-๒-


ศีลความปกติของจิต

หลักการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั้น สรุปอยู่ที่ การใช้สมาธิกับปัญญามาทำงานร่วมกัน แต่การที่จิตจะเกิดสมาธิขึ้นมาได้นั้น จำเป็นที่จิตจะต้องมีศีลมาเป็นพื้นฐาน ถ้าจิตไม่มีศีล ก็จะทำให้จิตไม่มีสมาธิ และเมื่อจิตมีสมาธิแล้ว สมาธิก็จะมาเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา ดังนั้นจึงต้องมีทั้ง ศีล สมาธิ และปัญญา มาทำงานร่วมกัน จึงจะทำให้ดับทุกข์ได้ ถ้าขาดสิ่งใดไป ก็จะทำให้ไม่สามารถดับทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์

คำว่า ศีล แปลว่า ปกติ คือหมายถึง ความปกติของจิต ที่ไม่มีความเดือดร้อนใจ จากการทำความผิดหรือชั่วเอาไว้ในอดีต ซึ่งการปฏิบัติเพื่อให้จิตมีศีลนั้นก็สรุปอยู่ที่ การมีเจตนา (ความจงใจหรือความตั้งใจ) ที่ไม่จะไม่เบียดเบียน (๑) ชีวิตของผู้อื่น (๒) ทรัพย์สินของผู้อื่น (๓) กามารมณ์ (เช่นเรื่องทางเพศ) ของผู้อื่น และรวมทั้งการมีเจตนาที่จะไม่พูด (๔) คำไม่จริง (๕) คำหยาบ (๖) คำส่อเสียด และ (๗) เรื่องเพ้อเจอ ดังนั้นถ้าเราปรารถนาที่จะไม่มีความทุกข์ เราจะต้องเป็นคนดี ที่มีศีลอยู่ก่อนเป็นปกติ ถ้าเป็นคนไม่มีศีลอยู่เป็นปกติแล้ว จะไม่สามารถปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ได้ เพราะขาดพื้นฐานที่สำคัญนี้

ศีลที่กล่าวมานี้เป็นศีลพื้นฐาน ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ ส่วนศีลที่มากขึ้น เช่นศีลของพระภิกษุนั้น เป็นศีลที่ละเอียดมาขึ้น เพื่อให้ภิกษุที่ปรารถนาจะปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์อย่างจริงจัง ได้มีโอกาสปฏิบัติได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแสวงหาปัจจัย ๔ มาบริหารร่างกายให้อยู่รอด รวมทั้งยังทำให้เป็นที่รักและเลื่อมใสของผู้คนทั่วไป อันจะเป็นเหตุให้มีคนสนใจ มาศึกษาวิธีการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ตามอย่างท่านมากขึ้นด้วย 

สมาธิ คือ จิตที่ตั้งมั่นอยู่เสมอ

สมาธิ แปลว่า ตั้งมั่นอยู่เสมอ คือเป็นอาการของจิตที่ตั้งใจ หรือจดจ่อ หรือจับ หรือเพ่ง อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ตลอดเวลาได้นานๆ ซึ่งสมาธินี้มี ๒ ประเภท คือ สมาธิผิด  กับ สมาธิถูก

โดยสมาธิผิดก็คือ สมาธิที่จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยกิเลสตลอดเวลา ซึ่งผลของสมาธิผิดนี้ก็คือจะมีความทุกข์ หรือความเร่าร้อนใจ ไปตามอำนาจของสิ่งที่กำลังเพ่งอยู่ เช่น ถ้าเพ่งอยู่ในเรื่องกามารมณ์ จิตก็จะเร่าร้อนทรมานอยู่ด้วยความอยากได้ในกามารมณ์นั้นให้มากยิ่งๆขึ้นไป หรือถ้าเพ่งอยู่ด้วยความโกรธ ก็จะทำให้จิตเกิดความเร่าร้อนหรือคับแค้นใจ เป็นต้น

ส่วนสมาธิถูกก็คือ สมาธิที่จดจ่อหรือตั้งใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วทำให้กิเลสระงับหรือดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) เช่น การเพ่งอยู่ที่การหายใจของร่างกายเราเอง หรือการตั้งใจอ่านหนังสือเรียน หรือการที่นักเรียนตั้งใจฟังสิ่งที่ครูสอน หรือการที่ครูตั้งใจสอน หรือการตั้งใจทำงานที่สุจริต หรือการที่นักวิยาศาสตร์ตั้งใจคิดค้นสิ่งที่ดีงาม เป็นต้น โดยสมาธิถูกนี้จะมีลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑. บริสุทธิ์ คือไม่มีกิเลสหรือนิวรณ์ครอบงำ

๒. ตั้งมั่น คือเข้มแข็ง ไม่มีอะไรมายั่วยวนให้หวั่นไหวได้ (คือไม่ทำให้เกิดกิเลส)

๓. อ่อนโยน คือ ควบคุมได้ง่าย มีความสุขุมรอบครอบ และมีความจำดี

ผลของสมาธินี้ก็คือ ทำให้จิตมีความสุขสงบ, มีสติตลอดเวลา, และเมื่อจิตไม่มีกิเลสใดๆครอบงำ จึงทำให้ความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราหายไปด้วย เมื่อจิตไม่มีความยึดถือ จึงทำให้จิตไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ก็จะทำให้จิตสงบเย็นได้อย่างสูงสุด (หมายเหตุ ต่อไปถ้าพบคำว่า สมาธิ ในหนังสือนี้ ก็ขอให้เข้าใจว่าหมายถึง สมาธิถูก)

เมื่อจิตมีสมาธิ ก็สามารถพิจารณาถึงความจริงของธรรมชาติให้เข้าใจได้ เพราะจิตจะมีความสุขุมรอบครอบ จึงสามารถเข้าใจถึงเรื่องการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับหายไปของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายได้ รวมทั้งยอมรับเหตุผลที่สมเหตุสมผล และยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับจิต ที่จิตรับรู้ได้จริงโดยไม่บิดพลิ้ว ซึ่งนี่ก็คือผลจากการมีสมาธิที่ช่วยให้เกิดปัญญาได้ ถ้าไม่มีสมาธิก็จะไม่มีสามารถพิจารณาโดยใช้เหตุใช้ผล ให้เกิดปัญญาที่เป็นความเข้าใจได้

วิธีฝึกสมาธิอย่างง่ายๆ

ตามปกติเราก็พอจะมีสมาธิกันอยู่บ้างแล้ว เพียงแต่จะไม่มากพอเท่านั้น อย่างเช่น เวลาเราตั้งใจฟังครูสอน หรือตั้งใจอ่านหนังสือ เราก็จะมีสมาธิขึ้นมาแล้วโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่ก็คือสมาธิที่จำเป็นสำหรับนำมาใช้คู่กับปัญญาในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ซึ่งวิธีการฝึกให้จิตมีสมาธินั้นก็สามารถทำได้ทั้งอย่างไม่เป็นระบบและเป็นระบบ โดยการฝึกอย่างไม่เป็นระบบนั้น ก็ทำได้โดยมีการตั้งใจหรือกำหนดรู้ในการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ในการพูด, และคิดของเราเอง หรือในการทำกิจวัตรประจำวันของเราก็ได้ หรือจะฝึกอย่างเป็นระบบโดยกำหนดการหายใจของร่างกายเราก็ได้

วิธีการฝึกสมาธิอย่างเป็นระบบที่ทำได้ง่ายและเป็นที่นิยมนั้นก็คือ กำหนดการหายใจของร่างกายเราเอง ซึ่งวิธีการฝึกนั้น เราจะใช้อิริยาบถใดก็ได้ คือทั้งการเดิน การยืน การนั่ง และการนอน แต่ถ้าเพิ่งเริ่มต้นฝึกควรใช้อิริยาบถนั่งก่อน เพราะจะทำให้เกิดสมาธิได้ง่ายกว่าอิริยาบถอื่น ถ้าฝึกจนชำนาญแล้วจะใช้อิริยาบถใดก็ได้

ส่วนวิธีการฝึกโดยสรุปนั้นก็คือ ให้เราตั้งใจกำหนดอยู่ที่การหายใจของร่างกายของเราอยู่ตลอดเวลา และพยายามควบคุมให้ลมหายใจเบาและยาวอยู่ตลอดเวลา (ถ้าลมหายใจแรงและสั้นจะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ยาก) โดยระวังอย่าคิดถึงสิ่งหรือเรื่องที่จะทำให้เกิดกิเลสทั้งหลายขึ้นมา

ในการกำหนดการหายใจของร่างกายนี้ ขั้นต้นเราอาจจะใช้วิธีการนับการหายใจของเราไปเรื่อยๆ เพื่อให้จิตสงบก็ได้ หรือจะท่องคำสั้นๆในขณะที่เรากำลังหายใจเข้าหรือออกก็ได้ เช่น ไม่มีเรา, ไม่มีใคร, ว่างเปล่า, ผ่านไป, ตายแน่, เกิดดับ, อย่าโง่, อย่าบ้า เป็นต้น เพื่อให้มีสติอยู่ตลอดเวลาก็ได้ หรือใครจะคิดค้นวิธีการฝึกใหม่ๆขึ้นมาเองก็ได้

แต่ถ้าจิตยังไม่สงบ ให้ลองใช้วิธีคิดด้วยสติ (คือตั้งใจคิดให้เป็นคำพูดแล้วก็ตั้งใจฟังด้วย) โดยการตั้งใจคิดช้าๆด้วยประโยคสั้นๆ ในขณะที่กำลังหายใจออก แต่เมื่อหายใจเข้าก็ให้หยุดคิด (หรือจะคิดช่วงเวลาหายใจเข้าก็ได้ เมื่อหายใจออกก็ให้หยุดคิด) ซึ่งการคิดนี้ควรคิดเรื่องที่ทำให้เกิดปัญญาหรือความรู้ที่ดีงาม เช่น เรื่องความไม่เที่ยง เรื่องสภาวะที่ต้องทน เรื่องความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง หรือเรื่องความว่างจากตัวเราและตัวตนของคนอื่น หรือเรื่องการคิดค้นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม หรือเรื่องการเรียน หรือเรื่องการเตือนตนเอง หรือเรื่องการสอนหลักการดับทุกข์นี้ เป็นต้น ซึ่งการฝึกเช่นนี้จะทำให้จิตเกิดสมาธิได้ง่าย รวมทั้งยังทำให้เกิดปัญญาไปพร้อมๆกันไปด้วย เรียกว่าเป็นการปฏิบัติทั้งสมาธิและปัญญาไปพร้อมๆกัน

เราจะสังเกตได้ว่าจิตของเรามีสมาธิหรือไม่ โดยให้สังเกตได้จาก “การที่จิตของเรามีสติอยู่ตลอดเวลา และจิตจะสงบหรือไม่ฟุ้งซ่านแล้ว (เพราะจิตหยุดดิ้นรนจากอำนาจของกิเลสและนิวรณ์แล้ว) รวมทั้งมีความสุขสงบ และมีปีติหรือความอิ่มเอมใจอยู่ด้วย” ก็แสดงว่าจิตของเรามีสมาธิแล้ว ซึ่งเมื่อจิตไม่มีกิเลสและนิวรณ์ จิตก็จะไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย เมื่อจิตไม่มีความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย จิตก็จะสงบเย็น หรือนิพพานได้อย่างสูงสุด

