหรือความพอใจก็คือความอยากเพื่อตัวเรา) ซึ่งเมื่อจิตเกิดความยึดถือขึ้นมาแล้ว จิตก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที (ทั้งทุกข์ซ่อนเร้น ทุกข์เปิดเผย และทุกข์อ่อนๆ) ซึ่งความยึดถือนี้ก็สรุปได้ ๒ อย่าง คือ ความยึดถือว่าจิตใจ (ที่รู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้) เป็นตัวเรา กับ ความยึดถือว่าร่างกายและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย (เช่น สามีหรือภรรยา ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อน สิ่งของหรือทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น) เป็นของเรา ซึ่งเรามักจะเรียกรวมๆกันว่า ตัวเรา-ของเรา

เมื่อจิตของเราเกิด ความอยากเพื่อตัวเราขึ้นมาเมื่อใด จิตก็จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราตามมาด้วยเสมอ และก็ต้องเกิดความทุกข์ขึ้นมาด้วยทันที คือเมื่อจิตของเรา เกิดความอยากได้ภาวะที่น่ายินดี (คือเพศตรงข้าม หรืออยากได้สิ่งของใดๆ หรืออยากมีเกียรติยศชื่อเสียง) ให้เข้ามาเพื่อตัวเรา แล้วเราก็ได้ตามที่เราอยากจะได้ ซึ่งก็จะทำให้จิตของเราเกิด ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา ขึ้นมาทันที (คือมีตัวเราที่มีภาวะที่น่ายินดีเป็นของเรา) ซึ่งเมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรานี้ขึ้นมาแล้ว ก็จะทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึก หนัก เหนื่อย กระวน กระวาย หรือไม่สบายใจ เป็นต้น ที่เรียกว่าความทุกข์ซ่อนเร้นขึ้นมาด้วยทันที

แต่เมื่อจิตของเราเกิด ความอยากผลักภาวะที่ไม่น่ายินดี (เช่น ความแก่ ความเจ็บป่วย ความตาย ความพลัดพราก เป็นต้น)ให้ออกไปจากตัวเรา แล้วมันก็ไม่เป็นไปตามที่เราอยากจะให้เป็น ซึ่งก็จะทำให้จิตของเราเกิด ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา ขึ้นมาทันที (คือมีตัวเราที่มีภาวะที่ไม่น่ายินดีเป็นของเรา) ซึ่งเมื่อเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรานี้ขึ้นมาแล้ว ก็จะทำให้จิตของเราเกิดความเศร้าโศก หรือความเสียใจ หรือความรู้สึกทรมานอย่างรุนแรง เป็นต้น ที่เรียกว่าความทุกข์เปิดเผยขึ้นมาด้วยทันที

ส่วนกรณีที่จิตของเราเกิดความอยากมีตัวเราอยู่ตลอดไปนั้น ก็จะทำให้จิตของเราเกิดความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราอ่อนๆขึ้นมาด้วยเสมอ ซึ่งแม้ในกรณีนี้จิตของเราจะไม่เกิดความทุกข์ซ่อนเร้นหรือเปิดเผยก็ตาม แต่มันก็จะทำให้จิตของเราเกิดความไม่สบายใจ หรือความรำคาญใจเล็กน้อยๆ เป็นต้น อยู่ด้วยเสมอ ที่เรียกว่าเป็นความทุกข์อ่อนๆ

ต้องรู้จักจิตให้ถูกต้อง

ในการศึกษาเรื่องเหตุของความทุกข์นี้ เราจะต้องรู้จักจิตของเราให้ถูกต้องก่อน คือ จิตปกติ ของเรานี้เรียกว่า จิตเต็มสำนึก คือเป็นจิตที่มีความตั้งใจ (ควบคุมให้จิตคิดอะไรก็ได้) มีเจตนา (คือความจงใจ) มีสติ (คือรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร) และมีความจำดีอยู่ด้วย (ไม่หลงลืม)

ส่วน จิตใต้สำนึก คือจิตส่วนลึก ที่เป็นนิสัย (หรือสันดาน) หรือความเคยชินของจิตปกติ ที่เราควบคุมไม่ได้ ที่มันคอยผลักดันหรือควบคุมให้จิตปกติของเรา เกิดอาการตามนิสัยหรือความเคยชินของมัน ซึ่งนิสัยหรือความเคยชินนี้ก็เกิดมาจากการที่จิตปกติของเราเคยเกิดอาการอย่างใดอย่างหนึ่งบ่อยๆ (อย่างเช่น เคยเกิดความรัก หรือความโกรธ หรือความยึดถือบ่อยๆ เป็นต้น) มันก็จะทำให้จิตปกติของเรา เกิดความเคยชินที่จะเกิดอาการอย่างนั้นขึ้นมาได้อีก เมื่อมีสิ่งภายนอกมากระตุ้นหรือยั่วยวน อย่างเช่น เมื่อเรา เคยเกิดความรักเพศตรงข้ามบ่อยๆ เมื่อเราพบเพศตรงข้ามที่น่ารักอีกเมื่อใด เราก็จะเกิดวามรักเพศตรงข้ามนั้นขึ้นมาทันทีโดยที่เราไม่ตั้งใจ และยังควบคุมไม่ให้จิตเกิดความรักไม่ได้อีกด้วย หรือเมื่อเราเคยเกิดความโกรธบ่อยๆ เมื่อมีคนมาด่าหรือมาทำร้ายเราเมื่อใด เราก็จะเกิดความโกรธขึ้นมาทันทีโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ และยังควบคุมจิตไม่ให้เกิดความโกรธไม่ได้อีกด้วย เป็นต้น

เมื่อเรารู้จักจิตปกติกับจิตใต้สำนึกได้อย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า การที่จิตของเรา เกิดความอยากเพื่อตัวเราและความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา มาตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมานี่เอง ที่ทำให้จิตของเราเกิดนิสัยหรือความเคยชินของความอยากและความยึดถือนี้ขึ้นมาอย่างมากมาย จนกลายเป็นจิตใต้สำนึกที่เราควบคุมไม่ได้ และเมื่อใดที่มีสิ่งภายนอกมายั่วยวนหรือกระตุ้น จิตของเราก็จะเกิดความอยากเพื่อตัวเรา และความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราพร้อมทั้งความทุกข์ ขึ้นมาทันทีอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยที่เราไม่สามารถหยุดหรือควบคุมไม่ได้ ซึ่งนี่คือความรู้ที่เราจะนำมาคิดหาวิธีการที่จะหยุดหรือควบคุม ไม่ให้จิตของเราเกิดความอยากเพื่อตัวเราและความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราเกิดขึ้นได้อีก ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวรกันต่อไป

เมื่อจิตไม่มีความทุกข์มันก็จะสงบเย็น

 เมื่อจิตของเราเกิดความทุกข์ขึ้นมา จิตของเราก็จะ ดิ้นรน (ไม่สงบ), เร่าร้อน, มืดมน (ไม่แจ่มใส), หนัก, เหนื่อย, ทรมาน แต่เมื่อใดที่จิตของเราไม่เกิดความทุกข์ จิตของเราก็จะกลับคืนสู่สภาวะเดิมของจิต คือจิตจะ สงบ (ไม่ดิ้นรน),  เย็น (ไม่เร่าร้อน), ปลอดโปร่ง, สดชื่น, แจ่มใส, เบา (ไม่หนัก) สบาย (ไม่เหนื่อย) ซึ่งนี่ก็คือสภาวะของจิตใจมนุษย์ทุกคนขณะที่ ไม่มีความทุกข์ (แม้เพียงชั่วคราว) ซึ่งเราจะเรียกอาการที่จิตไม่มีความทุกข์นี้ว่า ความสงบเย็น

ความสงบเย็นของจิตนี้ เราต้องเข้าใจด้วยว่า มันเป็นธรรมชาติพื้นฐานของจิต ที่มีอยู่กับจิตมาตั้งแต่เกิดขึ้นมาแล้ว คือจิตของมนุษย์ทั้งหลายนั้น จะมีความสงบเย็นนี้อยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่เพราะจิตของเราถูก “ความอยากและสิ่งรบกวนจิต” เกิดขึ้นมาครอบงำ จึงทำให้ความสงบเย็นนี้ไม่ปรากฏ (คือจิตสัมผัสไม่ได้) แต่เมื่อใดที่ “ความอยากและสิ่งรบกวนจิต” หายไป (แม้เพียงชั่วคราว) ความสงบเย็นนี้ก็จะกลับมาปรากฏกับจิตของเราได้อีกเรื่อยไป (เราจะไม่ใช้คำว่าเกิดกับความสงบเย็น) ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราต้องเข้าใจ เราจึงจะรู้จักความสงบเย็นของจิตได้อย่างถูกต้อง    

เรื่องความสงบเย็นนี้ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะค้านได้ เพราะว่ามีความจริงที่ทุกคนสามารถรู้สึกได้ด้วยตนเองมายืนยัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความเชื่อตามคำสอนของศาสนา หรือความเชื่อตามตำราหรือตามบุคลใดๆ ซึ่งจุดนี้เราก็ต้องมาสังเกตดูจากจิตของเราเองจริงๆขณะที่มันไม่มีความทุกข์ใดๆ เราจึงจะเกิดความเห็นแจ้ง ถึงความสงบเย็นหรือความไม่มีทุกข์นี้ได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าใครยังไม่เห็นแจ้งความสงบเย็นนี้ ก็ต้องมาฝึกจิตให้เกิดสมาธิที่ถูกต้องขึ้นมาสักครั้งก่อน จึงจะเห็นแจ้งถึงความสงบเย็นนี้ได้อย่างแท้จริง

ความสงบเย็น ๒ ระดับ

ความสงบเย็นของจิตเรานี้มีอยู่ ๒ ระดับ คือ ความสงบเย็นไม่สูงสุด กับ ความสงบเย็นอย่างสูงสุด ซึ่งความสงบเย็นอย่างไม่สูงสุดนั้นก็ได้แก่ ความอุ่นใจ หรือ ความเบาใจ เมื่อเราได้ทำหน้าที่การงานของเราอย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้ว (คือเป็นคนดีมีศีลธรรม) จนวางใจได้แล้ว หรือไม่ต้องหวาดวิตก เพราะกลัวว่าจะเกิดผลเสียหรือโทษภัยใดๆให้กับชีวิตแล้ว ซึ่งความสงบเย็นขั้นนี้แม้จะยังไม่สงบเย็นอย่างสูงสุด แต่ก็นับว่าเป็นความสงบเย็นที่เป็นประโยชน์หรือมีคุณค่าอย่างมากสำหรับชีวิตของเราแล้ว ซึ่งในขณะที่จิตของเราไม่เกิดความทุกข์เปิดเผยขึ้นมานั่นเอง ที่ทำให้จิตของเรามีความสงบเย็นที่ไม่สูงสุด (เพราะจิตยังมีความทุกข์ซ่อนเร้นและความทุกข์อ่อนๆอยู่ จึงทำให้จิตไม่สงบเย็นอย่างสูงสุด)