เมื่อจิตสงบเย็นสูงสุด ก็แสดงว่าจิตมีสมาธิแล้วอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนี่คือสมาธิที่จำเป็นในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของเรา ส่วนสมาธิที่สูงไปกว่านี้ ที่เป็นการเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนไม่รับรู้สิ่งอื่นใดเลยนั้นไม่จำเป็น เพราะเพียงเท่านี้ก็พอแล้วสำหรับนำมาใช้ ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ ๔ (หรือใครจะฝึกสมาธิให้สูงขึ้นกว่านี้ก็ได้ในภายหลัง)

ความโง่ขัดขวางไม่ให้เกิดปัญญา

เรื่องสมาธินั้นเป็นเรื่องง่าย คือเมื่อเราศึกษาหลักการฝึกเพียงเล็กน้อย เราก็สามารถไปฝึกฝนเอาเองได้  ส่วนเรื่องปัญญานี้เป็นเรื่องที่ยากที่สุด คือเพียงการฟังมาหรืออ่านมา จะไม่สามารถทำให้เกิดปัญญาตามหลักพุทธศาสนาได้ เพราะคนปกติทั่วไปจะถูกอวิชชาหรือความโง่สูงสุด ที่เป็นความเข้าใจผิดว่า “จิตนี้คือตัวเรา” ครอบงำอยู่ตลอดเวลา แต่พระพุทธเจ้ากลับสอนตรงข้าม คือสอนว่า “จิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา” ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องยากมาก ที่จะสอนให้คนที่มีความเข้าใจผิดมามีความเข้าใจถูกต้องได้

ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะมีเหตุผล ที่สมเหตุสมผลมาอธิบายมากมายสักเท่าใดก็ตาม และเอาความจริงที่เราทุกคนก็พบเห็นกันอยู่จริงๆในชีวิตมายืนยันก็ตาม ก็หาคนที่จะเข้าใจและยอมรับได้ยาก เพราะความรู้นี้มันทวนกระแสของจิตใต้สำนึกเรา ที่มันรู้สึกตัวว่า “จิตนี้คือตัวเรา” อย่างที่สุด ดังนั้นบุคคลที่จะศึกษาให้เกิดปัญญาได้ จึงต้องเป็นคนที่ไม่ยึดมั่นในความเชื่อที่งมงายไร้เหตุผลใดๆ และมีสติปัญญาอยู่บ้างพอสมควร หรือมีความรู้หลักวิทยาศาสตร์พอสมควรเท่านั้น จึงพอจะมีโอกาส ที่จะศึกษาให้เกิดปัญญาตามหลักพุทธศาสนาได้ ซึ่งการศึกษาต่อไปนี้ทั้งหมด จะเป็นไปเพื่อให้เกิดปัญญาเท่านั้น

ปัญญา ๓ ระดับ

คำว่า ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ หรือ รู้รอบ (คือรู้ครบถ้วน) ซึ่งจากมุมมองของพุทธศาสนาแล้ว คำว่าปัญญาจะหมายถึง ความรอบรู้ในเรื่องการดับทุกข์ หรือ ความรอบรู้ในหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า นี่เอง โดยปัญญานี้มี ๓ ระดับ อันได้แก่

๑. ปัญญาขั้นจำได้ ซึ่งปัญญาขั้นนี้ก็เกิดมาจาก การฟังหรืออ่านคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ามาแล้วจำได้ (แต่ถ้าฟังหรืออ่านคำสอน ที่ไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ก็ไม่จัดว่าเป็นปัญญาใดๆ)

๒. ปัญญาขั้นเข้าใจ คือเมื่อนำเอาคำสอนที่จำได้นั้นมาพิจารณาไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผล จนเกิดเป็นความเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง ก็เรียกว่ามีปัญญาขั้นเข้าใจ (แต่ถ้าพิจาณาแล้วไม่เข้าใจ ก็แสดงว่าคำสอนนั้นไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า)

๓.  ปัญญาขั้นเห็นแจ้ง คือเมื่อนำเอาความเข้าใจนั้นมาทดลองปฏิบัติ จนความทุกข์ลดลงหรือดับลงจริงๆ (แม้เพียงชั่วคราว) ก็เรียกว่าเกิดปัญญาขั้นเห็นแจ้งขึ้นมาแล้ว ซึ่งปัญญาขั้นนี้จัดเป็นปัญญาขั้นสูงสุด (แต่ถ้าทดลองปฏิบัติดูแล้วความทุกข์ไม่ลดลงหรือไม่ดับลงจริงแม้เพียงชั่วคราว ก็แสดงว่าไม่ใช่คำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า)

ความรู้เรื่องจิตเป็นอนัตตาคือหัวใจของปัญญา

การบอกว่า ความรอบรู้ในหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้านั้นคือปัญญานั้น ยังเป็นการพูดที่กว้างเกินไป ถ้าจะพูดให้แคบลงมาอีกหน่อยก็ต้องพูดว่า “ความรู้ที่ทำให้อวิชชาและกิเลส ที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือทำให้อวิชชาหรือกิเลส ที่เกิดขึ้นแล้ว ระงับหรือดับหายไปได้” นั้นคือปัญญา ซึ่งความรู้ที่จะทำให้อวิชชาและกิเลส ดับหายไปได้นั้นก็คือ ความรู้หรือความเข้าใจ เรื่องความเป็นอนัตตาของทุกสิ่ง โดยเน้นมาที่ความเข้าใจว่า จิตของเราทุกคนนี้เป็นอนัตตา (คือจิตนี้ไม่ใช่อัตตา หรือไม่ใช่ตัวเรา)

สรุปได้ว่า ความรู้และความเข้าใจในเรื่องความเป็นอนัตตาของทุกสิ่ง โดยเน้นมาที่ ความเป็นอนัตตาของจิตใจเรานี่เอง ที่จัดว่าเป็นหัวใจของปัญญา ที่เราจะนำมาใช้ปฏิบัติร่วมกับสมาธิเพื่อใช้ในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ของจิตใจของเราในปัจจุบัน ดังนั้นต่อไปนี้เราจะมาศึกษาเรื่อง ความเป็นอนัตตาของทุกสิ่ง ให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องกันต่อไป

ต้องรู้จักคำว่าอัตตาก่อน

ในยุคที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีพระชนชีพอยู่นั้นเป็นยุค อุปนิสัตว์ คือเป็นยุคที่ผู้คนมีความเชื่อเรื่องเทพเจ้ารวมทั้งเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นเรื่องที่เขาเชื่อว่าเหนือธรรมชาติกันอยู่  โดยในยุคนั้นผู้คนเขาจะมีความเชื่อว่า จิตใจ หรือ วิญญาณ ของคนเราและสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี้เป็นอัตตา

คำว่า อัตตา แปลว่า ตน, ตนเอง คือหมายถึง สิ่งที่เป็นตัวตนของมันเอง (หรือตัวตนที่แท้จริง) โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่นมาทำ หรือมาปรุงแต่งให้เกิดตัวตนของมันขึ้นมา โดยอัตตานี้จะมีความเป็น นิจจัง ที่แปลว่า เที่ยง ซึ่งหมายถึง เป็นอมตะ (ไม่ตาย) หรือ นิรันดร คือสิ่งที่เป็นอัตตาจะไม่แตกสลาย หรือดับหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปสักเท่าใดก็ตาม หรือไม่ว่าจะมีอะไรมาทำลายก็ตาม ซึ่งความเชื่อว่าจิตหรือวิญญาณของคนและสิ่งที่มีชีวิตเป็นอัตตานี้ เป็นหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู (ตามที่เราได้ศึกษากันมาแล้ว)

อัตตาเป็นความรู้ที่มาจากอวิชชา

จากการที่เราได้ศึกษากันมาแล้วว่า เมื่อจิตของสิ่งที่มีชีวิตเกิดขึ้นมา มันก็จะมีอวิชชาหรือความรู้สึกตัวว่ามีตนเอง เกิดขึ้นมาด้วยเสมอเล็กน้อยเสมอ เพื่อให้จิตนั้นรักตัวเองและพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ซึ่งอวิชชานี่เองที่ทำให้คนทั่วไป ที่ยังไม่มีปัญญาตามที่พระพุทธเจ้าสอน เกิดความเข้าใจผิดว่ามันมีตัวตนของเราอยู่จริงๆ โดยเชื่อจิตหรือวิญญาณของเราและสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนี่เองที่เป็นอัตตา ซึ่งความเชื่อนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างมาก เพราะมันตรงกับความรู้สึกธรรมดาๆของมนุษย์ทุกคน

แต่ความเข้าใจผิดหรือความเห็นผิดนี้เอง ที่เป็นต้นเหตุให้จิตของมนุทั้งหลาย เกิดความยึดถือว่ามีตนเองขึ้นมา แล้วก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาในชีวิต ไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ ยังไม่เท่านั้น ความยึดถือนี้ก็ยังทำให้มนุษย์เกิดความเห็นแก่ตัว แล้วก็ทำอะไรๆไปด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างโง่เขลา จึงส่งผลให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ หรือเบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนสัตว์ และทำลายป่าไม้ผู้มีพระคุณของมนุษย์ รวมทั้งสร้างมลพิษและทำลายธรรมชาติ จนเกิดสงครามและภัยพิบัติ และวิกฤติการณ์มากมายขึ้นมาทั่วโลกอย่างเช่นในปัจจุบัน จนสันติภาพของโลกหายไป  

อนัตตาคือหัวใจของปัญญา

นิพพิทา แปลว่า ความเบื่อหน่ายด้วยปัญญา ซึ่งความเบื่อหน่ายนี้ หมายถึง ไม่มีทั้งความยินดีและยินร้ายที่เป็นกิเลส ซึ่งความเบื่อหน่ายนี้เอง ที่ทำให้จิตของเรา “ปล่อยวาง” กิเลส ตัณหา และอุปาทานลงได้ แล้วก็ทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ ซึ่งการที่จิตของเราจะเกิดนิพพิทาได้นั้น จิตของเรา จะต้องมีความเข้าใจอย่างแจ้งชัด ถึงความจริงที่ลึกซึ้งสูงสุด ๓ ประการ ของสิ่งที่เรายึดถืออยู่ จิตของเราจึงจะเกิดนิพพิทาขึ้นมาได้ (แม้เพียงชั่วคราว)

โดยความจริงที่ลึกซึ้งสูงสุดนี้ก็คือ ความจริงที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ ที่หมายถึง ลักษณะ ๓ ประการของสิ่งปรุงแต่งทั้งหลาย อันได้แก่

๑. อนิจจัง หมายถึง ความไม่เที่ยง คือสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (ไม่นิ่ง) หรือมีการเสื่อมสภาพอยู่ตลอดเวลา และไม่ช้าก็เร็วสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายก็ต้องแตกสลาย (ใช้กับวัตถุ) หรือดับหายไป (ใช้กับจิต) ไปในที่สุดอย่างแน่นอน (คือไม่เป็นอมตะ)

๒. ทุกขัง หมายถึง ความที่ต้องทนอยู่ คือสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายนั้น เมื่อมันยังตั้งอยู่ (คือยังไม่แตกหรือดับไป) มันก็ยังต้องทนประคับประคองสภาพการปรุงแต่ง ของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบากอยู่ตลอดเวลา ถ้ามันไม่ทนอยู่เช่นนี้ สภาพการปรุงแต่งของมันก็จะแตกหรือดับหายไปทันที