ส่วนความสงบเย็นอย่างสูงสุดนั้น ก็เกิดจากการที่จิตของเราไม่มี ความอยากใดๆรวมทั้งไม่มีสิ่งรบกวนจิตใดๆ มารบกวนจิต จึงทำให้จิตของเรามีความสงบเย็นอย่างสูงสุดได้ ซึ่งการที่จิตของเราจะไม่มีความอยากใดๆ รวมทั้งไม่มีสิ่งรบกวนจิตใดๆได้นั้น มันสามารถเกิดขึ้นมาได้ ทั้งจาก การปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาติ และเกิด จากการที่จิตมีสมาธิที่ถูกต้อง

โดยการปรากฏขึ้นเองตามธรรมชาตินั้นก็คือ เมื่อจิตของเรามันถูกความอยากแผดเผานานๆเข้า จิตมันก็จะอ่อนล้าแล้วมันก็จะหยุดความอยากได้ของมันเองตามธรรมชาติ เมื่อจิตไม่มีความอยาก มันก็ไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะกลับมาสงบเย็นสูงสุดได้ของมันเอง (เพียงชั่วคราว) ซึ่งเราก็ต้องสังเกตดูจากจิตของเราเองจริงๆ เราจึงจะพบความจริงนี้ได้

 แต่ถ้าเราสามารถฝึกจิตของเราให้เกิดสมาธิที่ถูกต้องขึ้นมาได้ (แม้เพียงชั่วคราว) สมาธิก็จะกำจัดความอยากและสิ่งรบกวนจิต ให้ระงับหรือดับหายไปได้ (แม้เพียงชั่วคราว) ซึ่งก็จะทำให้ความทุกข์ของจิตทั้งหลาย ระงับหรือดับหายไปได้ (แม้เพียงชั่วคราว) เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ ความสงบเย็นสูงสุดก็จะกลับมาปรากฏให้จิตได้สัมผัสทันที ซึ่งเราก็ต้องสังเกตดูจากจิตของเราเองจริงๆ เราจึงจะพบความจริงนี้

สรุปได้ว่า ความสงบเย็นนี้ก็มีทั้งเย็นไม่มากและเย็นสูงสุด ซึ่งความสงบเย็นทั้งสองนี้ก็สามารถปรากฏขึ้นได้เองตามธรรมชาติและปรากฏขึ้นจากการที่จิตของเรามีสมาธิที่ถูกต้อง อีกทั้งความสงบเย็นทั้งสองนี้ ก็ยังมีทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวรอีกด้วย คือถ้าจิตของเรายังมีความเคยชินหรือนิสัยของความอยากและสิ่งรบกวนจิตอยู่ในจิตใต้สำนึก ความสงบเย็นก็จะยังเป็นเพียงชั่วคราว จนกว่าเราจะสามารถปฏิบัติ จนทำให้ความเคยชินของความอยากและสิ่งรบกวนจิต ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา หมดความเคยชินไปอย่างสิ้นเชิงได้ ก็จะทำให้จิตของเรามีความสงบเย็นได้อย่างถาวร (คือตลอดชีวิต)

วิธีปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบเย็น

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า “ความทุกข์เกิดมาจากความอยากของจิตเราเอง และการที่จิตของเราจะไม่มีความทุกข์ ก็ต้องหยุดความอยากหรือทำให้จิตไม่เกิดความอยากใดๆขึ้นมา” ดังนั้นวิธีการที่จะทำให้จิตของเราไม่เกิดความทุกข์ (หรือสงบเย็น) ก็สรุปอยู่ที่ การหยุดความอยากให้ได้ หรือทำให้ความอยากไม่เกิดขึ้น ซึ่งตามปกตินั้น ถ้าจิตของเราได้พบกับภาวะที่น่ายินดีหรือภาวะที่ไม่น่ายินดี จิตของเราก็จะเกิดความอยากขึ้นมาทันที (คืออยากเอาเข้ามาหาตัวเราหรือผลักออกไปจากตัวเรา)โดยที่เราไม่สามารถหยุดหรือควบคุมมันได้ ซึ่งการที่เราไม่สามารถหยุดความอยากได้นั้นก็เป็นเพราะ เราไม่สามารถควบคุมจิตของเราได้ ซึ่งการที่เราไม่สามารถควบคุมจิตได้นั้นก็เป็นเพราะ จิตของเรามี “ความอ่อนแอ” (คือไม่เข้มแข็งหรือไม่มีสมาธิ) ซึ่งการที่จิตของเรามีความอ่อนแอก็เพราะเราปล่อย (คือตามใจตัวเอง) ให้จิตของเราเกิดความอยากมานาน (คือตั้งแต่เกิด) เสียจนมันเกิดเป็น ความเคยชิน (หรือเป็นนิสัยหรือสันดาน) ที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกที่คอยควบคุมจิตปกติ (คือจิตเต็มสำนึก) ของเราอยู่จนทุกวันนี้

ดังนั้นวิธีการที่เราจะควบคุมจิตของเรา ไม่ให้เกิดความอยากขึ้นมาได้นั้น ก็ทำได้โดย การฝึกจิตของเราให้มีสมาธิ (คือเข้มแข็งและควบคุมได้) อยู่เสมอ จนเกิดเป็นความเคยชินหรือนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา และเมื่อไรที่จิตของเราเผลอจนเกิดความอยากพร้อมกับความทุกข์ใดๆขึ้นมา เราก็จะใช้สมาธินี้มาหยุดอาการความอยากของจิตเราทันที แล้วความทุกข์ที่กำลังเกิดอยู่ก็จะระงับหรือดับหายไปทันที หรือความทุกข์ที่ยังไม่เกิด ก็จะไม่เกิดขึ้น (แม้เพียงชั่วคราว) ซึ่งวิธีการนี้พวกฤๅษีและนักบวชทั้งหลายของอินเดียสมัยก่อนเขาก็ได้ปฏิบัติกันมานมนานแล้ว คือเขาจะฝึกสมาธิอย่างหนักเพื่อบังคับจิตไม่ให้เกิดความอยากขึ้นมา เมื่อจิตไม่มีความอยาก จิตก็จะสงบเย็น หรือไม่มีความทุกข์

แต่วิธีการใช้สมาธิมาหยุดความอยากนี้ ยังเป็นวิธีการที่ไม่สมบูรณ์ คือยังเป็นแค่เพียงการทำให้ความทุกข์ระงับหรือดับหายไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น คือเมื่อใดที่เราไม่มีสมาธิ จิตของเราก็จะยังกลับมาเกิดความอยากและความทุกข์ต่อไปได้อีกเรื่อยไป อีกทั้งการฝึกสมาธิอย่างหนักนั้นก็ทำได้ยากสำหรับคนธรรมดาทั่วไป ดังนั้นเราจะมาค้นหาวิธีการที่จะทำให้เราสามารถฝึกจิตให้เกิดสมาธิที่ง่ายที่สุด เพื่อทำให้ความอยากระงับหรือดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) และเพื่อทำลายความเคยชินหรือนิสัยของความอยาก ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา ให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์กันต่อไป 

สมาธิต้องคู่กับปัญญา

ปัญหาที่ทำให้เราไม่สามารถฝึกจิตให้เข้มแข็งหรือมีสมาธิได้ง่ายๆนั้นก็คือ จิตของเรามันแข็งกระด้าง หรือดื้อรั้น ซึ่งการที่จะฝึกจิตที่ดื้อรั้นนี้ให้มีสมาธินั้นมันทำได้ยากมาก ต้องใช้ความอดทนสูง ซึ่งคนธรรมดาทั่วไปจะทำไม่ได้ ดังนั้นเราจะมาค้นหาวิธีการที่จะทำให้จิตที่ดื้อรั้นนี้อ่อนลงก่อน เมื่อมันอ่อนลงแล้วมันก็จะฝึกให้มันเกิดสมาธิได้ง่าย   

โดยวิธีการที่จะทำให้จิตของเราอ่อนลงนั้น มันก็มีหลายวิธี เช่น การพิจารณาถึงความแก่ และความตายของร่างกายเราและของผู้อื่น หรือการพิจารณาถึงความทุกข์ของชีวิต (คือทั้งร่างกายกับจิตใจ) หรือการพิจารณาถึงความเปลี่ยนแปลงสู่ความเสื่อมสิ้นของวัตถุสิ่งของและเกียรติยศชื่อเสียงทั้งหลายที่ชาวโลกลุ่มหลงกันอยู่ หรือการพิจารณาถึงความสุขที่เราและมนุษย์ทุกคนลุ่มหลงกันอยู่นี้ว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง (คือไม่สามารถตั้งอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดรได้) และ การพิจารณาให้เห็นถึงความว่างเปล่าจากตัวตนที่แท้จริงในสิ่งทั้งหลาย เป็นต้น ซึ่งการพิจารณานี้เรียกว่าเป็นการพิจารณาให้เกิด ปัญญา ที่หมายถึง ความรอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้ ซึ่งสิ่งที่ควรรู้ก็คือ การได้รู้จักความจริงของชีวิต (คือร่างกายกับจิตใจ) ทั้งหลายอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงของธรรมชาติ โดยหัวใจของความจริงที่ควรรู้นั้นก็สรุปอยู่ที่ ความจริงที่ว่า “ทุกสิ่งเป็นของว่างเปล่า” (ซึ่งเราจะได้ศึกษากันต่อไป)

สรุปได้ว่า เราต้องใช้ปัญญาเป็นตัวนำ เพื่อทำให้จิตที่แข็งกระด้างหรือดื้อรั้นอ่อนลง แล้วเราก็จะสามารถฝึกจิตที่อ่อนลงแล้วนี้ให้เกิดสมาธิได้โดยง่าย เมื่อเรามีทั้งปัญญาและสมาธิ ก็จะทำให้เกิดอำนาจ หรือพลังที่จะมาหยุดความอยากเพื่อตัวเราและความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา ที่กำลังเกิดอยู่ให้ระงับหรือดับหายไปได้ (แม้เพียงชั่วคราว) หรือทำให้ความอยากเพื่อตัวเราและความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่ยังไม่เกิด ก็จะไม่เกิดขึ้น (แม้เพียงชั่วคราว) และเมื่อเราสามารถปฏิบัติปัญญากับสมาธินี้ได้นานๆสม่ำเสมอ จนนิสัยหรือความเคยชินของความอยากเพื่อตัวเรา และความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกได้เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง (คือไม่กลับมาเกิดอีกอย่างถาวร) ก็จะทำให้จิตของเราไม่กลับมาเกิดความทุกข์ใดๆได้อีกอย่างถาวร (คือตลอดชีวิต)

 สมาธิฝึกอย่างไร?

จิตที่มีสมาธิที่ถูกต้องก็คือ เป็นจิตที่ไม่มีทั้ง “ความอยาก” และ “สิ่งรบกวนจิต” ใดๆ แม้เพียงเล็กน้อย และมีความตั้งมั่นหรือเข้มแข็ง รวมทั้งมีความอ่อนโยน (คือควบคุมได้ง่าย) ซึ่งวิธีการฝึกให้จิตมีสมาธิจนเป็นนิสัย (นิสัยก็คือความเคยชินของจิตใต้สำนึก) นั้นก็ทำสรุปอยู่ที่ เมื่อเราจะทำอะไร ก็ทำด้วยความตั้งใจอยู่ตลอดเวลา คือจะพูดอะไร ก็พูดด้วยความตั้งใจอยู่ตลอดเวลา หรือจะคิดอะไร ก็คิดด้วยความตั้งใจอยู่ตลอดเวลา หรือจะเคลื่อนไหวร่างกาย ก็เคลื่อนไหวด้วยความตั้งใจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการฝึกจิตให้มีสมาธิก็สรุปได้เพียงเท่านี้ คือเราสามารถฝึกสมาธิได้ในขณะที่เราใช้ชีวิตในปัจจุบันของเรา หรือในการทำกิจวัตรประจำวันของเรานี่เอง อย่างเช่น เวลาที่นักเรียนตั้งใจฟังครูสอน หรือตั้งใจอ่านหนังสือ หรือเวลาที่เราตั้งใจทำหน้าที่การงานของเรา เป็นต้น ก็ทำให้จิตเกิดสมาธิขึ้นมาแล้วโดยอัตโนมัติแล้ว ซึ่งนี่ก็คือการฝึกอย่างไม่เป็นระบบ

แต่ถ้าเราต้องการฝึกอย่างเป็นระบบก็ทำได้โดย การฝึกกำหนด (หรือเพ่งหรือจับ) อยู่ที่การหายใจเข้า-ออกของเรา ไปพร้อมกับการคิดหรือพูด หรือการเคลื่อนไหวของร่างกายเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการฝึกอย่างเป็นระบบนี้เราก็ต้องใช้สถานที่สงบ ที่ไม่มีสิ่งใดมารบกวน และเริ่มต้นเราก็ควรใช้อิริยาบถนั่งก่อน เพราะจะทำเกิดสมาธิได้ง่าย หรือจะใช้อิริยาบถยืน หรือเดิน หรือนอนก็ได้ ซึ่งเราจะลืมตาหรือหลับตาก็ได้ แต่ถ้าหลับตาก็จะทำให้ง่วงได้ง่าย

วิธีการฝึกที่ง่ายที่สุดและทำให้เกิดปัญญาไปพร้อมๆกันนั้น ก็ทำได้โดย การฝึกคิดพิจารณาความจริงของชีวิตไปพร้อมๆกับการกำหนดการหายใจเข้าและออกของเรา คือเมื่อหายใจเข้าทุกครั้งก็ให้เหยุดการคิด แต่พอหายใจออกจึงค่อยคิด ซึ่งการคิดนี้ก็ให้เราตั้งใจคิดอย่างช้าๆและคิดด้วยประโยคสั้นๆ และให้เราตั้งใจฟังเรื่องที่เราคิดนี้ด้วย โดยเรื่องที่นำมาคิดนั้นต้องเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความรู้ที่ดีงามหรือเป็นประโยชน์เท่านั้น เช่น เรื่องการเรียน เรื่องการทำงาน หรือเรื่องการคิดค้นหรือประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ หรือเรื่องความไม่ใช่ตัวเราหรือตัวตนของใครๆหรือของสิ่งใดๆ หรือเรื่องการศึกษาเรื่องการดับทุกข์โดยใช้หลักวิทยาศาสตร์นี้ด้วย เป็นต้น (ต้องระวังว่าถ้าเราไปกำหนดอยู่ที่สิ่งที่ทำให้จิตเกิด “ความอยากทั้ง ๓ อาการ” หรือ “สิ่งรบกวนจิตทั้ง ๕ อาการ” ก็จะกลายเป็นสมาธิผิด และจะทำให้จิตเกิดความเร่าร้อนหรือความรำคาญใจ ไปตามอำนาจของความอยากและสิ่งรบกวนจิตนั้น)

เมื่อเราสามารถฝึกสมาธิ จนทำให้ “ความอยากและสิ่งรบกวนจิต” ทั้งหมดระงับหรือดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) แล้ว และจิตของเราก็สงบหรือไม่ฟุ้งซ่านแล้ว รวมทั้งเราก็สามารถควบคุมจิตได้แล้ว และจิตของเราก็มีความอิ่มเอมใจ พร้อมกับความสุขที่สงบและประณีตเกิดขึ้นมาแล้วอยู่ตลอดเวลา ก็แสดงว่าจิตของเราเริ่มมีสมาธิขึ้นมาแล้ว ซึ่งนี่ก็คือสมาธิที่ถูกต้อง ที่เราจะนำมาใช้ปฏิบัติคู่กับปัญญา เพื่อนำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจกันต่อไป

พื้นฐานเราต้องเป็นคนดีมีศีลธรรมก่อน

แต่การที่เราจะสามารถฝึกให้จิตเกิดสมาธิที่ถูกต้องได้นั้น สิ่งสำคัญก็คือเราต้องเป็นคนดีอยู่ก่อนแล้วเป็นพื้นฐาน เพราะการเป็นคนชั่ว (คือชอบเบียนเบียนผู้อื่น) นั้น จะทำให้จิตของเราไม่ปกติ ซึ่งจิตที่ไม่ปกตินั้นจะไม่สามารถฝึกให้เกิดสมาธิที่ถูกต้องได้ เพราะจิตที่ไม่ปกติจะเป็นจิตที่ดิ้นรน เร่าร้อน และแข็งกระด้าง (คือควบคุมไม่ได้) ซึ่งเป็นจิตที่ไม่มีความเหมาะสมที่จะฝึกเพื่อนำมาใช้งานในเรื่องที่ดีงามได้

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถฝึกสมาธิได้ง่ายนั้นก็คือ เราต้องเป็นคนดีมีศีลธรรมอยู่ก่อนจนเป็นปกติ ซึ่งสรุปแล้วการเป็นคนดีมีศีลธรรมนั้นก็อยู่ที่ การไม่เบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเรื่องทางเพศของผู้อื่น อีกทั้งเราก็ต้องเป็นคนที่ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเสียดสีผู้อื่น และไม่พูดเพ้อเจ้ออยู่เป็นปกติด้วย จึงจะทำให้จิตของเรามีความปกติ ซึ่งจิตที่ปกตินี้เองที่เป็นพื้นฐานให้จิตสามารถฝึกให้เกิดสมาธิที่ถูกต้องได้ง่าย

ความโง่สูงสุดของมนุษย์

จิตหรือใจ คือ สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ ซึ่งธรรมชาติของจิตทั้งหลายนั้น จะมี “ความรู้สึกตัวว่ามีตัวเอง” อยู่ด้วยเสมอ ซึ่ง “ความรู้สึกตัวว่ามีตัวเอง” นี้เอง ที่ทำให้จิตเกิด “ความรู้ว่ามีตนเอง” ขึ้นมาด้วย ซึ่งความรู้ว่ามีตัวเองนี้ เรียกว่าเป็น   สัญชาติญาณ  ที่หมายถึง ความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับชีวิตโดยที่ไม่มีใครสอน คือมนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ก็จะมีความรู้อย่างหนึ่งเกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตด้วย ซึ่งความรู้นั้นก็คือ “ความรู้ว่ามีตนเอง” คือธรรมชาติของจิตของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนั้น จะมีความรู้ว่ามีตนเองอยู่ด้วยเสมอ เพื่อให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายรักตัวเอง ซึ่งความรู้นี้เรียกว่า สัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน  (ความรู้ว่ามีตนเอง) ซึ่งสัญชาติญาณนี้เป็นสัญชาติญาณใหญ่ ที่ทำให้เกิดสัญชาติญาณย่อยๆตามมามากมาย เช่น สัญชาติญาณในการหาอาหาร กินอาหาร หนีภัย เอาตัวรอด สืบพันธุ์ รักลูก เลี้ยงลูก เป็นต้น ถ้าสิ่งที่มีชีวิตใดไม่มีสัญชาติญาณนี้ สิ่งที่มีชีวิตนั้นก็จะสูญพันธ์ไปทันที

เมื่อจิตของมนุษย์มี “ความรู้ว่ามีตัวเอง” ครอบงำอยู่ จึงทำให้มนุษย์เกิด “ความเข้าใจ” ขึ้นมา ๓ ประการ อันได้แก่

๑. ความเข้าใจว่า จิตใจของตนเองนี้เป็น “ตัวตนที่แท้จริง” ซึ่งคำว่า “ตัวตนที่แท้จริง” หมายถึง “สิ่งที่เป็นตัวตนของมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอื่นสิ่งใดมาปรุงแต่ง (หรือทำหรือสร้าง) มันให้เกิดขึ้นมา” คือสรุปแล้วก็เป็นความเข้าใจว่า จิตของมนุษย์นี้ สามารถมีอยู่หรือตั้งอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่จำเป็นอาศัยร่างกายหรือสิ่งอื่นใด ซึ่งความเข้าใจนี้เองที่ทำให้เกิดความเชื่อว่า จิตนี้สามารถล่องลอยออกจากร่างกายที่ตายไปแล้ว เพื่อไปเกิดยังร่างกายใหม่ๆได้

๒. ความเข้าใจว่า จิตใจของตนเองนี้เป็น “สิ่งที่เที่ยง” ซึ่งคำว่า “สิ่งที่เที่ยง” หมายถึง “ความเป็นอมตะ” ที่หมายถึง เป็นสิ่งที่มีอยู่หรือตั้งอยู่ได้ตลอดไป (คือไม่มีวันดับหายไป) คือสรุปแล้วก็เป็นความเข้าใจว่า จิตของมนุษย์นี้ จะไม่มีวันดับหายไปอย่างเด็ดขาด คือจิตที่เที่ยงนั้น จะมีความรู้สึกนึกคิดอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ดับหายไปเลยแม้สักวินาทีเดียว (ถ้าจิตมีการดับหายไปแม้สักวินาทีเดียว ก็แสดงว่าจิตเป็น “สิ่งที่ไม่เที่ยง”)

๓. ความเข้าใจว่า  จิตใจของตนเองนี้ “สามารถตั้งอยู่อย่างสุขสบายได้” ซึ่งคำว่า “สามารถตั้งอยู่อย่างสุขสบายได้” ก็หมายถึง มันไม่มีปัญหาหรืออุปสรรค์ใดๆเลย คือสรุปแล้วก็เป็นความเข้าใจว่า จิตของเรานี้จะไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ที่จะทำให้จิตใจเกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ และ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ใดๆ มันก็จึงมีแต่เฉพาะความสุขเพียงอย่างเดียว  

ความเข้าใจว่า “จิตของเรานี้เป็นตัวตนที่แท้จริง ที่เป็นอมตะ และสามารถตั้งอยู่อย่างสุขสบายได้” นี้เอง ที่จัดว่าเป็น “ความโง่สูงสุด” ของมนุษย์ เพราะเมื่อความเข้าใจนี้ เกิดขึ้นมาครอบงำจิตของเราแล้ว มันก็จะทำให้จิตของเราเกิด “ความอยากเพื่อตัวเรา” ขึ้นมา เมื่อจิตเกิดความอยากเพื่อตัวเราขึ้นมาแล้ว ก็จะทำให้จิตเกิด “ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเรา” พร้อมทั้งความทุกข์ทั้งหลายขึ้นมาด้วยทันที ดังนั้นจึงทำให้สรุปได้ว่า ความเข้าใจทั้ง ๓ นี้จัดว่าเป็น “ความเข้าใจผิด” หรือเป็น“ความโง่สูงสุด” ของมนุษย์ทั้งหลาย 

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดต่อไปนี้ก็คือ เราจะมาศึกษากันดูว่า จิตของเรานี้มันเป็นตัวตนที่แท้จริงหรือไม่? และเป็นสิ่งที่เที่ยงหรือไม่? รวมทั้งเป็นสิ่งที่สามารถตั้งอยู่อย่างสุขสบายได้หรือไม่? เพื่อให้เกิด ปัญญา ที่เป็นความเฉลียวฉลาดสูงสุดของมนุษย์ ที่จะมาทำลายความโง่สูงสุดของมนุษย์ ให้หมดสิ้นไปได้