๓. อนัตตา หมายถึง ความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง คือเป็นการบอกให้รู้ว่า สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายไม่ใช่อัตตา คือถ้าสิ่งใดต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และมีความไม่เที่ยง รวมทั้งต้องทนอยู่ สิ่งนั้นไม่ใช่อัตตา หรือไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง 

ความเข้าใจถึงความเป็นอนัตตาของร่างกายและจิตใจของเรานี่เอง ที่จัดว่าเป็นหัวใจของปัญญา เพราะความเข้าใจนี้เมื่อมีสมาธิมาช่วย ก็จะทำให้จิตของเราเกิดนิพพิทา และทำให้จิตหลุดพ้นจากความยึดถือว่าร่างกายและจิตใจนี้คือตัวเรา-ของเรา แล้วก็ทำให้จิตหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร ดังนั้นเรื่องอนัตตานี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่เราต้องศึกษาให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง จึงจะเกิดปัญญาหรือวิชชาขึ้นมาได้จริง

พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่าจิตเป็นอนัตตา

ความรู้เรื่องความเป็นอนิจจังกับทุกขังนั้น เป็นความรู้เก่าแก่ที่ ฤๅษีหรือนักบวชของอินเดียสมัยก่อนเขาก็รู้กันอยู่แล้ว เพราะมันก็เป็นธรรมชาติที่แสดงให้เราพบเห็นหรือรับรู้ได้ง่ายๆอยู่แล้ว แต่ความรู้เรื่องความเป็นอนัตตานี้ถึงแม้เขาจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่เขากลับยังไม่รู้อย่างถึงที่สุด เพราะเขายังเชื่อว่า จิตใจ (หรือวิญญาณ) ของคนเราและสัตว์ทั้งหลายนี้เป็นอัตตา คือเป็นตัวตนที่เป็นอมตะ ที่ไม่มีวันตายหรือไม่มีวันดับหายไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านพ้นไปสักเท่าใดก็ตาม หรือไม่ว่าจะมีสิ่งใดมาทำลายก็ตาม

ความเชื่อนี้เองที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความเชื่อเรื่อง นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า ผี เทวดา นางฟ้า และเรื่องเทพเจ้าทั้งหลาย รวมทั้งเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเพื่อมารับผลกรรม เป็นต้นขึ้นมา ซึ่งความเชื่อนี้เองที่เป็นความเห็นหรือความเข้าใจที่ผิด ที่ทำให้พวกฤๅษีหรือนักบวชที่ยังมีความเห็นผิดเช่นนี้อยู่ ไม่สามารถปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้อย่างถาวร เพราะเมื่อมีความเห็นผิดตั้งแต่ต้นเสียแล้ว ก็ย่อมจะทำให้เกิดการปฏิบัติที่ผิด และได้รับผลที่ผิด (คือดับทุกข์ถาวรไม่ได้) ตามไปด้วย

จนเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ออกผนวชเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์ ตามอย่างที่ฤๅษีหรือนักบวชในสมัยนั้นเขาปฏิบัติกันอยู่ ซึ่งพระองค์ก็ทรงศึกษาและทดลองปฏิบัติอย่างหนักอยู่หลายปี แต่ก็ยังค้นไม่พบวิธีการปฏิบัติจนถึงขั้นดับทุกข์ได้อย่างถาวร จึงได้ทรงทดลองเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติใหม่ โดยการใช้เหตุใช้ผลมาพิจารณาร่างและและจิตใจของตนเองอย่างจริงจัง จนพบกับความจริงว่า แม้จิตใจของเราเองก็ยังเป็นอนัตตาด้วยเหมือนกัน แล้วพระองค์ก็ได้ทรงทดลองใช้ความรู้เรื่องความเป็นอนัตตาของจิตใจนี้ กับสมาธิมาปฏิบัติร่วมกัน จนทำให้ดับทุกข์ได้อย่างถาวร จึงทำให้พระองค์กลายเป็นพุทธะหรือผู้รู้แจ้ง ในเรื่องการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ที่แท้จริงขึ้นมา และเราก็เรียกพระองค์ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ที่หมายถึง สุดยอดของผู้รู้ หรือผู้ที่มีปัญญาสูงสุด

เมื่อความรู้เรื่องความเป็นอนัตตาของจิตใจมนุษย์ เป็นความรู้ที่ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะกลายเป็นพระพุทธเจ้าได้ ดังนั้นความรู้เรื่องความเป็นอนัตตาของจิตใจเรานี้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่เราจะต้องสนใจศึกษา เพื่อให้เกิดปัญญาสำหรับนำมาใช้ปฏิบัติคู่กับสมาธิ เพื่อดับทุกข์ของจิตใจกันต่อไป

กฎสูงสุดของธรรมชาติ

การที่จะศึกษาเรื่องอนัตตาให้เข้าใจได้นั้น เราจะต้องเข้าใจถึงกฎพื้นฐานหรือกฎสูงสุดของธรรมชาติเสียก่อน คือธรรมชาติของเรานี้ จะมีกฎอยู่กฎหนึ่ง ที่เป็นกฎที่มีอำนาจสูงสุด ที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ รวมทั้งดลบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป ซึ่งกฎนี้ก็คือกฎที่บังคับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ว่า “การที่สิ่งใดจะเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น”  

ความจริงแล้วกฎนี้ก็คือกฎพื้นฐานง่ายๆที่ใครๆก็เข้าใจได้และยอมรับ แต่กฎพื้นฐานง่ายๆนี่แหละ ถ้าเราเอามาพิจารณาให้ดี เราจะสามารถเข้าใจและเห็นแจ้ง ถึงความจริงที่ลึกซึ้งสูงสุดของชีวิตเราได้ ซึ่งความจริงที่ลึกซึ้งสูงสุดของชีวิตนั้นก็คือ ความจริงเรื่องความเป็นอนัตตาของสิ่งหลาย โดยเน้นมาที่ความจริงเรื่องจิตใจของเรานี้เป็นอนัตตา

ก่อนอื่นเราจะต้องทำความเข้าใจกับคำบางคำก่อน เราจึงจะศึกษากฎสูงสุดนี้ได้เข้าใจ ซึ่งก็ได้แก่คำต่อไปนี้

คำว่า เหตุ หมายถึง สิ่งที่มากระทำให้เกิดผล

คำว่า ปัจจัย หมายถึง เหตุย่อยๆ หรือ สิ่งสนับสนุน

คำว่า ผล หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุ

คำว่า เกิด  หมายถึง จากเดิมที่มันไม่มีอยู่ก่อน แล้วจึงมามีขึ้นภายหลัง

คำว่า ดับ (หรือแตกสลาย) หมายถึง จากเดิมที่มันมีอยู่ก่อน แล้วจึงหายไปในภายหลัง

คำว่า ตั้งอยู่ หมายถึง เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วแต่ยังไม่ดับหายไป

คำว่า ปรุงแต่ง หมายถึง การที่ธรรมชาตินำเอาสิ่งต่างๆมารวมหรือผสมกัน แล้วทำให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งนั้นเรียกว่า “สิ่งปรุงแต่ง”

กฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ก็เทียบได้กับพระเจ้า หรือเทพเจ้า ที่เป็นสิ่งสูงสุดของศาสนาที่นับถือพระเจ้าหรือเทพเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด ซึ่งนี่ก็เท่ากับว่าพุทธศาสนาก็มีพระเจ้าด้วยเหมือนกัน แต่มีธรรมชาติหรือกฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้า ที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา ดลบันดาลหรือควบคุมให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไปเมื่อถึงเวลา โดยเฉพาะการเกิดและดับหายไปของความทุกข์ของจิตใจมนุษย์ กับความเดือดร้อนวุ่นวายในโลก หรือสันติภาพหรือความสงบสุขของโลก ก็เป็นไปตามกฎสูงสุดของธรรมชาตินี้ทั้งสิ้น คือถ้าเราปฏิบัติถูกตรงตามหลักในการดับทุกข์ จิตใจของเราก็จะไม่มีทุกข์ แต่ถ้าปฏิบัติผิด จิตใจของเราก็จะเป็นทุกข์ ถ้ามนุษย์ส่วนใหญ่ปฏิบัติผิดคือเห็นแก่ตัวและเบียดเบียนผู้อื่น โลกก็จะมีวิกฤติการณ์ แต่ถ้ามนุษย์ส่วนใหญ่ปฏิบัติถูก คือไม่เห็นแก่ตัว รักผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น โลกก็จะมีสันติภาพ  

อัศจรรย์แห่งการปรุงแต่ง

ถ้าเราจะพิจารณาสิ่งทั้งหลายของธรรมชาติให้ดี เราจะพบว่ามันมีความมหัศจรรย์อย่างมาก แต่เมื่อเราได้พบกับสิ่งที่มหัศจรรย์นั้นบ่อยๆ เราก็จะเห็นว่ามันเป็นของธรรมดาๆไป ซึ่งนี่เองที่ทำให้มนุษย์โง่เขลา ที่มองไม่เห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ทั้งๆที่มันแสดงความมหัศจรรย์ให้เราได้พบเห็นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความมหัศจรรย์นั้นก็คือ การปรุงแต่งของธรรมชาติ

เราลองคิดดูว่ามันน่าแปลกหรือไม่เมื่อธรรมชาติเอาดิน น้ำ ความร้อน และก๊าซ มารวมกันด้วยอำนาจหรือวิธีอะไรที่เราไม่สามารถรู้ได้ (ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เพราะไม่จำเป็น) จนทำให้เกิดเป็นผลแอปเปิล ที่มีรูปร่างและสีสันเช่นนี้ รวมทั้งมีกลิ่นและรสที่เอร็ดอร่อยเช่นนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งนี่คือตัวอย่างของการปรุงแต่งที่น่าอัศจรรย์ของธรรมชาติ ดังนั้นถ้าเราพบว่ามีอะไรเกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย ก็จงรู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุด เพราะมันสามารถสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นมาได้โดยเอาสิ่งอื่นมาสร้าง

ผลแอปเปิลไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆโดยไม่ต้องอาศัย ดิน น้ำ ความร้อน และก๊าซ เพราะกฎของธรรมชาติบังคับไว้ว่า ต้องมีดิน น้ำ ความร้อน และก๊าซที่พอเหมาะสมมาร่วมกันปรุงแต่ง จึงจะเกิดเป็นผลแอปเปิลขึ้นมาได้ คือแต่เดิมยังไม่มีผลแอปเปิล เมื่อมีการเอาดิน น้ำ ความร้อน และก๊าซมาปรุงแต่ง จึงเกิดผลแอปเปิลขึ้นมา เมื่อดิน น้ำ ความร้อน และก๊าซยังคงอยู่ ลักษณะหรือภาวะของความเป็นผลแอปเปิลก็จะยังคงอยู่หรือตั้งอยู่

แต่เมื่อเอาผลแอปเปิลนั้นมาตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกตินานๆ น้ำในผลแอปเปิลนั้นก็จะละเหยออกไปจนหมด และก๊าซก็จะจางหายไป ความร้อนก็หายไป คงเหลือไว้แค่เพียงผงดินแห้งๆนิดหน่อยเท่านั้น ซึ่งนี่ก็คือการแตกสลายหรือดับหายไปของลักษณะหรือภาวะความเป็นผลแอปเปิล