ปัญญา ๓ ระดับ

คำว่า ปัญญา หมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องที่ควรรู้ ซึ่งเรื่องที่ควรรู้ก็คือ ความรู้ที่จะช่วยให้ความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ ที่เป็นปัญหาสำคัญหรือใหญ่หลวงที่สุด ลดน้อยลงหรือเบาบางลง หรือหมดสิ้นไปได้ (ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร) ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คำว่า ปัญญา จะหมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้จิตใจของเราไม่มีความทุกข์ หรือเรียกสั้นๆว่าเป็น ความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์ (ถ้าเป็นความรู้ทั่วไปที่นำมาใช้ดับทุกข์ไม่ได้จะไม่เรียกว่าเป็นปัญญา แต่เรียกว่าเป็นแค่ความรู้เท่านั้น)

  โดยปัญญา หรือความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์นี้จะมี ๓ ระดับ อันได้แก่

๑. ปัญญาขั้นจำได้ คือเป็นการฟังหรืออ่านมาแล้วก็จำได้ ซึ่งปัญญาขั้นนี้ยังไม่มีผลอะไร เพราะยังไม่สามารถช่วยให้ความทุกข์ของจิตใจเราลดน้อยลงได้

๒. ปัญญาขั้นเข้าใจ คือเป็นการนำเอาความรู้ที่จำได้นั้น มาคิดพิจารณาหาเหตุผลอย่างละเอียดในทุกแง่มุม จนเกิดความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง หรือไม่พบจุดบกพร่องหรือผิดพลาด ก็เรียกว่าเป็นปัญญาขั้นเข้าใจ ซึ่งปัญญาขั้นนี้ก็เริ่มมีผลบ้างแล้ว เพราะจะทำให้จิตใจของเราเริ่มปล่อยวางความอยากและความยึดถือว่ามีตัวเราลงได้บ้างแล้ว และทำให้ความทุกข์ของจิตใจลดน้อยลงได้บ้างแล้ว

๓. ปัญญาขั้นเห็นแจ้ง คือเป็นการนำเอาปัญญาขั้นเข้าใจมาทดลองปฏิบัติ จนเกิดผลเป็นความดับหายไปของความทุกข์ขึ้นมาจริงๆ (แม้เพียงชั่วคราว) ก็เรียกว่าเกิดปัญญาขั้นเห็นแจ้งขึ้นมาแล้ว ซึ่งปัญญาขั้นเห็นแจ้งนี้คือปัญญาขั้นสูงสุด เพราะเป็นปัญญาที่ทำให้ความทุกข์ดับหายไปได้จริงๆ และทำให้จิตสงบเย็นอย่างสูงสุดได้จริงๆ (แม้เพียงชั่วคราว)

สรุปได้ว่า เราจะต้องตั้งใจฟังหรืออ่านมาก่อนจนจำได้ แล้วนำเอาสิ่งที่จำได้นั้นมาคิดพิจารณาหาเหตุผล จนเกิดเป็นความเข้าใจขึ้นมา แล้วนำเอาความเข้าใจนั้นมาทดลองปฏิบัติ จนเกิดผลขึ้นมาจริงๆ จึงจะเป็นความเห็นแจ้งหรือรู้จริง ที่เป็นปัญญาขั้นสูงสุด ที่ทำให้ความทุกข์ของจิตใจเราดับหายไปหรือไม่เกิดขึ้นมาได้ ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร

กฎสูงสุดของธรรมชาติ

การที่เราจะศึกษาเพื่อให้เกิดปัญญาที่เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องที่ว่า “จิตของเรานี้มันเป็นตัวตนที่แท้จริงหรือไม่? และเป็นสิ่งที่เที่ยงหรือไม่? รวมทั้งเป็นสิ่งที่สามารถตั้งอยู่อย่างสุขสบายได้หรือไม่?” นั้นเราจะต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์มาศึกษาเท่านั้น จึงจะทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาได้ ซึ่งหลักการของวิทยาศาสตร์นั้นก็สรุปอยู่ที่ การศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง, ศึกษาโดยใช้เหตุใช้ผล, ศึกษาอย่างเป็นระบบ, และต้องพิสูจน์จนเห็นผลก่อนจึงจะยอมรับ ซึ่งจุดเริ่มต้นในการศึกษานี้ เราจะต้องมาศึกษาถึงกฎสูงสุดของธรรมชาติ ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา ให้เกิดความเข้าใจเสียก่อน เมื่อเราเข้าใจถึงวิธีการที่ธรรมชาติสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาแล้ว เราก็จะเข้าใจได้เองว่า ทุกสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมานั้น มันเป็นตัวตนที่แท้จริง ที่เที่ยง และสามารถตั้งอยู่อย่างสุขสบายได้หรือไม่?

ถ้าเราสังเกตธรรมชาติทั้งหลายให้ละเอียดรอบครอบ เราก็จะพบว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุมาทำให้เกิดขึ้นทั้งสิ้น และไม่มีสิ่งใดที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุ ซึ่งนี่ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า หลักของธรรมชาติในเรื่องการเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลายนี้ก็คือ สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดของธรรมชาติ ที่เทียบได้กับพระเจ้าของศาสนาประเภทที่นับถือเทพเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด ดังนั้นเราจะเรียกสิ่งที่มีอำนาจสูงสุดนี้ว่าเป็น กฎสูงสุดของธรรมชาติ ที่บังคับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะต้องมีเหตุมาทำให้เกิดขึ้น คือกฎนี้จะบอกเราว่า เมื่อมีผลก็ต้องมีเหตุมาก่อน เพราะเหตุจะทำให้เกิดผล ถ้าไม่มีเหตุก็จะไม่มีผล หรือเมื่อเหตุเกิดขึ้น ผลจึงจะเกิดขึ้น แต่เมื่อเหตุหายไป ผลก็จะหายตามไปด้วยทันที และที่สำคัญก็คือกฎนี้จะบอกเราว่า ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่มีเหตุ ซึ่งกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ก็เป็นกฎพื้นฐานง่ายๆที่ใครๆก็ยอมรับ แต่ถึงกฎนี้จะดูว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ว่าก็ไม่มีใครจะคัดค้านได้ เพราะมันเป็นความจริงที่ไม่มีใครหรือสิ่งใดในโลกและในจักรวาลจะอยู่เหนือกฎสูงสุดนี้ไปได้

ต้องรู้จักการเกิด-ดับก่อน

เมื่อเราเข้าใจถึงกฎสูงสุดของธรรมชาติมาแล้วว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีเหตุมาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้น” คืออธิบายได้ว่า “เมื่อมีเหตุ จึงมีผล เมื่อเหตุไม่มี ผลก็ไม่มี รวมทั้งเมื่อเราพิจารณาให้ละเอียดเราก็จะพบว่า “เมื่อเหตุเกิดขึ้น ผลก็จะเกิดขึ้นมาด้วยทันที แต่เมื่อเหตุดับหายไป ผลก็จะดับหายตามไปด้วยทันที”

คำว่า “ทุกสิ่ง” หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ยกเว้นสิ่งใด โดยสิ่งทั้งหลายของโลกก็สรุปได้ ๒ อย่าง คือ วัตถุ กับ นามธรรม โดยวัตถุก็คือ สิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น และกายของเรา ซึ่งสิ่งที่เป็นวัตถุนั้นก็มีมากมาย อันได้แก่ โลก ภูเขา ต้นไม้ น้ำ อากาศ แสงแดด บ้าน รถยนต์ เสื้อผ้า อาหาร ยา คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และร่างกายของสัตว์ มนุษย์ รวมทั้งพลังงานทั้งหลายด้วย เป็นต้น

ส่วนนามธรรมก็คือ ธรรมชาติที่ไม่มีตัวตนเหมือนวัตถุ แต่เป็นธรรมชาติที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยจิตของเราเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นก็สรุปอยู่ที่ จิตใจ ของเราโดยจิตใจของมนุษย์เรานั้นก็ประกอบด้วย การรับรู้สิ่งต่างๆได้, การจำสิ่งต่างๆที่รับรู้ได้, ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้สิ่งต่างๆ, และอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับจิต (คือความอยาก และการคิดของจิต)

 การที่เราจะศึกษากฎสูงสุดของธรรมชาติ ให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้องนั้น เราจำเป็นจะต้องเข้าใจถึงคำบางคำให้ถูกต้องก่อน ซึ่งก็ได้แก่คำว่า “เกิด” ที่หมายถึง จากเดิมที่ไม่มีอยู่ก่อน แล้วจึงมามีขึ้นในภายหลัง ส่วนคำว่า “ดับ” หมายถึง จากเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว จึงมาหายไปในภายหลัง ส่วนคำว่า “ตั้งอยู่” หมายถึง เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ดับหายไป ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราเคาะระฆัง ก็จะเกิดเสียงระฆังขึ้นมา ซึ่งขณะที่เสียงระฆังยังดังอยู่นั้น ก็คือการที่เสียงระฆังยังตั้งอยู่ แต่เมื่อเสียงระฆังนั้นหายไป ก็คือเสียงระฆังนั้นได้ดับหายไปแล้ว หรืออย่างเช่น เมื่อร่างกายของเราปฏิสนธิ ก็เรียกว่าร่างกายเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อร่างกายยังมีชีวิตอยู่ ก็เรียกว่าร่างกายยังตั้งอยู่ เมื่อร่างกายแตกสลายหายไป ก็เรียกว่าร่างกายดับหายไป หรืออย่างเช่น เมื่อเราตื่นขึ้นมา ก็คือจิตได้เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อจิตยังรู้สึกนึกคิดอยู่ ก็คือการที่จิตยังตั้งอยู่ แต่เวลาที่เราหลับสนิทและไม่ฝัน ก็คือการที่จิตของเราได้ดับหายไปแล้ว (เมื่อเวลาที่เราหลับแต่ยังฝันอยู่นั้น ก็เรียกว่าจิตได้เกิดขึ้นมาแล้ว แต่ว่ายังเกิดขึ้นมาไม่สมบูรณ์) เป็นต้น

นี่คือความหมายของคำทั้ง ๓ ที่เราจะต้องนำมาพิจารณาสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา โดยเน้นมาที่ร่างกายและจิตใจของเราเป็นหลัก เพื่อให้เข้าใจถึงการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับหายไปของสิ่งทั้งหลาย ซึ่งเมื่อเราเข้าใจความหมายของคำทั้ง ๓ นี้แล้ว เราก็จะมาพิจารณาวัตถุสิ่งของทั้งหลาย, ร่างกายของเราและคนอื่นๆ, รวมทั้งจิตจิตใจของเราเอง ว่ามันอาศัยเหตุอะไรมาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้น? และตั้งอยู่ได้เพราะมีเหตุอะไรมาปรุงแต่งหรือทำให้ตั้งอยู่? รวมทั้งพิจารณาว่า มันดับหายไปเพราะขาดเหตุอะไร? ซึ่งการพิจารณานี้จะทำให้เรา เกิดความเข้าใจถึงความจริงสูงสุดของชีวิต ในเรื่อง “ความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง” หรือ “ความว่างเปล่าจากตัวตนที่แท้จริง” ได้ ซึ่งก็จะทำให้เราเกิดปัญญาขั้นเข้าใจขึ้นมาได้อย่างแท้จริง