ผลแอปเปิลจะมีต้นแอปเปิลเป็นเหตุ และมี ดิน น้ำ แสงแดด (ความร้อน) และอากาศ (ก๊าซ) เป็นปัจจัยมาร่วมปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา เมื่อดิน น้ำ ความร้อน และก๊าซที่มาปรุงแต่งนั้นยังคงตั้งอยู่ ลักษณะหรือภาวะของผลแอปเปิลก็จะยังมีอยู่ แต่เมื่อดิน น้ำ ความร้อน และก๊าซที่มาปรุงแต่งนั้น แตกแยกกันออกไป ลักษณะหรือภาวะที่เราสมมติเรียกว่าเป็นผลแอปเปิลนั้น ก็จะแตกสลาย หรือดับหายตามไปด้วยทันที

ทุกสิ่งมันเป็นของมันเช่นนั้นเอง

เมื่อเราตั้งใจสังเกตสิ่งต่างๆ อย่างเช่น ผลแอปเปิล หรือร่างกายและจิตใจของเรา เป็นต้น อย่างจริงจัง (คือด้วยสมาธิ) เราก็จะพบกับความจริงที่ซ่อนอยู่ในสิ่งเหล่านั้นว่า “การที่สิ่งใดจะเกิดขึ้นมา มันจะต้องมีเหตุและปัจจัยมาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น เมื่อเหตุและปัจจัยของมันยังตั้งอยู่ สิ่งนั้นก็จะยังคงตั้งอยู่ แต่ถ้าเหตุหรือปัจจัยของมันหายไป สิ่งนั้นก็จะหายไปด้วยทันที

นี่ก็ทำให้เราพบกับความจริงที่สำคัญที่สุดคือ สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นมันไม่ใช่สิ่งนั้นจริงๆ (อนัตตา) อีกอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น มันไม่สามารถตั้งอยู่ในลักษณะหรือสภาพเดิมนั้นได้ตลอดไป เพราะสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นก็ต้องแตกสลายหรือดับหายไปอย่างแน่นอน  (อนิจจัง) รวมทั้งขณะที่สิ่งนั้นมันยังไม่แตกสลายหรือดับหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นก็ดูแล้วไม่น่ารัก ไม่น่ายินดี หรือน่าเบื่อ น่าเอือมละอา ไม่น่ายึดถือ เพราะมันต้องทนประคับประคองเหตุและปัจจัยของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบาก (ทุกขัง) และเมื่อเราเพ่งพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นนานๆ เราก็จะพบกับความสูงสุดอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้นมันเป็นสิ่งว่างเปล่า คือว่างเปล่าจากตัวตนที่แท้จริง (ที่เรียกว่า สุญญตา ที่แปลว่า ความว่าง

เมื่อเราเพ่งพิจารณา (ด้วยสมาธิ) จนเกิดความเข้าใจที่แจ้งชัดเจนขึ้นมาเช่นนี้แล้ว ความรู้อย่างหนึ่งก็จะเกิดขึ้น นั่นก็คือความเข้าใจใน ความเป็นไปของทุกสิ่งทุกอย่างในโลกและแม้ในจักรวาลว่า “ทุกสิ่งมันก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง” คือมันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันตามธรรมชาติ ไม่ได้มีใครหรืออะไรที่วิเศษหรือมีอิทธิฤทธิ์ใดๆมาดลบันดาลให้มันเป็นไป และเมื่อความรู้นี้เกิดขึ้น จิตของเราก็จะหลุดพ้นจากความยึดถือ ในสิ่งทั้งหลายว่าเป็นตัวตน-ของตน  หรือ ตัวเรา-ของเรา (แม้เพียงชั่วคราว) เมื่อจิตหลุดพ้น มันก็จะสงบเย็น (นิพพาน)  ซึ่งนี่ก็คือภาวะที่ รู้ (เกิดปัญญาเห็นแจ้งโลก), ตื่น (หายโง่), และ เบิกบาน (ไม่มีทุกข์) เพราะเกิดความเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า

ร่างกายเป็นอนัตตา

สิ่งที่เราต้องนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรกก็คือร่างกาย โดยร่างกายก็ต้องอาศัยพ่อและแม่เป็นเหตุ และมีอาหาร น้ำ ความร้อน และอากาศบริสุทธิ์ (วัตถุตุ ๔) เป็นปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ เมื่อร่างกายเกิดขึ้นมาแล้วมันก็เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเจริญขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาว และเสื่อมลงเป็นคนแก่ชราอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายร่างกายก็แตกสลายหรือตายไปในที่สุด

 แม้ขณะที่ร่างกายยังไม่ตาย มันก็ยังต้องทนประคับประคองสภาวะความเป็นร่างกายเอาไว้ด้วยความยากลำบาก คือต้องแสวงหาอาหารมาหล่อเลี้ยงร่างกาย ต้องคอยดูและระมัดระวังร่างกายไม่ให้เจ็บป่วยหรือถูกทำร้าย รวมทั้งยังต้องทนต่อความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย และโรคภัยต่างๆมากมาย เป็นต้น อยู่ตลอดชีวิต ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงที่ว่า ร่างของเราและของทุกชีวิตนั้นมันเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวคนของมันเองจริงๆ ที่จะเป็นอมตะหรือตั้งอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไปชั่วนิรันดร

จิตเป็นอนัตตา

จากการที่เราได้ศึกษามาแล้วว่า วิญญาณคือพื้นฐานทำให้เกิดจิตใจขึ้นมา และวิญญาณก็ต้องอาศัยระบบประสาทของร่างกายเพื่อเกิดขึ้นมา ส่วนความรู้สึกก็ต้องอาศัยวิญญาณจึงจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาได้ ส่วนความจำก็ต้องอาศัยของมูลจากเนื้อสมอง มาใช้ในการเทียบเคียงเพื่อให้จำได้  และการคิดหรือพิจารณาก็ต้องอาศัยความจำนั่นเอง มาใช้ในการคิดพิจารณา

อีกอย่าง จิตก็มีการเกิดและดับอยู่เสมอๆ คือเมื่อเราตื่นขึ้นมาก็คืออาการที่จิตได้เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อเวลาเราหลับสนิทและไม่ฝัน ก็คืออาการที่จิตได้ดับไปแล้ว (ส่วนเวลาที่เราหลับและยังฝันอยู่นั้น ก็คือจิตได้เกิดขึ้นมาแล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์) ซึ่งทั้งหมดนี้ก็แสดงถึงความจริงว่า จิตเป็นสิ่งปรุงแต่ง ที่มีลักษณะเป็นอนัตตา คือจิตไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง แต่ถ้าจิตจะเป็นอัตตาหรือตัวตนที่แท้จริงแล้ว มันจะไม่ต้องอาศัยร่างกายหรือสิ่งใดๆเพื่อให้เกิดตัวตนของมันขึ้นมา และมันก็จะต้องเป็นสิ่งที่เที่ยง หรือไม่มีการดับหายไปเลยแม่แต่วินาทีเดียว

ทั้งหมดนี้คือความจริงของจิต ที่เราทุกคนก็รู้สึกได้จริง ซึ่งมันเป็นสิ่งยืนยันว่าจิตของเรานี้มันเป็นแค่เพียงสิ่งปรุงแต่งเท่านั้น มันไม่ใช่ตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร หรือเป็นตัวตนของเราจริงๆ ถึงแม้จิตใดจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม แต่มันก็ยังคงเป็นอนัตตาของมันอยู่วันยังค่ำ

มันไม่มีตัวเราอยู่จริง

เมื่อจิตเป็นอนัตตา ก็แสดงว่า ความรู้สึกที่จิตรู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้ ก็เป็นอนัตตาด้วยเหมือนกัน คือมันก็หมายถึงความจริงว่า ตัวเราไม่ได้มีอยู่จริง คือเมื่อจิตมีและความทรงจำยังมีอยู่ จึงทำให้ความรู้สึกว่ามีตัวเราเกิดขึ้นมาได้ แต่เมื่อจิตไม่มี หรือความทรงจำไม่มี ก็จะทำให้ความรู้สึกตัวว่ามีตัวเราอยู่นี้ ไม่มีตามไปด้วย

เมื่อวิญญาณต้องอาศัยระบบประสาทของร่างกายที่ยังดีอยู่เพื่อเกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อร่างกายตาย วิญญาณก็จะดับหายตามไปด้วย (หรือเกิดขึ้นมาได้) และข้อมูลของความทรงจำในสมองก็จะสูญหายไปด้วย ซึ่งเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จะทำให้คำถามที่เราอยากรู้กันมากว่า จิตหรือวิญญาณของคนที่ตายไปแล้วจะออกไปเกิดใหม่ได้หรือไม่? และเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า รวมทั้งเรื่องเทวดา นางฟ้าและเทพเจ้าทั้งหลาย ที่เป็นสถานที่หรือตัวตนบุคคลตามความเชื่อนั้นมีจริงหรือไม่? เป็นต้นนั้น ไม่มีที่ตั้ง คือไม่อยู่ในฐานะที่จะเป็นไปได้เลย

ถ้าใครยังเชื่อว่าจิตหรือวิญญาณ สามารถออกจากร่างที่ตายไปแล้ว เพื่อไปเกิดใหม่ได้ หรือยังชื่อว่ามีการเกิดใหม่ได้โดยมีอวิชชา หรือกิเลสตัณหา หรือกรรม ไปสร้างจิตหรือวิญญาณใหม่ขึ้นมาเพื่อมารับผลกรรมเก่าก็ตาม ก็แสดงว่ายังยึดติดอยู่ในความเชื่อเรื่องจิตหรือวิญญาณของเรานี้เป็นอัตตา ตามหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่ปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพระพุทธเจ้ามานมนานแล้ว ซึ่งผู้ที่ยังยึดติดในความเชื่อเช่นนี้อยู่ จะไม่สามารถเข้าใจและเห็นแจ้งคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้ และไม่สามารถปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจได้ เพราะยังขาดปัญญาที่เป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์

ธาตุพื้นฐานโลก

การศึกษาเพื่อให้เกิดปัญญาตามหลักของพระพุทธเจ้านั้น พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราศึกษาจากร่างกายและจิตใจของเอง ซึ่ง คือจากร่างกายของเราเองที่ยังไม่ตายนี้ และจากจิตใจของเราเองที่ยังมีสติสัมปฤดีอยู่นี้ (คือรู้สึกตัวดีอยู่ และยังจำอะไรๆได้)

โดยสิ่งทั้งหลายบนโลกของเรานี้ ที่เราสามารถสัมผัสหรือรับรู้ได้นั้นก็สรุปได้ ๒ อย่าง คือ วัตถุ กับ จิตใจ โดยวัตถุก็คือสิ่งที่เราสามารถสัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น และ กาย (คือทางผิวหนังและเนื้อเยื่อของร่างกายทั้งหมด) ซึ่งวัตถุก็ยังแยกได้ ๒ อย่าง คือ วัตถุที่ไม่มีชีวิต กับ วัตถุที่มีชีวิต

วัตถุที่ไม่มีชีวิตนี้ก็ได้แก่พวก ดิน หิน ทราย  น้ำ อากาศ และ โลหะ อโลหะ ไม้ พลาสติก ยาง กระจก เป็นต้น โดยวัตถุทั้งหลายนี้เกิดมาจาก วัตถุธาตุ ๔ อย่างมารวมตัวกัน คือ (๑) ธาตุดิน คือของแข็ง (๒) ธาตุน้ำ คือของเหลว (๓) ธาตุไฟ คือความร้อน และ (๔) ธาตุลม คือก๊าซ