ความรู้ที่เป็นหัวใจของปัญญา

จากกฎสูงสุดของธรรมชาติที่ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จะต้องมีเหตุ (หลายๆเหตุ) มาร่วมกันปรุงแต่ง (หรือทำหรือสร้าง) ให้เกิดขึ้น” นี้ เมื่อเรานำเอากฎสูงสุดนี้มาพิจารณาให้ลึกซึ้ง เราก็จะพบกับความจริง ๓ ประการซ่อนอยู่ในสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น ซึ่งความจริงทั้ง ๓ ประการนั้นก็ได้แก่ความจริงที่ว่า

๑. สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น “ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง” คือ เมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายเกิดขึ้นมาจากเหตุ ก็แสดงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (เพราะตัวตนที่แท้จริงจะไม่อาศัยเหตุใดๆมาปรุงแต่งหรือทำให้มันเกิดขึ้นมา) ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุนี้ เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็มาสมมติเรียกว่าเป็น “ตัวตน” แต่มันก็ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ซึ่งมันจะเป็นได้ก็เพียง ตัวตนมายา (คือสิ่งหลอกลวงให้เข้าใจว่าเป็นตัวตนจริงๆ) หรือ ตัวตนชั่วคราว เท่านั้น (เพราะมันไม่เที่ยง) อย่างเช่น ร่างกายของเรานี้ก็เกิดมาจาก วัตถุธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, และธาตุลม มาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา ดังนั้นร่างกายของเรานี้จึง “ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง” เป็นต้น

๒. สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลานั้นเป็นสิ่งที่ “ไม่เที่ยง” คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วจะไม่สามารถตั้งอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไปได้ (คือไม่เป็นอมตะ) คือมันจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือเสื่อมสภาพ (หรือไหลไปๆ) อยู่ตลอดเวลา และไม่ช้าเร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น ก็ต้องแตกสลายหรือดับหายไปอย่างแน่นอน อย่างเช่น ร่างกายของเรานี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และไม่ช้าก็เร็วร่างกายนี้ก็ต้องตายหรือแตกสลายไปในที่สุด เป็นต้น

๓. สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้นมี “ภาวะที่ต้องทน” อยู่ตลอดเวลา คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้น ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ยังต้องทนประคับประคอง สภาพความเป็นตัวตนมายาของมันเอาไว้ ด้วยความยากลำบาก (ถ้ามันไม่ทนประคับประคอง สภาพความเป็นตัวตนมายาของมันเอาไว้ มันก็จะแตกสลายหรือดับหายไปในทันที) อย่างเช่น ร่างกายของเรานี้เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องทนต่อความหิว ความกระหาย ความหนัก ความเหนื่อย ความหนาว ความร้อน และโรคร้ายต่างๆ เป็นต้น ที่ทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกเจ็บ ปวด หรือไม่สบายอยู่ตลอดทั้งชีวิต

สรุปได้ว่าความจริงที่ว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง และมีความไม่เที่ยง รวมทั้งยังมีภาวะที่ต้องทน”  นี้ คือ ปัญญา ที่เป็นความรู้ที่ตรงข้ามกับความเข้าใจผิดหรือความโง่สูงสุดของมนุษย์ ซึ่งเมื่อเราพิจาณาถึงความจริงนี้อย่างตั้งใจ เราก็จะพบกับความจริงสูงสุด คือความจริงที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาทั้งหลายนั้นเป็น “สิ่งว่างเปล่า” คือหมายถึง มันว่างเปล่าจากตัวตนที่แท้จริง ซึ่งนี่คือปัญญาขั้นเข้าใจ ที่เราจะนำมาพิจารณาร่างกายและจิตใจของเรา รวมทั้งทุกสิ่งที่เราพบเห็นหรือเกี่ยวข้องด้วยอย่างจริงจัง เพื่อให้จิตของเราเข้าใจและซาบซึ้งในความจริงนี้ เมื่อจิตของเราเข้าใจและซาบซึ้งในความความจริงนี้แล้ว จิตของเราก็จะอ่อนลง เมื่อจิตของเราอ่อนโยนลง ก็ทำให้ควบคุมได้ง่าย เมื่อควบคุมได้ง่าย ก็สามารถฝึกจิตให้เกิดสมาธิที่ถูกต้องได้ง่าย เมื่อจิตมีสมาธิแล้ว การปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบเย็นหรือไม่มีความทุกข์ ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวรก็จะทำได้ง่ายขึ้น

ร่างกายคืออะไร?

สรุปแล้วร่างกายของเรานั้นเกิดขึ้นมาจาก วัตถุธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน คือของแข็ง, ธาตุน้ำ คือของเหลว, ธาตุไฟ คือความร้อน, และธาตุลม คือก๊าซ โดยมีพ่อและแม่ร่วมกันทำให้เกิดขึ้น และมีรูปร่างไปตามลักษณะทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดมาจากพ่อและแม่ ซึ่งร่างกายของเรานี้จะมีอวัยวะต่างๆมากมายมาประกอบขึ้น ซึ่งอวัยวะต่างๆของร่างกาย ก็มีหน้าที่ดูแลรักษาร่างกายให้ยังคงมีชีวิตอยู่ โดยร่างกายที่ยังไม่ตาย (คือยังมีชีวิตอยู่) จะมีระบบประสาทที่ทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆของโลก (คือวัตถุกับนามธรรม) อยู่ ๖ จุด คือ ตา (ทำหน้าที่รับรู้แสงหรือรูป), หู (ทำหน้าที่รับรู้เสียง), จมูก (ทำหน้าที่รับรู้กลิ่น), ลิ้น (ทำหน้าที่รับรู้รส), กาย (ทำหน้าที่รับรู้สิ่งที่มาสัมผัสกาย เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง), และใจ (ทำให้หน้าที่รับรู้นามธรรมที่เกิดขึ้นกับจิตใจทั้งหมด)

จิตใจเกิดจากอะไร?

เมื่อร่างกายของเรายังมีชีวิตอยู่และกำลังตื่นอยู่นี้ เมื่อระบบประสาทใดของเราได้สัมผัสกับสิ่งภายนอกที่ตรงกัน (เช่น เมื่อตาสัมผัสกับรูป หูสัมผัสกับเสียง เป็นต้น) ก็จะทำให้เกิด “การรับรู้” สิ่งที่ได้สัมผัสนั้นขึ้นมาทันที (การรับรู้นี้ทางศาสนาเรียกว่า วิญญาณ) ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดการรับรู้ขึ้นมานี้ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า มันก็คือไฟฟ้าอ่อนๆ ที่เกิดขึ้นมาในเนื้อเยื่อของร่างกายที่ยังดีอยู่ (คือยังไม่ตาย) คือเหมือนกับที่เราเอาแผงโซล่าเซลล์ที่ยังดีอยู่มาสัมผัสกับแสงแดด ก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้นมาที่แผงโซล่าเซลล์นั้นทันที หรือเหมือนกับเมื่อเราเอาแผ่นสังกะสีกับแผ่นทองแดงมาจุ่มลงในน้ำกรด ก็จะเกิดไฟฟ้าขึ้นมาที่ขั้วของแผ่นสังกะสีกับแผ่นทองแดงนั้นทันที ซึ่งไฟฟ้าอ่อนๆที่เกิดขึ้นในร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เอง ที่ทำให้ร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เกิดเป็นสิ่งที่มีชีวิตขึ้นมา ถ้าไม่มีไฟฟ้าอ่อนๆนี้ ร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายก็จะตายหรือกลายเป็นวัตถุที่ไม่มีชีวิต ซึ่งไฟฟ้าอ่อนๆที่เกิดขึ้นในร่างกายของเรานี้เอง ที่ทำให้เกิด “การรับรู้” ขึ้นมาที่ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, และใจ ของเรา และการรับรู้นี้เองที่เป็นพื้นฐานให้เกิดจิตใจของเราและสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายขึ้นมา

จิตใจทำงานอย่างไร?

 คำว่า จิต หมายถึง สิ่งที่คิดนึกได้ ส่วนคำว่า ใจ หมายถึง สิ่งที่รับรู้และรู้สึกสิ่งที่รับรู้ได้  ซึ่งเรามักชอบเรียกรวมๆกันว่า จิตใจ ที่หมายถึง สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ โดยจิตใจประกอบด้วย

๑.  การรับรู้ คือจิตจะมี การรับรู้สิ่งต่างๆของโลกได้ (สิ่งต่างๆของโลกก็คือ รูปหรือแสง, เสียง, กลิ่น, รส, สิ่งที่มาสัมผัสกาย, และสิ่งที่มาสัมผัสใจ) โดยการรับรู้นี้จะเกิดขึ้นมาตามระบบประสาททั้ง ๖ (คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, และใจ) ที่ยังดีอยู่และกำลังทำงานอยู่

๒. การจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ คือเมื่อจิตรับรู้สิ่งใดแล้ว ก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งสิ่งที่จำได้นั้นก็ได้แก่ จำรูปที่เห็นได้, จำเสียงที่ได้ยินได้, จำกลิ่นที่ดมได้, จำรสที่ได้ลิ้มได้, จำสิ่งที่มาสัมผัสกายได้, และจำสิ่งที่มาสัมผัสใจได้)

๓. ความรู้สึกต่อสิ่งที่รับรู้ คือเมื่อเกิดการรับรู้และจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้แล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกต่อสิ่งที่ได้รับรู้นั้นขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งความรู้สึกนี้ก็สรุปได้ ๓ อย่าง คือ (๑) ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจหรือความสุข (๒) ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจที่ตรงข้ามกับความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ (๓) ความรู้สึกจืดๆ หรือกลางๆ (คือไม่ใช่ทั้งความรู้สึกที่น่าพึงพอใจและความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ)

๔. การปรุงแต่งของจิต (อาการของจิต) คือเป็นอาการที่จิตนำเอาสิ่งที่รับรู้ จำได้ และรู้สึกนั้น มาประมวลผลว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ได้รับรู้ จำได้ และรู้สึกนั้น ซึ่งการประมวลผลของจิตนี้ ถ้าจิตถูกความโง่ (คือความเข้าใจผิดว่ามีตัวเราอยู่จริง) ครอบงำอยู่ จิตก็จะเกิดความอยากไปตามอำนาจของความรู้สึกขึ้นมาทันที (คืออยากเอาสิ่งที่ให้ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจเข้ามาให้ตัวเรา, อยากทำลายสิ่งที่ให้ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจให้พ้นไปจากตัวเรา, และอยากอยู่ในสภาพที่กลางๆ) และเมื่อจิตเกิดความอยากใดขึ้นมาแล้ว จิตก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาด้วยทันที (คือทุกข์เปิดเผยหรือทุกข์ซ่อนเร้น) อีกทั้งในขณะที่จิตกำลังเกิดความอยากใดๆอยู่นี้ ถ้าจิตมีการคิด จิตก็จะคิดด้วยความอยาก ซึ่งการคิดในขณะนี้ก็คือการปรุงแต่งของจิตด้วยอำนาจของความอยาก (คือเป็นความอยากเพื่อตัวเรา)