วัตถุธาตุทั้ง ๔ นี้เองที่เป็นธาตุพื้นฐาน ที่ธรรมชาติได้นำมาปรุงแต่ง ให้เกิดเป็นวัตถุและสิ่งของทั้งหลาย  เช่น บ้าน รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้า เป็นต้น รวมทั้งร่างกายคน สัตว์และพืช เป็นต้น ขึ้นมา โดยวัตถุเหล่านี้เราไม่สามารถไปรู้ได้อย่างละเอียด ว่ามันอาศัยเหตุปัจจัยอะไรบ้างมาปรุงแต่งให้มันเกิดขึ้นมา แต่เราอาศัยการพิจารณาด้วยเหตุผลได้ว่า มันต้องอาศัยเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่ง มันจึงเกิดขึ้นมาได้ มันไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้เองลอยๆ และเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็มีความเสื่อมสภาพอยู่ตลอดเวลา และในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว สภาพหรือลักษณะของวัตถุทั้งหลาย ก็ต้องแตกสลายหายไป และวัตถุธาตุทั้ง ๔ ที่มาปรุงแต่ง ก็จะแยกกลับไปเป็นธาตุตามธรรมชาติดังเดิม ซึ่งนี่ก็แสดงถึงความจริงว่า วัตถุทั้งหลายเป็นอนัตตา

ชีวิตคือขันธ์ ๕

 ขันธ์ ๕ หมายถึง หมู่ หรือกลุ่ม หรือส่วน ๕ ส่วน ที่ประกอบเป็นชีวิตของเราขึ้นมา ซึ่งส่วนทั้ง ๕ นั้นก็ได้แก่

๑. รูป คือ ร่างกาย

๒. เวทนา คือ ความรู้สึก

๓. สัญญา คือ การที่จิตจำสิ่งที่รับรู้ได้ 

๔. สังขาร คือ การคิดนึกของจิต 

๕. วิญญาณ คือ การรับรู้ที่เกิดขึ้นตามประสาทของร่างกาย

ขันธ์ทั้ง ๕ นี้สรุปก็คือ ร่างกายกับจิตใจ ที่เรียกว่าเป็นชีวิตของเรา ซึ่งร่างกายก็คือส่วนที่เป็นวัตถุ ส่วนจิตใจนั้นเป็นนามธรรม (คือธรรมชาติที่มีแค่ชื่อ) โดยร่างกายกับจิตใจนี้จะแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันเมื่อใด ก็จะทำให้ชีวิตแตก (คือร่างกาย) ดับ (คือจิตใจ) หายไปด้วยกันทั้งคู่ทันที (คือตาย)

คำว่า จิต จะหมายถึง อาการที่คิดนึก (หรือผู้คิดนึก) ส่วนคำว่า ใจ จะหมายถึง การรับรู้และรู้สึก (หรือผู้รับรู้และรู้สึก) ซึ่งมันก็คือสิ่งเดียวกัน แต่มาเรียกแยกกันตามการทำหน้าที่เท่านั้นเอง ซึ่งเราก็มักจะเรียกรวมๆกันว่า จิตใจ ที่หมายถึง สิ่งที่รู้สึกนึกคิดได้ โดยพื้นฐานที่ทำให้เกิดจิตใจขึ้นมานั้นก็คือวิญญาณ  ซึ่งวิญญาณก็ต้องอาศัยระบบประสาทของร่างกายเพื่อเกิดขึ้นมา ถ้าร่างกายตาย วิญญาณก็จะไม่เกิดขึ้น หรือไม่มี

วิญญาณนี้ทางวิทยาศาสตร์บอกว่า มันก็คือไฟฟ้าอ่อนๆ ที่เกิดขึ้นมาในร่างกายของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายที่ยังไม่ตาย ถ้าร่างกายตาย ไฟฟ้านี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เหมือนแผงโซร่าเซลล์ที่ยังดีอยู่ เมื่อมีแสงแดดมากระทบ ก็จะเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นมาที่แผงโซร่าเซลล์นั้นทันที แต่ถ้าแผงโซร่าเซลล์นั้นเสียหาย แม้จะมีแสงแดดมากระทบ ไฟฟ้าก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัยของมันมีไม่ครบ

ระบบการทำงานของจิตใจมนุษย์

ร่างกายของเราเกิดขึ้นมาจากวัตถุธาตุทั้ง ๔ มาร่วมกันปรุงแต่งให้เกิดขึ้น โดยร่างกายที่ยังดีอยู่ (คือยังไม่ตาย) ของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายนั้น จะมีธาตุพิเศษที่เป็นนามธาตุ เกิดขึ้นมาที่ระบบประสาททั้ง ๖ ของร่างกายได้ (คือที่ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, และใจ) ซึ่งธาตุพิเศษนั้นก็คือ ธาตุวิญญาณ หรือเรียกสั้นๆว่า วิญญาณ ที่แปลว่า การรับรู้ ซึ่งวิญญาณนี้จัดเป็นนามธาตุ คือธาตุที่มีแค่ชื่อ ไม่มีลักษณะเหมือนวัตถุธาตุ

เมื่อสิ่งภายนอก (เช่น รูป เสียง) มากระทบกับระบบประสาทของร่างกายที่ตรงกัน (เช่น ตา หู) ก็จะทำให้เกิดวิญญาณหรือการรับรู้ ขึ้นมาที่ระบบประสาทนั้นทันที (เช่นเกิดการเห็นรูปขึ้นที่ตา เกิดการได้ยินเสียงขึ้นมาที่หู)

เมื่อเกิดการรับรู้ใดขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดการจำสิ่งที่รับรู้นั้นขึ้นมาด้วยทันที เช่น จำได้ว่ารูปที่เห็นนั้นเป็นใคร ชื่ออะไร หรือจำเสียงที่ได้ยินนั้นว่าเป็นเสียงอะไร หรือเสียงของใคร เป็นต้น

เมื่อเกิดการจำสิ่งที่รับรู้ใดขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึก (เวทนา) ต่อสิ่งที่รับรู้และจำได้นั้นขึ้นมาด้วยทันที ซึ่งความรู้สึกนี้ก็มี ๓ อย่าง คือ (๑) สุขเวทนา คือความรู้สึกที่ทนได้ง่าย หรือที่เราเรียกกันว่า “ความสุข” (๒) ทุกขเวทนา คือความรู้สึกที่ทนได้ยาก (๓) อทุกขมสุขเวทนา คือความรู้สึกกลางๆ ที่ไม่มีทั้งสุขเวทนาและทุกขเวทนา

เมื่อเกิดเวทนาขึ้นมาแล้ว ถ้าขณะนี้จิตไม่มีสติปัญญาและสมาธิ ก็จะทำให้อวิชชาเกิดขึ้นมาครอบงำจิตทันที  แล้วก็จะทำให้จิตเกิดการปรุงแต่ง ไปตามอำนาจของอวิชชาทันที คือทำให้เกิดความพอใจในสุขเวทนา, เกิดความไม่พอใจในทุกขเวทนา, เกิดความลังเลใจในอทุกขมสุขเวทนา (คือเกิดกิเลสหรือตัณหาขึ้นมา)

เมื่อจิตเกิดกิเลสขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดอุปาทานหรือความยึดถือว่ามีตัวเรา ที่เป็นผู้มีกิเลสขึ้นมาด้วยทันที

เมื่อจิตเกิดกิเลสขึ้นมา กิเลสก็จะกระทบกับใจ แล้วทำให้เกิดทุกขเวทนาที่รุนแรงขึ้นมาที่ใจทันทีพร้อมกับอุปาทาน ซึ่งทุกขเวทนาที่รุนแรงนี้เอง ที่เรียกว่าเป็นความทุกข์ ตามหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า (คือถ้าพอใจในสุขเวทนา ก็เป็นความทุกข์ซ่อนเร้น ถ้าเป็นความไม่พอใจในทุกขเวทนา ก็เป็นความทุกข์เปิดเผย)

แต่ถ้าขณะที่จิตเกิดเวทนาขึ้นมาแล้ว ถ้าจิตมีสติรู้เท่าทัน สติก็จะดึงเอาปัญญากับสมาธิออกมาหยุดไม่ให้กิเลสเกิดขึ้นมาได้ เมื่อกิเลสไม่เกิดขึ้น อุปาทานก็จะไม่เกิด เมื่ออุปาทานไม่เกิด ความทุกข์ก็จะไม่เกิดขึ้น เมื่อความทุกข์ไม่เกิดขึ้น จิตก็นิพพาน

สรุปได้ว่า ชีวิตของเรานี้ไม่มีอะไร นอกจาก ทุกข์ กับ ไม่ทุกข์ คือถ้าจิตเกิดกิเลส มันก็จะเกิดความทุกข์ ถ้าจิตไม่มีกิเลส มันก็ไม่มีทุกข์ ทีนี้มันก็อยู่ที่ว่า เราจะสามารถทำให้จิตไม่มีความทุกข์ได้หรือไม่เท่านั้น

หลักกรรมของพุทธศาสนา

มีเรื่องที่เราควรรู้อีกเรื่องก็คือ เรื่องกรรมที่เป็นคำสอนในระดับศีลธรรม โดยเรื่องกรรมนี้ก็แยกได้ ๒ อย่าง คือ เรื่องกรรมที่เป็นเรื่องเอามาจากความเชื่อของผู้คนในสมัยพุทธกาล ที่สอนว่าเมื่อเราทำกรรมใดไว้ในชาตินี้ เราจะต้องไปรับผลในชาติหน้า และ เรื่องกรรมที่เป็นของพุทธศาสนาจริงๆที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่สอนเรื่องผลจากการกระทำของเราในปัจจุบัน ซึ่งอธิบายได้ดังนี้ 

คำว่า กรรม  หมายถึง การกระทำด้วยเจตนา  ซึ่งเจตนาในที่นี้ก็คือกิเลส (คือการกระทำด้วยความอยาก  หรือด้วยความยึดถือว่ามีตัวตนผู้กระทำ) คือทุกครั้งที่เราทำอะไรลงไปด้วยกิเลส หรือมีเจตนา (ความจงใจ) ในการกระทำ จะเรียกว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น และจะมีผลเรียกว่า วิบาก (ถ้าเป็นการกระทำที่ไม่ได้ทำด้วยกิเลส ไม่เรียกว่าเป็นกรรม แต่เรียกว่าเป็น กิริยา และมีผลเป็น ปฏิกิริยา อย่างเช่นถ้าเราเดินไปเหยียบมดตายโดยไม่ได้เจตนา ก็เรียกว่าเป็นกิริยา และมีผลคือมดตายเรียกว่าเป็นปฏิกิริยา)

โดยกรรมนี้ก็มีอยู่ ๒ ประเภท อันได้แก่

๑. อกุศลกรรม หรือ กรรมชั่ว  หรือ การกระทำชั่ว ที่เกิดขึ้นทางกาย หรือวาจา หรือใจก็ได้ ซึ่งได้แก่การมีเจตนาในการเบียดเบียนชีวิต, ทรัพย์สิน, และกามารมณ์ของผู้อื่น, และมีเจตนาในการพูดโกหก, คำหยาบ, ส่อเสียด, เพ้อเจ้อ, รวมทั้งการที่เรามีความคิดโลภ (อยากได้สิ่งของของผู้อื่น), ความคิดโกรธ, และการมีความเห็นผิดจากธรรมนองคลองธรรม (เช่นเห็นว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่ทำชั่วกลับได้ดี เป็นต้น)  

๒. กุศลกรรม หรือ กรรมดี  หรือ การกระทำดี  ที่เกิดขึ้นได้ทางกาย หรือวาจา หรือใจก็ได้  อันได้แก่ การมีเจตนาที่จะไม่ทำกรรมชั่วทั้งปวง, การช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์หรือมีความสุขด้วยการให้ทรัพย์หรือสิ่งของบ้าง ให้ความรู้บ้าง ให้ธรรมะบ้าง  ให้โอกาสบ้าง ให้อภัยบ้าง, รวมทั้งการเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ครูอาจารย์, การอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่, การเลี้ยงดูบิดามารดาให้เป็นสุข, การทำหน้าที่การงานที่สุจริต, การปฏิบัติต่อคนรอบข้างอย่างถูกต้อง, และการปฏิบัติสมาธิ เป็นต้น

วิบากคือผลของกรรม

วิบาก หมายถึง ผลของกรรม  คือทุกครั้งที่เกิดกรรม ก็ย่อมที่จะมีวิบากตามมาด้วยเสมอ  ซึ่งวิบากนี้ก็คือผลที่เกิดขึ้นแก่จิตโดยตรง โดยวิบากนี้ก็มีอยู่  ๒ ประเภทตามชนิดของกรรม อันได้แก่

๑. วิบากชั่ว  หรือ ความรู้สึกที่ไม่ดี อันได้แก่ ความทุกข์ใจ ความร้อนใจ ความไม่สบายใจ เป็นต้น (วิบากชั่วนี้เรียกว่า บาป ที่หมายถึง ผลจากการทำความชั่ว)

๒. วิบากดี หรือ ความรู้สึกที่ดี อันได้แก่ ความสุขใจ ความอิ่มเอมใจ ดีใจ สบายใจ เป็นต้น (วิบากดีนี้เรียกว่า บุญ ที่หมายถึง ความสุขจาการทำความดี)

วิบากนี้จะมากเท่าไรและจะตั้งอยู่นานเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าได้ทำกรรมชนิดใด และมีเจตนาในขณะที่ทำมากหรือน้อยเพียงใด  ซึ่งวิบากนี้อาจจะให้ผลในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งจากทั้ง ๓  ช่วงนี้ก็ได้ คือ

๑. ทันทีที่ทำกรรมอยู่  คือเมื่อทำกรรมใดอยู่ก็จะได้รับผลในขณะที่กำลังทำอยู่

๒. เมื่อทำกรรมเสร็จแล้ว  หรือไม่อย่างนั้นก็จะได้รับผลภายหลังจากทำกรรมนั้นเสร็จแล้ว

๓. ต่อจากนั้น  หรือไม่อย่างนั้นก็จะได้รับในเวลาต่อมาอีกก็ได้

สรุปแล้วเรื่องกรรมของพุทธศาสนานี้ก็คือ การสอนเรื่องของจิตใต้สำนึกของเรานี่เอง คือเมื่อเราทำอะไรลงไปด้วยเจตนาแล้ว  จิตใต้สำนึกมันก็จะรู้และจะเกิดความรู้สึกไปตามเจตนาที่ทำนั้นทันที โดยไม่สามารถบังคับได้  คือถ้ามีเจตนาดีจิตก็เป็นสุข แต่ถ้ามีเจตนาชั่วจิตก็เป็นทุกข์ ซึ่งนี่คือผลโดยตรงที่มีผลแน่นอนอย่างไม่มีทางหลีกหนีพ้น ส่วนผลภายนอก อันได้แก่ เมื่อทำดีแล้วก็มีคนมาชื่นชมและให้รางวัลหรือมีชีวิตเจริญรุ่งเรือง หรือเมื่อทำชั่วแล้วถูกติเตียนหรือลงโทษหรือมีชีวิตตกต่ำหรือวิบัตินั้น มันเป็นผลโดยอ้อมที่ไม่แน่นอนเพราะมันขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก อย่างเช่น ถ้าทำดีแล้วไม่มีใครรู้ก็ไม่มีใครมายกย่องหรือให้รางวัล หรือเมื่อทำชั่วแล้วไม่มีใครรู้ก็ไม่ถูกติเตียนหรือลงโทษ เป็นต้น ดังนั้นเราจึงอย่าเอาผลภายนอกนี้มาเป็นผลของกรรม เดี๋ยวจะเกิดความเข้าใจผิดขึ้นมาได้ว่า “ทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่พอทำชั่วแล้วกลับได้ดี” อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจผิดกันอยู่  ซึ่งเรื่องกรรมนี้เป็นเรื่องที่ ไม่ควรสนใจศึกษาสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษา (เป็นเรื่องอจินไตย) เพราะมันเอาแน่นอนไม่ได้และไม่เป็นประโยชน์แก่การดับทุกข์ 

บุญ-บาปคืออะไร?

คำว่า บุญ นี้ความหมายตั้งเดิม หมายถึง  ความบริสุทธิ์ ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า บาป ที่หมายถึง ความ ความชั่วหรือความเลว ซึ่งโดย บุญก็คือความสะอาดหรือบริสุทธิ์ของจิตใจมนุษย์ ที่เกิดจากการที่ไม่มีกิเลสครอบงำ หรือเป็นจิตที่หลุดพ้นจากกิเลส และจิตก็นิพพาน

ส่วนบาปก็คือ การที่จิตเกิดกิเลสขึ้นมาแล้วกิเลสก็สั่งให้กายบ้าง วาจาบ้าง หรือแม้แต่จิตใจเองก็ตาม ทำกรรมต่างๆลงไปด้วยเจตนา ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ซึ่งกิเลสนี้ก็ย่อมที่จะทำให้จิตเกิดอุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่นว่ามีตนเองเป็นผู้ทำกรรมขึ้นมา  เมื่อจิตทำกรรมใดลงไปแล้ว ก็ย่อมที่จะเกิดวิบากหรือผลขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นวิบากดีหรือวิบากชั่วก็ตาม (วิบากดีก็คือความสุขใจ อิ่มใจ ส่วนวิบากชั่วก็คือความทุกข์ใจ ร้อนใจ) และเมื่อจิตมีอุปาทาน จิตก็ย่อมที่จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาด้วยเสมอ (คือวิบากดีก็ทำให้เกิดทุกข์ซ่อนเร้น ส่วนวิบากชั่วก็ทำให้เกิดทุกข์เปิดเผย) ซึ่งนี่ก็คือความหมายของคำว่าบุญและบาป ที่เป็นความหมายดั้งเดิม ที่เป็นความหมายของคำสอนในระดับปัญญาชน

แต่ความหมายของคำว่าบุญและบาปสมัยนี้เปลี่ยนไป คือคำว่าบุญกลับหมายถึง การทำความดีและมีผลดี (คือมีความสุขใจอิ่มใจจากการทำกรรมดี) เท่านั้น ส่วนบาปก็หมายถึง การทำความผิดหรือความชั่ว แล้วมีผลไม่ดีหรือผลชั่ว (คือมีคามทุกข์ใจ ร้อนใจ) เท่านั้น ซึ่งนี่คือความหมายของคำว่าบุญ-บาปในระดับศีลธรรม ดังนั้นเมื่อพบคำว่า บุญ-บาป เราก็ต้องแยกแยะให้ออกว่าเป็นคำสอนระดับใด จะได้ไม่เข้าใจสับสน  

การเวียนว่ายตายเกิดของพุทธศาสนา

พุทธศาสนาก็มีคำสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดด้วยเหมือนกัน แต่ไม่ใช่การเวียนว่ายตายเกิดทางร่างการเหมือนคำสอนของศาสนาพราหมณ์ โดยการเวียนว่ายตายเกิดของพุทธศาสนานี้ หมายถึง การเวียนว่ายตายเกิดทางจิตใจ คือพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า โลกก็คือกายนี้ แล้วจิตก็มาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกายนี้

คำว่า วัฎฎะสงสาร แปลว่า การเวียนเป็นวงกลม คือเป็นอาการของจิตใจมนุษย์ ที่เกิดการเวียนวนเป็นวงกลม คือเมื่อจิตเกิดกิเลส กิเลสก็จะผลักดันให้จิตทำกรรม เมื่อทำกรรมใดลงไปแล้วก็ย่อมที่จะเกิดวิบาก เมื่อได้รับวิบากดี (คือความสุข) ก็จะทำให้จิตเกิดกิเลสประเภทบวก คืออยากได้วิบากดี (คือความสุข) อีก แล้วจิตก็จะทำกรรมดีต่อไปอีกเพื่อหวังจะได้วิบากดีอีก หรือเมื่อจิตทำกรรมชั่วลงไปแล้วได้รับวิบากชั่ว (คือทุกข์ใจ ร้อนใจ) จิตก็จะเกิดกิเลสประเภทลบ คือไม่อยากได้วิบากชั่วนั้นอีก แต่จิตก็ยังเกิดความอยากได้วิบากดีอยู่อีก ดังนั้นจิตก็ยังจะเกิดกิเลสแระเภทบวกต่อไปเพื่อหวังจะได้วิบากดีอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป ตลอดทั้งวันและตลอดทั้งชีวิต

การเวียนว่ายตายเกิดตามอำนาจของกิเลสนี่เอง ที่ทำให้เกิดความทุกข์ ตามที่พระพุทธเจ้าสอน และผลจากการเวียนว่ายตายเกิดก็คือ ความทุกข์ คือเมื่อเกิดวิบากดี ก็เกิดความทุกข์ซ่อนเร้น แต่ถ้าเกิดวิบากชั่ว ก็เกิดความทุกข์เปิดเผย

พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเอาไว้ว่า “การเกิดทุกทีเป็นทุกทุกข์ที เมื่อไม่เกิดก็จะไม่ทุกข์” ซึ่งการไม่เกิดนั้นก็คือขณะที่จิตของเรามีสติปัญญาและสมาธิพร้อม ซึ่งก็จะทำให้กิเลสดับหายไปหรือไม่เกิดขึ้น เมื่อจิตไม่มีกิเลส กรรมก็จะไม่เกิด เมื่อไม่มีกรรมก็จะไม่มีวิบาก และไม่มีอุปาทานพร้อมทั้งความทุกข์ ซึ่งเมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะนิพพาน (สงบเย็น) ซึ่งนี่ก็คือ การทำลายหรือการหักวัฎฎะสงสาร หรือการตัดกรรม หรือการหมดกรรม หรือการหยุดการเวียนว่ายตายเกิด แล้วก็บรรลุ (เข้าถึง) นิพพาน ที่แท้จริง

นรก-สวรรค์ของพุทธศาสนา

ในพระไตรปิฎกของพุทธศาสนาปัจจุบันนั้น จะมีคำสอนเรื่องนรก สวรรค์ เทวดา นางฟ้า เปรต อสุรกาย (ผี) ยักษ์ เป็นต้น อยู่มากมาย ซึ่งนี่เป็นคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ที่ปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนระดับศีลธรรมของพุทธศาสนามาช้านานแล้ว ซึ่งคำสอนเหล่านี้ ถ้ามองในในมุมมองของบุคคลในระดับชาวบ้าน ก็จะมองว่าเป็นสถานที่และบุคคล อย่างที่ชาวพุทธทั่วๆไปในปัจจุบันเชื่อกันอยู่ ตามหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์