แต่ขณะที่จิตของเราเกิดการรับรู้ จำได้ และความรู้สึกขึ้นมาแล้ว ถ้าจิตของเรามีสมาธิและปัญญา จิตของเราก็จะไม่เกิดความอยากใดๆขึ้นมา (คือไม่เกิดความอยากและสิ่งรบกวนจิต) ซึ่งนี่เรียกว่าเป็น “จิตที่หลุดพ้นจากอำนาจของความอยาก” และเมื่อจิตหลุดพ้นจากความอยาก จิตก็จะไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ จิตก็จะสงบเย็น อีกทั้งในขณะนี้ถ้าจิตมีการคิด จิตก็จะคิดไปด้วยสมาธิและปัญญา ซึ่งการคิดในขณะนี้ก็คือการปรุงแต่งของจิต ที่หลุดพ้นจากอำนาจของความอยาก (คือเป็นการคิดด้วยปัญญา)

สรุปได้ว่า ร่างกาย ก็คือ กลุ่มก้อนของธาตุทางวัตถุ ส่วน จิตใจ ก็คือ สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ ซึ่งนี่คือความหมายของร่างกายกับจิตใจของเรา ที่เราจะต้องมาพิจารณาดูจากร่างกายและจิตของเราเองจริงๆ โดยไม่ยึดติดกับภาษาที่เป็นการสมมติขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสาร เราจึงจะเห็นแจ้งในร่างกายและจิตใจของเราได้ด้วยจิตใจของเราเอง ซึ่งจิตใจที่เรารู้สึกว่าเป็น “ตัวเรา” นี้เอง ที่เราจะนำมาพิจารณาว่ามันเป็น “ตัวตนของเราจริงๆ” หรือไม่? กันต่อไป

จิตใจเป็นตัวตนที่แท้จริงหรือไม่?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า คำสอนเรื่องจิตใจของเรานี้เป็น “ตัวตนที่แท้จริง” นั้น เป็นเพียงแค่ความเชื่อ ที่ไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผลมาอธิบายให้เข้าใจได้ และไม่มีความจริงมายืนยันอีกด้วย คือคำสอนเรื่องจิตใจของเรานี้เป็น “ตัวตนที่แท้จริง” นี้เป็นความเชื่อตามๆกันมาตั้งแต่โบราณ และก็ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า จิตใจที่เป็นตัวตนของเราจริงๆนี้มีอยู่จริง เพราะถ้า “จิตใจที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ” นี้มีอยู่จริง มันจะต้องไม่อาศัยสิ่งใดมาปรุงแต่งหรือทำให้มันเกิดขึ้น และมันจะตั้งอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีการเกิดหรือดับ รวมทั้งมันจะไม่มีภาวะที่ต้องทนด้วย ซึ่งนี่คือหลักที่สำคัญ ที่เราจะนำมาใช้ศึกษาจิตใจของเรา

เมื่อเรามาพิจารณาดูจากจิตของเราเองจริงๆเราก็จะพบว่า จิตใจก็ต้องอาศัยร่างกายเกิดขึ้นมาเสมอ เราไม่เคยมีจิตใจโดยไม่มีร่างกายเลย ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตใจของเรานี้ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อมาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้น เมื่อจิตใจต้องอาศัยสิ่งอื่นมาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้น ก็แสดงว่าจิตใจของเรานี้ไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริง ที่จะเป็นตัวตนของเราได้

อีกอย่างการที่จิตจะเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาได้นั้น จิตจะต้องอาศัยข้อมูลที่สมองเก็บไว้มาประมวลผลให้เกิดการจำได้ว่ามีตัวเราขึ้นมา ถ้าไม่มีข้อมูลที่สมองเก็บไว้ ก็จะไม่มีการจำได้ว่ามีตัวเรา และจิตก็จะเป็นจิตที่ว่างเปล่าเหมือนจิตเด็กที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆ ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตใจของเรานี้ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อมาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้น เมื่อจิตใจต้องอาศัยสิ่งอื่นมาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้น ก็แสดงว่าจิตใจของเรานี้ไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริง ที่จะเป็นตัวตนของเราได้

อีกอย่างการที่จิตจะจำและคิดได้ จิตก็ต้องอาศัยข้อมูลที่สมองบันทึกไว้ มาใช้ในการจำและคิด ถ้าไม่มีข้อมูลที่สมองบันทึกไว้ จิตก็จะจำและคิดไม่ได้ ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตใจของเรานี้ต้องอาศัยสิ่งอื่นเพื่อมาปรุงแต่งหรือทำให้มันเกิดขึ้นมา เมื่อจิตใจต้องอาศัยสิ่งอื่นมาปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้น ก็แสดงว่าจิตใจของเรานี้ไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริง ที่จะเป็นตัวตนของเราได้

อีกอย่างเมื่อ เวลาที่ร่างกายหลับสนิทและไม่ฝันนั้น จิตใจก็จะไม่มี แต่เมื่อร่างกายตื่นขึ้นมา จิตใจจึงค่อยเกิดขึ้นมา ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตใจของเรานี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง (คือมีการเกิด-ดับ) เมื่อจิตใจเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ก็แสดงถึงว่าจิตใจของเรานี้ไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริง ที่จะเป็นตัวตนของเราได้

อีกอย่างจิตใจของเรานี้ เมื่อเวลาที่เกิดความอยากเพื่อตัวเราและความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมา จิตใจก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตใจของเรานี้มีภาวะที่ต้องทน เมื่อจิตใจมีภาวะที่ต้องทน ก็แสดงว่าจิตใจของเรานี้ไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริง ที่จะเป็นตัวตนของเราได้

สรุปได้ว่า จากเหตุผลและความจริงทั้งหมดที่เราได้พิจารณามา ก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า “จิตใจที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ ที่เป็นอมตะและไม่มีภาวะที่ต้องทนนั้น” ไม่มีอยู่จริง เพราะจิตใจก็ต้องอาศัยร่างกายเพื่อเกิดขึ้นมาเสมอ และจิตใจก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง รวมทั้งยังมีภาวะที่ต้องทนอีกด้วย ซึ่งนี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ (ถ้าไม่ยอมรับความจริงก็จะไม่พบความจริง) เมื่อเรายอมรับความจริงนี้แล้ว เราจึงจะเกิดปัญญาขั้นเข้าใจขึ้นมาได้ และต่อไปเราจะทดลองนำเอาความเข้าใจนี้มาปฏิบัติร่วมกับสมาธิ เพื่อพิสูจน์ว่า หลักการที่เราศึกษามาทั้งหมดนี้ จะใช้ดับทุกข์ของจิตใจได้จริงหรือไม่กันต่อไป

เราคืออะไร?

จากเหตุผลและความจริงที่แสดงให้เราเข้าใจและเห็นแจ้งว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริงในร่างกายและจิตใจนี้” ก็อาจทำให้เราเกิดความสงสัยว่า แล้วความรู้สึกว่ามีตัวเรานี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ซึ่งตามธรรมชาติของร่างกายที่ยังไม่ตายนั้น จะมีระบบประสาทอยู่ ๖ จุด คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพื่อเอาไว้ติดต่อกับสิ่งภายนอกที่ตรงกัน (คือรูปหรือแสง เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสกาย และสิ่งที่มาสัมผัสใจ) เมื่อระบบประสาทใดยังดีอยู่และกำลังทำงานอยู่ แล้วมีสิ่งที่ตรงกันมาสัมผัส ก็จะทำให้เกิด “การรับรู้” สิ่งที่มาสัมผัสนั้นขึ้นมาทันที (อย่างเช่น เมื่อมีรูปหรือแสงมาสัมผัสตา ก็จะเกิดการรับรู้รูปที่ตาขึ้นมาทันที หรือเมื่อมีเสียงมาสัมผัสหู ก็จะเกิดการได้ยินเสียงนั้นขึ้นมาทันที เป็นต้น)

การรับรู้ที่เกิดขึ้นมาตามระบบประสาทของร่างกายเรานี้ มันจะเกิดและดับตามระบบประสาททั้ง ๖ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จนทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า มันมีการรับรู้เกิดอยู่ที่ระบบประสาททั้ง ๖ พร้อมๆกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเกิดการรับรู้ขึ้นมาที่ระบบประสาทใดแล้ว ก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นได้ และเกิดความรู้สึกต่อสิ่งที่ได้รับรู้นั้นด้วย รวมทั้งเกิดความอยากและการคิดขึ้นมา จนเกิดเป็น “จิตใจ” ที่หมายถึง สิ่งที่รู้สึกนึกคิด ขึ้นมา

ตามธรรมชาติของจิตเด็กที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ๆทุกคนนั้น จะมีสัญชาติญาณ (สัญชาติญาณคือความรู้ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตโดยที่ไม่มีใครสอน) หรือความรู้ว่ามีตนเองติดมาด้วยเล็กน้อย เพื่อให้ทุกชีวิตเกิดความรู้สึกว่ามีตนเอง เพื่อให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายรักตนเอง และจะได้พยายามเอาตัวรอด เพื่อที่จะไม่ได้ไม่สูญพันธ์ไปจากโลก ซึ่งเมื่อจิตของเด็กนั้นได้เริ่มสัมผัสกับสิ่งทั้งหลายของโลกผ่านทางตา, หู จมูก, ลิ้น, และกาย แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมา (คือความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ และความรู้สึกจืดๆ) ก็จะทำให้จิตของเด็กนั้นเกิดความอยากได้ความรู้สึกที่น่าพึงพอใจ และไม่อยากได้ความรู้สึกที่ไม่น่าพึงพอใจ รวมทั้งลังเลใจกับความรู้สึกจืดๆ ขึ้นมาทันทีตามสัญชาติญาณ ซึ่งเมื่อจิตของเด็กนั้นเกิดความอยากขึ้นมาเมื่อใด ก็จะทำให้จิตของเด็กนั้นค่อยๆเกิดความยึดถือว่ามีตนเองขึ้นมา และเมื่อมีความยึดถือว่ามีตนเองอย่างเข้มข้นเต็มที่แล้ว ก็จะทำให้จิตของเด็กนั้นเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที ซึ่งนี่ก็คือระบบของจิตใจมนุษย์ ที่ซับซ้อนและลึกซึ้ง ที่สามารถทำให้จิตความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ทั้งๆที่ความจริงแล้วมันไม่ได้มีตัวเราอยู่จริงๆเลย

เมื่อเปรียบเทียบกับหุ่นยนต์แล้ว ชีวิตคือร่างกายกับจิตใจของเรานี้ ก็เหมือนหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ชั้นเยี่ยม ที่มีพลังงานไฟฟ้ากับโปรแกรมและเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ละเอียดซับซ้อนทำงานร่วมกันอยู่ แล้วทำให้เกิดสิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ขึ้นมา โดยผู้สร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้น ได้ใส่โปรแกรมให้เครื่องคอมพิวเตอร์นั้น เกิดความรู้สึกว่ามีตนเองขึ้นมา เพื่อให้หุ่นยนต์นั้นรักตัวเองและจะได้อยากมีตัวเองอยู่ต่อไป เพื่อรับใช้ผู้สร้างมันขึ้นมา

สรุปได้ว่า เมื่อเราเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดแล้วว่า แท้จริงมันไม่ได้มีตัวเรา หรือตัวตนของใครๆ รวมทั้งของสิ่งใดๆอยู่จริง ก็ทำให้เราเกิดความเข้าใจขึ้นมาได้ว่า มนุษย์ทุกคนในโลก คือคนๆเดียวกัน คือพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนจะเหมือนกันหมด คือมีร่างกายที่เกิดมาแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ และตายเหมือนกันหมด ส่วนจิตใจก็มีความบริสุทธิ์ ที่ไม่ได้เป็นตัวตนของใครๆเหมือนกันหมด แต่เพราะจิตใจของมนุษย์ถูกความโง่สูงสุดครอบงำอยู่ จึงทำให้จิตใจของมนุษย์เกิดความรู้สึกและความยึดถือว่ามีตนเอง ที่แตกต่างจากคนอื่นขึ้นมาในภายหลัง แล้วก็ทำให้จิตใจของมนุษย์ที่โง่เขลานี้เกิดความทุกข์ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งความเข้าใจทั้งหมดนี้คือปัญญาที่เป็น “ความเข้าใจที่ถูกต้องในชีวิตและโลกตามความเป็นจริง” ที่เราจะนำเอามาใช้ร่วมกับสมาธิ ในการปฏิบัติเพื่อให้จิตของเราหลุดพ้นจากความทุกข์กันต่อไป

จะดับทุกข์ถาวรได้อย่างไร?

เมื่อเราเป็นคนดีอยู่แล้วจนเป็นปกติ และเคยมีการฝึกสมาธิมาบ้างแล้ว รวมทั้งมีปัญญา (ที่เป็นความเข้าใจอย่างถูกต้องว่ามันไม่มีตัวเราอยู่จริง) แล้ว ต่อไปเราก็จะมาพิสูจน์กันดูว่า เราจะใช้สมาธิและปัญญานี้ มาดับทุกข์ของจิตใจเราได้หรือไม่? โดยเราก็ต้องหาสถานที่สงบๆเพื่อมาทดลองปฏิบัติก่อน โดยการปฏิบัติก็คือ ให้เราตั้งใจเพ่ง (คือด้วยสมาธิตามที่เคยฝึกมาแล้ว) ดูที่จิตใจและร่างกาย ที่สมมติเรียกว่าเป็นตัวเราและของเรานี้ ด้วยความเข้าใจว่า “นี่ไม่ใช่เราหรือไม่มีตัวเราอยู่ในร่างกายและจิตในนี้” ในทุกลมหายใจเข้าและออกอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเราสามารถเพ่งพิจารณาจิตใจและร่างกายของเราว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริง” เช่นนี้ได้ต่อเนื่องนานๆ ก็จะทำให้ “ความอยาก” ทั้งหลายของจิตใจเรา ทั้งอย่างรุนแรง (คือที่ทำให้เกิดความทุกข์เปิดเผย) และไม่รุนแรง (คือที่ทำให้เกิดความทุกข์ซ่อนเร้น) ที่กำลังเกิดอยู่ ก็ระงับหรือดับหายไปทันที (แม้เพียงชั่วคราว) หรือทำให้ความอยากทั้งหลาย ที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิดขึ้น (แม้เพียงชั่วคราว) ซึ่งเมื่อความอยากทั้งหลายไม่เกิดขึ้น ก็จะทำให้จิตของเราบรรลุถึง “ความไม่มีทุกข์หรือความสงบเย็น” ขึ้นมาทันที (แม้เพียงชั่วคราว) ซึ่งนี่ก็คือการเกิดความเห็นแจ้งหรือรู้จริง ที่เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า การปฏิบัติของเรานี้ถูกต้องแล้ว โดยไม่ต้องพึ่งพาความรู้จากใครๆ หรือไม่ต้องอาศัยความเชื่อจากศาสนาใดๆ

เมื่อเราเกิดความเห็นแจ้งขึ้นมาแล้ว เมื่อเวลาที่เราต้องกลับไปใช้ชีวิตามปกติของเรา ในการประเกอบอาชีพเลี้ยงชีวิต หรือในการศึกษาเล่าเรียนของเรา เราก็ต้องมีสติที่มองเห็นหรือเข้าใจอยู่ตลอดเวลาว่า “สิ่งทั้งหลายที่เรากำลังสัมผัสอยู่นั้น มันก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงเหมือนกับจิตใจและร่างกายของเรา” ซึ่งเมื่อเราสามารถปฏิบัติได้เช่นนี้ ก็จะทำให้ความอยากของจิตใจเราไม่เกิดขึ้น และทำให้ความทุกข์ไม่เกิดขึ้น และทำให้จิตของเราสงบเย็นได้ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ เราก็ต้องมาพิจารณาดูว่าเราขาดอะไรไป แล้วเราก็ต้องมาเพิ่มเติมสิ่งที่ขาดไปนั้นให้เกิดขึ้นมาให้พร้อมต่อไป

เมื่อเราสามารถปฏิบัติให้จิตของเรา “ไม่ให้เกิดความอยากและความทุกข์” ขึ้นมาได้เป็นประจำอยู่เสมอๆเป็นเวลานานๆ (คือจะกี่เดือนหรือกี่ปีนั้นมันไม่แน่นอน เพราะมันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของเราว่าจะปฏิบัติจริงจังแค่ไหน) จนทำให้ความเคยชินหรือนิสัยของความอยากที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิงได้ (คือไม่กลับมาเกิดขึ้นได้อีกอย่างถาวร) ก็จะทำให้จิตของเราหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้อย่างถาวร (คือตลอดชีวิต) และจิตของเราก็จะบรรลุถึงความสงบเย็นอย่างสูงสุดและถาวรได้  ซึ่งเมื่อจิตของเราบรรลุถึงความสงบเย็นได้อย่างสูงสุดและถาวรแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องศึกษาและปฏิบัติอีกต่อไปแล้ว เพราะนี่คือสิ่งสูงสุด (คือมีคุณค่าหรือประโยชน์สูงสุด) สำหรับชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย

ความดี-ความชั่วที่เป็นสากลเป็นอย่างไร?

การทำความดีก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่นให้หลุดพ้นจากความทุกข์ หรือช่วยให้เขามีความปกติสุขอย่างมั่นคง โดยที่เราไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆจากคนที่เราช่วยเขา ซึ่งการทำความดีนี้ก็เริ่มจากจิตใจของเราก่อนที่มีความคิดที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งการช่วยนั้นก็มีทั้งการช่วยด้วยการให้ทรัพย์หรือสิ่งของ หรือช่วยด้วยแรงกายของเรา หรือช่วยสั่งสอนให้คนอื่นมีความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเขา เป็นต้น โดยผลของการทำความดีนั้นก็อยู่ที่จิตใจของเรา คือทำให้จิตใจของเราเกิดความสุขใจหรืออิ่มเอมใจขึ้นมาทันที ที่เรากำลังทำความดีอยู่ (หรือผลดีนี้อาจเกิดขึ้นมาเมื่อเราได้ทำความดีเสร็จแล้วก็ได้)

ส่วนการความชั่วนั้นก็คือ การเอาเปรียบหรือเบียดเบียนผู้อื่น จะด้วยกายหรือวาจาก็ตาม แล้วทำให้ผู้อื่นเกิดความเดือดร้อนทางกาย หรือเกิดความทุกข์ทางใจ โดยการทำความชั่วนั้นก็เริ่มที่จิตของเรา ที่คิดจะเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเรื่องทางเพศของผู้อื่น แล้วจิตก็จะสั่งให้ร่างกายกระทำและสั่งให้ปากพูด โดยผลจากการทำความชั่วนั้นก็อยู่ที่จิตใจของเรา คือทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี คือทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ หรือเสียใจ หรือร้อนใจ หรือหงุดหงิดใจ เป็นต้น ขึ้นมาทันทีที่เรากำลังทำความชั่วอยู่ (หรือผลชั่วนี้อาจเกิดภายหลังที่เราได้ทำความชั่วเสร็จแล้วก็ได้)

สรุปแล้วเรื่องความดีความชั่วนี้ก็คือ เรื่องของจิตใต้สำนึกของเรานี่เอง คือเมื่อเรามีเจตนา (ความจงใจ) ในการทำความดี จิตใต้สำนึกของเรามันก็รู้อยู่ว่านี่คือความดี แล้วจิตใต้สำนึกของเรามันก็จะเกิดความรู้สึกที่ดี คือความสุขใจหรือความอิ่มเอมใจขึ้นมาทันที แต่ถ้าเรามีเจตนา (ความจงใจ) ในการทำความชั่ว จิตใต้สำนึกของเรามันก็รู้อยู่ว่านี่คือความชั่ว แล้วจิตใต้สำนึกของเรามันก็จะเกิดความรู้สึกที่ไม่ดี คือความไม่สบายใจหรือเสียใจ เป็นต้นขึ้นมาทันที

เรื่องความดีและความชั่วนี้ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดว่า เมื่อเราทำความดีแล้วจะต้องได้รับผลตอบแทนเป็นคำชมจากสังคม หรือได้รับทรัพย์สินเงินทองหรือเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น เป็นสิ่งตอบแทน รวมทั้งยังเข้าใจผิดอีกว่า เมื่อใครทำความชั่วแล้วจะต้องได้รับผลเป็นการถูกสังคมประณาม หรือถูกลงโทษให้ได้รับความเจ็บปวดหรือทรมาน หรือให้เสียทรัพย์ หรือเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง เป็นต้น เป็นสิ่งตอบแทน ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก เพราะผลของความดีและชั่วนั้น จิตใจของเราก็ได้รับผลอยู่แล้วขณะเมื่อเราได้ทำความดีและชั่ว ส่วนเรื่องผลภายนอกนั้นมันไม่แน่นอน คือถ้าเราทำความดีแล้วไม่มีใครรู้ ก็จะไม่มีใครมาชมหรือมาให้รางวัล หรือเมื่อเราทำความชั่วแล้วปกปิดเอาไว้ได้ ก็จะไม่มีใครมาประณามหรือลงโทษ ซึ่งถ้าเรามีความเข้าใจผิดเช่นนี้ ก็จะทำให้เราเกิดความเข้าใจผิดไปว่า “ทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่พอทำชั่วกลับได้ดี” ขึ้นมาก็ได้ อย่างที่คนทั่วไปกำลังเข้าใจผิดกันอยู่

เกิดมาทำไม?