แต่สำหรับมุมมองของปัญญาชานแล้ว จะมองต่างออกไป คือจะมองว่า นี่เป็นการสอนธรรมระดับสูง โดยการเอาธรรมะมาสมมติเป็นสถานที่และบุคคล เพื่อเอาไว้สอนคนมีปัญญา อย่างเช่นคำสอนที่ว่า “คนดีเมื่อตายไปแล้วย่อมบันเทิงบนโลกสวรรค์ ส่วนคนชั่วตายไปย่อมพินาศในนรก” ซึ่งก็หมายถึงว่า เมื่อเราทำความดีเมื่อใด จิตของเราก็จะเปลี่ยนไปเป็นเทวดา ที่หมายถึง คนที่มีแต่ความสุขโดยไม่ต้องลำบากายทันที แต่ถ้าเราทำความผิดหรือชั่วเมื่อใด จิตของเราก็จะเปลี่ยนไปเป็นสัตว์นรก ที่มีแต่ความทุกข์ใจ หรือร้อนใจอย่างยิ่งขึ้นมาทันที เป็นต้น ซึ่งนี่ก็คืออุบายในการสอนธรรมะระดับของ ที่ดูผิวเผินก็จะดูเหมือนกับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ แต่ความหมายกลับเป็นคำสอนที่ลึกซึ้งของพุทธศาสนา (เหตุที่ต้องมีคำสอนเช่นนี้ก็เพื่อให้ศาสนาพราหมณ์ในยุคนั้นยอมรับ เพื่อที่จะได้ไม่ถูกพราหมณ์ที่มีอำนาจอยู่ในยุคนั้น ทำร้ายหรือกำจัดผู้ที่สอนเรื่องจิตเป็นอนัตตา ตามที่เราได้ศึกษากันมาแล้ว เรื่องการประยุกติคำสอนของพุทธศาสนาเพื่อความอยู่รอด)

ภาษาคน-ภาษาธรรม

การที่เราจะอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกให้เกิดความเข้าใจได้อย่างถูกต้องนั้น เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้ให้เข้าใจเสียก่อน ถ้าเรายังไม่เข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้อย่างถูกต้อง ถึงเราจะอ่านพระไตรปิฎกมาอย่างมากมายสักเท่าใดก็ตาม เราก็จะไม่เกิดความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธองค์ที่อยู่ในพระไตรปิฎกได้ ซ้ำจะยิ่งทำให้เกิดความสับสนมากขึ้นได้ เพราะยิ่งอ่านก็จะยิ่งพบความขัดแย้งของคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ถ้าเราเข้าใจเรื่องภาษาคน-ภาษาธรรมนี้อย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะอ่านพระไตรปิฎกได้อย่างเข้าใจ

โดยคำสอนในพระไตรปิฎกนั้น นั้นจะมีวิธีการสอนผู้คนอยู่  ๒ ลักษณะ  คือ

๑. ธัมมาธิษฐาน      คือสอนโดยแสดงตัวธรรมะล้วนๆ

๒. ปุคคลาธิษฐาน    คือสอนโดยยกตัวตนบุคคลมาเป็นธรรมะ

ธัมมาธิษฐานนั้นเป็นการสอนธรรมระดับสูงแก่บุคคลที่เริ่มเข้าใจธรรมะแล้ว ให้เข้าใจธรรมะยิ่งขึ้น เช่น สอนเรื่องธาตุ  ขันธ์  อายตนะ  และอริยสัจ    เป็นต้น  ซึ่งเราจะเรียกว่า ภาษาธรรม เพราะเป็นการแสดงแต่เนื้อหาธรรมะที่ลึกซึ้งล้วนๆ

ส่วนการสอนศีลธรรมแก่บุคคลที่ยังไม่รู้ธรรมะนั้น จะใช้การสอนอย่างปุคคลาธิษฐาน   คือเอาตัวธรรมะมาสมมติว่าเป็นบุคคลหรือสถานที่ต่างๆ แล้วแต่งให้เป็นเรื่องราวโดยให้มีหลักธรรมะอยู่ด้วย ซึ่งเราจะเรียกว่า ภาษาคน เพราะสอนเหมือนศาสนาพราหมณ์ที่สอนว่ามีตัวตนบุคคลเหล่านั้นอยู่จริง  ซึ่งภาษาคนที่พบบ่อยๆก็ได้แก่คำต่อไปนี้

โลก หมายถึง      ความทุกข์ หรือสิ่งที่เรายึดถือกันอยู่

ชาติ หมายถึง การเกิดทางจิตใจ

ตาย-เกิด  หมายถึง การที่จิตเปลี่ยนจากสภาวะหนึ่งแล้วมาเป็นอีกสภาวะหนึ่ง

สวรรค์ หมายถึง จิตที่มีแต่ความสุขใจอิ่มใจ

นรก หมายถึง จิตที่กำลังเร่าร้อนเหมือนถูกไปเผา เพราะทำผิดหรือชั่วเอาไว้มาก

พรหมโลก หมายถึง จิตที่กำลังมีความสุขจากสมาธิ

เทวดา หมายถึง จิตที่กำลังมีความสุขใจ อิ่มใจ จากกามารมณ์,วัตถุสิ่งของ, เชื่อเสียงเกียรติยศ

นางฟ้า หมายถึง ความสุขชนิดต่างๆของเทวดา

มนุษย์ หมายถึง จิตที่เบื่อๆอยากๆเพราะมีทั้งความสุขใจและความทุกข์กายปนกันอยู่

ยักษ์ หมายถึง จิตที่กำลังมีความโกรธ พร้อมที่จะทำร้ายผู้อื่นได้

มาร หมายถึง สภาวะจิตฝ่ายต่ำ (หรือกิเลส) ที่มาทำลายล้างสภาวะที่ดี (ความหลุดพ้น) ให้หายไป

อบายภูมิ หมายถึง ระดับจิตที่ไม่มีความเจริญ ไม่มีความสุขใจ อันได้แก่ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน

สัตว์เดรัจฉาน หมายถึง จิตที่กำลังโง่อย่างไม่สมควรจะโง่

อสุรกาย (ผี) หมายถึง จิตที่กำลังขลาดกลัวหรือไม่กล้าหาญ

เปรต หมายถึง จิตที่กำลังหิวหรือกำลังมีอยากอยู่ด้วยกิเลส

สัตว์นรก หมายถึง จิตที่กำลังเร่าร้อนทรมานอย่างยิ่ง (ร้อนใจ ทุกข์ใจมาก)

สัตว์ หมายถึง จิตที่ยังข้องติดอยู่ในโลก (ในกามคุณ ๕)

ยมบาล หมายถึง กฎอันเฉียบขาดของธรรมชาติ

วัฏฏะสงสาร หมายถึง จิตที่วนเวียนอยู่ในกิเลส-กรรม-วิบาก

นิพพาน หมายถึง จิตที่สงบเย็น เป็นต้น

เมื่อเราพบกับคำสอนในระดับศีลธรรมบางเรื่องที่มีอยู่มากมายในพระไตรปิฎก  ที่ดูแล้วเหมือนกับคำสอนของศาสนาพราหมณ์ เราก็ต้องแยกความหมายเหล่านั้นให้เป็นของพุทธเสียก่อน มิฉะนั้นเราอาจจะเข้าใจผิด คือคิดว่าพุทธก็สอนเหมือนกับพราหมณ์ คือสรุปง่ายๆว่า คำสอนของพุทธแท้ๆนั้นจะอยู่ในจิตของตัวเราเองทั้งสิ้น คือเป็นสิ่งที่เราจะสามารถรู้สึกได้จริงในปัจจุบัน ซึ่งเป็นคำสอนที่ลึกซึ้ง แต่ถ้าเป็นคำสอนไกลตัว ที่เราไม่สามารถรู้สึกได้จริงในปัจจุบัน ที่ดูผิวเผินจะเป็นเรื่องสถานที่ หรือตัวตนบุคคล จะไม่ใช่คำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า แต่เป็นคำสอนที่ผสมหรือปลอมปนเข้ามาใหม่ ซึ่งเราก็ต้องนำมาตีความให้เป็นคำสอนของพุทธศาสนาเสียก่อน เราจึงจะพบคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ซ่อนอยู่ในคำสอนเหล่านั้นได้  

เกิดมาทำไม?

สำหรับผู้ที่เข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตแล้วว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริง” ก็จะเข้าใจได้ว่ามันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆมาเกิดตามที่เชื่อกันอยู่เลย ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วและรู้สึกว่าเป็นตัวเรานี้ มันเป็นแค่เพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาจากเหตุและปัจจัยโดยธรรมชาติเท่านั้น และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องมีหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติตามที่ธรรมชาติกำหนดมา ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ธรรมชาติกำหนดมา เขาก็จะต้องได้รับผลเป็นความทุกข์ทางใจและความเดือดร้อนทางกาย แต่ถ้าใครปฏิบัติหน้าที่ตามที่ธรรมชาติกำหนดมาได้อย่างถูกต้อง เขาก็จะไม่มีความทุกข์ทางใจและไม่มีความเดือดร้อนทางกาย ซึ่งหน้าที่ของคนเรานั้นก็สรุปอยู่ที่ การดูแลรักษาร่างกายไม่ให้เกิดความทรมาน และดูแลรักษาจิตใจไม่ให้เกิดความทุกข์

หน้าที่ในการดูแลรักษาร่างกายนั้นก็สรุปอยู่ที่ การแสวงหาปัจจัย ๔ มาบริหาร่างกาย และการดูแลร่างกายไม่ให้ได้รับความทรมาน ซึ่งก็หมายถึงการเรียนของเด็ก, การทำหน้าที่และการงานของผู้ใหญ่, การแสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้เอาตัวรอดในสังคมและโลก, การออกกำลังกาย, การป้องกันหรือระวังโรคและภัยที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย, การรักษาโรคและภัยที่เกิดขึ้นกับร่างกายแล้ว, และการดูแลรักษาครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลกให้มีความสงบสุข, รวมทั้งการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมไม่ให้เสียหาย ซึ่งเมื่อเราได้ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาร่างกายอย่างถูกต้องและครบถ้วนแล้ว เราก็จะได้รับผลที่ดี คือมีความสุขสบายของร่างกาย และมีความทุกข์ทรมานของร่างกายน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นสิ่งตอบแทน

แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาร่างกายให้ถูกต้อง เช่น ไม่ออกกำลังกาย, เอาสารเคมีเป็นพิษหรือสิ่งเสพติดเข้าสู่ร่างกาย, ไม่ระวังหรือป้องกันโรคและภัยที่จะเกิดขึ้นกับร่างกาย, ไม่รักษาโรคและภัยที่เกิดกับร่างกายแล้ว, ไม่เรียนหนังสือ, ไม่ทำหน้าที่การงาน, ไม่แสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้เอาตัวรอดในสังคมและโลก, ไม่ดูแลบุคคลในครอบครัว, ไม่ดูแลสังคม, ไม่ดูแลประเทศชาติ, ไม่ดูแลโลก, และไม่ดูแลรักษาสภาพแวดล้อม เราก็จะได้รับผลที่เลวร้าย คือมีความทุกข์ทรมานของร่างกายมาก เป็นสิ่งตอบแทน

ส่วนหน้าที่ในการดูแลรักษาจิตใจนั้นก็สรุปอยู่ที่ การแสวงหาความรู้ในเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจ และการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ซึ่งการแสวงหาความรู้ในเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจนี้ก็คือ การศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตอย่างที่เรากำลังศึกษากันอยู่นี้ ส่วนการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบันนั้นก็คือ การปฏิบัติโดยใช้ปัญญาและสมาธิมาทำงานร่วมกัน โดยมีศีลธรรมเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว เพื่อให้ความทุกข์ของจิตใจที่กำลังเกิดอยู่ให้ดับหายไป (แม้เพียงชั่วคราว) และเพื่อทำลายต้นตอของความทุกข์ ที่มีอยู่ในจิตใต้สำนึกให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร เพื่อที่ความทุกข์จะได้ไม่กลับมาเกิดกับจิตใจของเราอีกอย่างถาวรหรือตลอดชีวิต

ถ้าเราสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาจิตใจนี้ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน เราก็จะได้รับผลเป็นความไม่มีทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน (ทั้งอย่างชั่วคราวและถาวร) แต่ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาจิตใจนี้อย่างถูกต้องและครบถ้วน เราก็จะได้รับผลเป็นความทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน

สรุปได้ว่า เราเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ หน้าที่จึงจัดเป็นสิ่งสูงสุดของชีวิต ถ้าเราไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องและครบถ้วน เราก็จะถูกธรรมชาติลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อนแก่ร่างกาย และเกิดความทุกข์แก่จิตใจ แต่ถ้าเราปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน เราก็จะได้รางวัลจากธรรมชาติ คือความปกติสุขของร่างกาย และความสงบเย็นของจิตใจทั้งอย่างชั่วคราวและถาวรหรือตลอดชีวิต

เราคืออะไร?