เมื่อชีวิตได้ถูกธรรมชาติสร้างหรือทำให้เกิดขึ้นมาแล้ว ชีวิตก็ต้องตกอยู่ภายใต้กฎที่ธรรมชาติกำหนดไว้ ดังนั้นชีวิตจึงต้องทำตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้ ซึ่งการที่ชีวิตต้องทำตามที่ธรรมชาติกำหนดไว้นี้เรียกว่าเป็น การทำหน้าที่ ซึ่งคำว่า หน้าที่ นั้นก็หมายถึง สิ่งที่ต้องทำ ถ้าสิ่งมีชีวิตใดไม่ทำตามหน้าที่ที่ธรรมชาติกำหนดไว้ สิ่งมีชีวิตนั้นย่อมที่ประสบกับความทุกข์ (ทางใจ) และความเดือดร้อน (ทางกาย) แต่ถ้าสิ่งมีชีวิตใดปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้อย่างถูกต้อง สิ่งที่มีชีวิตนั้นก็จะมีความปกติสุข (ทางกาย) และมีความทุกข์ (ทางใจ) ลดน้อยลงหรือไม่มีเลยได้ ซึ่งหน้าที่ของมนุษย์นั้นก็สรุปอยู่ที่ การดูแลร่างกายและจิตใจไม่เกิดความทุกข์

โดยหน้าที่ในการดูและร่างกาย ไม่ให้เกิดความทุกข์นั้น ก็สรุปอยู่ที่ การแสวงหาปัจจัย ๔ มาบริหารร่างกาย ซึ่งการที่เราจะแสวงหาปัจจัย ๔ มาบริหารร่างกายได้อย่างเพียงพอและมั่นคงนั้น เราก็ต้องมีการทำหน้าที่ย่อยๆอีกหลายอย่าง อันได้แก่ หน้าที่ในการดูและบุคคลในครอบครัวให้มีความปกติสุข หน้าที่ในการดูแลสังคมให้สงบเรียบร้อย หน้าที่ในการดูแลประเทศชาติให้มีความสงบมั่นคง หน้าที่ในการดูแลโลกให้มีสันติภาพ และหน้าที่ในการดูแลธรรมชาติให้บริสุทธิ์และอุดมสมบูรณ์

ส่วนหน้าที่ในการดูแลจิตใจไม่ให้เกิดความทุกข์นั้นก็สรุปอยู่ที่ การศึกษาให้เกิดปัญญาและการฝึกจิตให้มีสมาธิ และนำปัญญากับสมาธินี้มาดับทุกข์ของจิตใจ อย่างที่เรากำลังศึกษากันอยู่นี้ ซึ่งหน้าที่ทั้งหลายนี้ เป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตของเราทั้งสิ้น คือเรียกได้ว่า เราเกิดขึ้นมาเพื่อมาทำหน้าที่ หรือ หน้าที่คือสิ่งสูงสุด (คือมีคุณค่าหรือประโยชน์สูงสุด) ของชีวิต โดยเฉพาะหน้าที่ในการดูและจิตใจไม่ให้เกิดความทุกข์นั้น จัดว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดของชีวิต

ตายแล้วไปไหน?

ผู้คนโดยมากมักจะมีคำถามว่า ตายแล้วไปไหน? ซึ่งถ้าเราไปถามคนที่มีความเชื่อในศาสนาใด เขาก็ย่อมตอบไปตามความเชื่อของศาสนาเขา แต่ถ้าเรามีความเข้าใจในเรื่องของชีวิตอย่างถูกต้องแล้วว่า “มันไม่มีเราอยู่จริง” ก็จะทำให้เราเข้าใจได้ว่า มันไม่มีเราหรือใครๆมาเกิด และไม่มีเราหรือใครๆตาย คือคำพูดว่า “เกิด” และ “ตาย” นั้น เป็นแค่เพียงการสมมติเรียกอาการที่ร่างกายถูกปรุงแต่งหรือทำให้เกิดขึ้นมา และแตกสลายหายไปเท่านั้น  ส่วนจิตใจก็เหมือนกับร่างกาย คือจิตใจเป็นเพียงพลังงานไฟฟ้าที่ร่างกายสร้างขึ้น เมื่อร่างกายเสียหาย จึงทำให้พลังงานไฟฟ้าที่ร่างกายสร้างขึ้นมา ดับหายตามไปด้วย รวมทั้งความรู้สึกว่ามีตัวเราก็ย่อมดับหายไปตามจิตใจด้วย ดังนั้นจึงเท่ากับว่าไม่มีใครตาย เพราะความจริงแล้วไม่มีใครมาเกิด ซึ่งแม้เมื่อร่างกายยังไม่ตาย ก็ยังไม่มีใครอยู่จริงอีกด้วย

วัตถุนิยมทำลายโลก

มนุษย์นั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็อยากได้หรืออยากมีความสุข แต่ความสุขของโลกนั้นก็มีทั้ง ความสุขที่เป็นโทษ และ ความสุขที่เป็นประโยชน์ โดยความสุขที่เป็นโทษนั้นก็คือ ความสุขจากภายนอก หรือ ความสุขจากวัตถุนิยม (วัตถุนิยมก็คือเรื่องสิ่งที่น่ารักน่าใคร่หรือเรื่องเพศตรงข้าม, เรื่องวัตถุสิ่งของหรือทรัพย์สินเงินทอง, และเกียรติยศชื่อเสียงหรืออำนาจ) ส่วนความสุขที่ไม่เป็นโทษแต่เป็นประโยชน์นั้นก็คือ ความสุขจากภายใน หรือ ความสุขจากการทำความดี (การทำความดีก็สรุปอยู่ที่ การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลทางวัตถุนิยมเป็นสิ่งตอบแทน แต่หวังเพียงความสุขความอิ่มใจจากการทำความดีเท่านั้นเป็นสิ่งตอบแทน)

วัตถุนิยมนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้จิตของเราเกิดความสุข (ความรู้สึกน่าพึงพอใจ) ที่รุนแรงอย่างยิ่ง จึงทำให้มนุษย์ลุ่มหลงติดใจหรืออยากได้ในวัตถุนิยมนี้มาเป็นของตนเองอย่างยิ่ง ซึ่งก็จะทำให้มนุษย์เกิดความเห็นแก่ตัวและความโลภขึ้นมา แล้วก็ทำให้เกิดการเบียดเบียนหรือแย่งชิง เอาวัตถุนิยมของผู้อื่นหรือของประเทศอื่นมาเป็นของตนเอง เมื่อไม่ได้หรือสูญเสียวัตถุนิยม ก็จะทำให้เกิดความโกรธและทำให้เกิดการทำร้ายผู้อื่น จนทำให้เกิดสงครามในรูปแบบต่างๆขึ้นมา แล้วก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนหรือวิกฤติการณ์มากมายขึ้นมาทั่วโลก 

อีกทั้งการที่จะได้วัตถุนิยมนี้มาได้นั้น ก็ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและพลังงานของโลก อย่างมากมายมาสร้างให้เกิดขึ้นมา ซึ่งก็ได้ส่งผลให้เกิดการทำลายธรรมชาติที่บริสุทธิ์ของโลก ให้เสียหายไปอย่างมโหฬาร จนทำให้ระบบนิเวศน์ของโลกเสียหาย อีกทั้งการเสพวัตถุนิยมกันมากๆ ก็ยังก่อให้เกิดมลพิษทั้งแก่ดิน น้ำ อากาศ และทำให้เกิดภาวะโลกร้อนขึ้นอย่างรุนแรง แล้วก็ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆขึ้นมาทั่วโลก แล้วก็ทำให้มนุษย์โดยรวมต้องประสบกับภัยพิบัติต่างๆ ที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลก อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน

 สรุปได้ว่า ความสุขจากวัตถุนิยมนั้น เป็นความสุขที่ก่อให้เกิดโทษมากมายแก่มนุษย์ทั้งหลาย ดังนั้นเราต้องช่วยกันเผยแพร่ให้มนุษย์เข้าใจความจริงนี้ เพื่อให้มนุษย์กลัวการลุ่มหลงในความสุขจากวัตถุนิยม ที่จะนำภัยพิบัติอันใหญ่หลวงมาให้ในอนาคตอันใกล้ อีกทั้งเราต้องช่วยกันเผยแพร่ความสุขที่เป็นประโยชน์ คือความสุขจากการทำความดีให้มาก เพื่อให้มนุษย์ได้พบกับความปกติสุขและความพ้นทุกข์ของจิตใจ และมีสันติภาพที่ยั่งยืนกันต่อไป

เราจะช่วยโลกให้มีสันติภาพได้อย่างไร?

ความรู้เรื่อง “ไม่มีตัวเราอยู่จริง” นี้ นอกจากจะช่วยให้จิตใจของเราหลุดพ้นจากความทุกข์แล้ว ยังสามารถช่วยให้โลกมีสันติภาพได้อีกด้วย คือเราต้องเข้าใจก่อนว่า การที่โลกมีวิกฤติการณ์ต่างๆขึ้นมาบนโลก ก็เป็นเพราะมนุษย์มี “ความเข้าใจผิดว่ามีตนเองอยู่จริงๆ” (ตามสัญชาติญาณพื้นฐานของจิตทั้งหลาย) เมื่อมนุษย์มีความเข้าใจผิดดังนี้แล้ว จึงทำให้มนุษย์เกิดความเห็นแก่ตัว เมื่อมนุษย์มีความเห็นแก่ตัว จึงทำให้มนุษย์มีความโลภ (คืออยากได้วัตถุนิยมของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง) และความโกรธ (คืออยากทำร้ายผู้อื่นเมื่อไม่ได้หรือสูญเสียวัตถุนิยม) เมื่อมนุษย์มีความโลภและความโกรธ จึงทำให้มนุษย์เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นหรือเบียดเบียนผู้อื่นขึ้นมา (คือเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ทั้งในทางที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม) รวมทั้งเมื่อมนุษย์ลุ่มหลงวัตถุนิยมกันมากๆ ก็จะส่งผลทำให้เกิดการทำลายป่าไม้และธรรมชาติของโลกให้เสียหาย และยังทำให้เกิดมลพิษขึ้นแก่สภาพแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งนี่เองที่ส่งผลทำให้เกิดวิกฤติการณ์ทั้งหลายขึ้นมาบนโลก จนทำให้สันติภาพของโลกหายไป

ส่วนวิธีการที่จะช่วยให้โลกมีสันติภาพได้ถาวรนั้นก็อยู่ที่ เราก็ต้องช่วยกันเผยแพร่ความจริงเรื่อง “ความไม่มีตัวตนของเราหรือของใครๆหรือของสิ่งใดๆอยู่จริง” ตามหลักวิทยาศาสตร์ของเรานี้ ให้มนุษย์ที่มีความรู้หรือปัญญาชนของโลกให้มากที่สุด ซึ่งเมื่อปัญญาชนทั้งหลายเกิดความเข้าใจในความจริงนี้แล้ว เขาก็จะช่วยกันเผยแพร่ต่อๆไป ซึ่งก็จะทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่ของโลก เกิดความเข้าใจในความจริงนี้ ซึ่งเมื่อมนุษย์ส่วนใหญ่เข้าใจความจริงนี้แล้ว เขาก็จะมีความเห็นแก่ตัวลดน้อยลง เมื่อมนุษย์เห็นแก่ตัวน้อยลง มนุษย์ก็จะมีความโลภและความโกรธลดน้อยลง รวมทั้งมนุษย์ก็จะเสพวัตถุนิยมกันน้อยลง และเมื่อมนุษย์มีความโลภและความโกรธลดน้อยลงแล้ว มนุษย์ก็จะไม่เอารัดเอาเปรียบหรือเบียดเบียนผู้อื่น แต่จะรักผู้อื่น ให้อภัยผู้อื่น และช่วยเหลือผู้อื่นมากขึ้น รวมทั้งก็จะอนุรักษ์ธรรมชาติกันมากขึ้น  ซึ่งก็จะทำให้วิกฤติการณ์ต่างๆของโลกลดน้อยลง และทำให้โลกกลับมามีสันติภาพได้อย่างถาวร หลังจากที่ได้สูญเสียมันไป        

*********************************


(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก www.whatami.net -www.whatami.6te.net )


ถ้าใครต้องการโหลดหนังสือ ธรรมะกำมือเดียว นี้ไปอ่านในรูปแบบ PDF หรือโหลดเอาไปพิมพ์เป็นรูปเล่ม ก็คลิ๊กที่นี้