เราคือสิ่งที่มีชีวิตชนิดหนึ่งของโลก ที่ธรรมชาติได้นำเอาดิน น้ำ ไฟ ลม มาปรุงแต่งหรือสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นร่างกาย ที่มีจิตใจหรือความรู้สึกนึกคิดได้ขึ้นมา แต่เพราะร่างกายเป็นสิ่งปรุงแต่ง จึงทำให้ในที่สุดไม่ช้าก็เร็ว ร่างกายทั้งหลายต้องแตกสลายหรือตายไป ดังนั้นเพื่อให้มีร่างกายเกิดขึ้นมาสืบต่อเอาไว้ จะได้ไม่สูญพันธุ์ไปจากโลก ธรรมชาติจึงได้มอบสัญชาติญาณที่เป็นความรู้ว่ามีตัวเอง เอาไว้ให้แก่จิตใต้สำนึกของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย เพื่อให้สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายจะได้มีความรู้สึกว่ามีตัวเอง เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวเอง ก็จะได้รักตัวเอง และเมื่อรักตัวเอง ก็จะได้พยายามเอาตัวรอดและสืบเผ่าพันธุ์เอาไว้

จิตของเด็กที่เพิ่งเกิดใหม่ทุกคนจะยังบริสุทธิ์เหมือนกันหมด คือยังไม่มีกิเลส ไม่มีความยึดถือว่ามีตัวเอง จะมีก็เพียงสัญชาติญาณที่เป็นความรู้ว่ามีตัวเอง ที่ธรรมชาติมอบให้ไว้ เพื่อทำให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งนี่ก็หมายถึงว่า มนุษย์ทุกคนในโลกคือคนๆเดียวกัน เพราะมีจุดกำเนิดเดียวกัน คือมาจากจิตที่ว่างเหมือนกัน แต่ว่ามาแตกต่างกันในภายหลัง ตามเหตุตามปัจจัยที่แวดล้อมเท่านั้น และสุดท้ายก็ต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้น คือว่างเปล่าด้วยกันหมดทุกคน

เมื่อมาพิจารณาที่ชีวิตของเราที่มี “ความรู้สึกว่ามีตัวเรา” นี้ เราก็จะพบว่า จิตใจมันก็อยากได้ความสุข เมื่อสิ่งใดมันให้ความสุข เราก็จะเกิดความรักหรือความพอใจ (ที่เรียกว่าเป็นกิเลส) และมีความผูกพันกับสิ่งนั้น ซึ่งสิ่งที่เรารักและผูกพันมากที่สุดก็คือชีวิตของเรา อันได้แก่ร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกว่าเป็นตัวเรานี้ ส่วนสิ่งที่เรารักและผูกพันรองลงมาก็คือบุคคลและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราทั้งหลาย และเมื่อเกิดความรักและความผูกพันกับสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาแล้ว ก็จะเกิดความยึดถือสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นตัวเรา-ของเราขึ้นมาด้วย

แต่สิ่งที่เป็นตัวเรา-ของเราทั้งหลาย ที่เราได้ยึดถือเอาไว้นี้ มันไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ดังนั้นมันจึงมีความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแตกดับอยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายไม่ช้าก็เร็ว สิ่งที่เราได้ยึดถือเอาไว้นั้น มันก็ต้องแตกหรือดับไปอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อสิ่งที่เรายึดถือเอาไว้นั้น มันได้เปลี่ยนแปลงไปหรือแตกดับไปตามธรรมชาติของมัน (คือร่างกายแก่ เจ็บ ป่วย หรือพิการ หรือน่าเกลียดน่าชัง หรือกำลังจะตาย และสิ่งหรือคนที่เรารักได้จากเราไป หรือเมื่อเราอยากจะได้สิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น) เราก็จะเกิดความไม่พอใจ (หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น) อย่างรุนแรง ที่เรียกว่าความเศร้าโศกหรือเสียใจขึ้นมาทันที รวมทั้งเมื่อเราต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่เราเกลียดหรือกลัว เราก็จะเกิดความไม่พอใจและความเศร้าโศก อย่างรุนแรงขึ้นมาทันทีด้วยเหมือนกัน

อีกทั้งสิ่งที่เราได้ยึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเราเอาไว้นั้น มันก็ยังต้องทนประคับประคองสภาพการปรุงแต่งของมันเอาไว้ด้วยความยากลำบาก ซึ่งก็เท่ากับว่าสิ่งที่เราได้ยึดถือเอาไว้นั้นมันเป็น “ของหนัก” หรือมี “สภาวะที่ต้องทน” อยู่แล้วตามธรรมธรรมชาติ ดังนั้นเมื่อเราไปยึดถือหรือแบกเอาเอาสิ่งที่หนักเอาไว้ จึงทำให้จิตของเราเกิดความรู้สึกหนักหรือความรู้สึกที่ทนได้ยากที่รุนแรงขึ้นมาด้วย คือร่างกายทั้งของเราและของคนที่เรารักนั้น ก็ต้องดูแลรักษาเอาไว้ด้วยความยากลำบาก เพราะมันมีทั้งความร้อน ความหนาว ความหิว ความกระหาย และโรคร้ายต่างๆ รวมทั้งยังมีการเบียดเบียนจากคนและการทำร้ายจากสัตว์ เป็นต้น ที่คอยทำให้ร่างกายต้องเจ็บปวดหรือมีความทรมานอยู่ตลอดเวลา เมื่อเรามายึดถือร่างกายที่เป็นของหนักนี้เอาไว้ จึงทำให้จิตใจของเรานี้ เกิดความรู้สึกหนักหรือเครียดหรือความไม่พอใจ ที่เป็นความทุกข์อยู่เสมอๆ

ยังไม่เท่านั้น ถ้าคนที่เรารักนั้นมียังมีนิสัยหรือพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือน่าเกลียดอยู่ด้วย เช่น เป็นคนใจร้าย ชอบลักขโมยหรือคดโกง เจ้าชู้ ใจง่าย หรือเป็นคนชอบพูดโกหก หยาบคาย เสียดสี และเพ้อเจ้อ หรือเป็นคนเห็นแก่ตัว ดื้อรั้น ว่ายากสอนยาก ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เกียจคร้าน โง่เขลา เอาแต่ใจ ไม่อดทน ชอบเที่ยวเตร่ ชอบเล่นการพนัน ติดสุราหรือสิ่งเสพติดต่างๆ ติดการเล่นต่างๆ ไม่ชอบการเรียนรู้ ไม่ชอบทำหน้าที่การงาน ไม่รักสามีหรือภรรยาหรือพ่อแม่พี่น้องหรือญาติ ไม่รักประเทศชาติบ้านเมือง ไม่รักษาความสะอาด ไม่รักษาสภาพแวดล้อม เป็นต้น ก็จะทำให้เราเกิดความเครียดหรือความไม่พอใจ หรือความหนักใจ หรือความวิตกกังวลใจ หรือความห่วงใย ที่เป็นความทุกข์อยู่เสมอๆ และยิ่งถ้าคนที่เรารักได้กระทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำสิ่งที่ไม่ดีเข้าแล้วถูกจับได้หรือถูกลงโทษ ก็จะยิ่งทำให้เราเกิดความเครียดหรือความไม่พอใจ ที่เป็นความทุกข์ที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

แต่ถ้าเรามีปัญญาที่เข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตแล้วว่า สิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นตัวเรา-ของเรานั้น มันไม่ได้เป็นตัวตนที่แท้จริงตามที่สมมติกันขึ้นมาเลย บวกกับเราก็มีสมาธิจากการที่ได้เคยฝึกมาแล้วด้วย และเราก็มีสติคอยระลึกถึงปัญญานี้อยู่เสมอๆด้วยสมาธิ ก็จะทำให้จิตของเราเกิด “ความเบื่อหน่าย” ต่อสิ่งที่เราได้ยึดถือเอาไว้นั้น เพราะมองเห็นความไม่เที่ยงหรือความไม่ถาวร และมีสภาวะที่ต้องทนอยู่ด้วยความยากลำบากของมัน เมื่อจิตเกิดความเบื่อหน่าย มันก็จะคลายความพอใจและไม่พอใจในสิ่งที่ได้ยึดถือเอาไว้นั้นลงทันที (คือกิเลสจะระงับหรือดับลงแม้เพียงชั้วคราว) เมื่อจิตไม่มีกิเลส ก็จะทำให้จิต “ปล่อยวาง” ความยึดถือในสิ่งทั้งหลายว่าเป็นตัวเรา-ของเราลงทันที เมื่อจิตปล่อยวางความยึดถือว่ามีตัวเรา-ของเราลง จิตมันก็จะกลับมาเป็นจิตเดิมแท้ ที่บริสุทธิ์ตามธรรมชาติของมัน เหมือนตอนที่เพิ่งเกิดมาใหม่ๆ ที่มีความสงบเย็น สดชื่น ปลอดโปร่ง แจ่มใส เบาสบาย อยู่ด้วย ซึ่งนี่คือสภาวะของจิตขณะที่ไม่มีความทุกข์ 

วิธีสร้างสันติตามแนวทางพุทธศาสนา

หลักความรู้เรื่องความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงนี้ นอกจากจะนำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจมนุษย์ได้แล้ว ยังนำมาใช้สร้างสันติภาพให้แก่โลกได้อีกด้วย คือสาเหตุที่โลกมีแต่วิกฤตการณ์ ก็เป็นเพราะมนุษย์ถูกสัญชาติญาณแห่งความมีตัวตน (คือความรู้ว่ามีตัวเอง) ครอบงำ จึงทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเองขึ้นมา เมื่อมีความรู้สึกว่ามีตัวเอง จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงๆขึ้นมา, เมื่อมีความเข้าใจผิดว่ามีตัวเองอยู่จริงๆ ก็จึงทำให้มนุษย์มีความเห็นแก่ตัว, และเมื่อมีความเห็นแก่ตัว จึงทำให้เกิดความโลภ (อยากได้สิ่งของของผู้อื่นมาเป็นของตน) และโกรธ (อยากทำลายสิ่งที่ไม่น่าพอใจ), อันส่งผลทำให้เกิดการเบียดเบียนทั้งมนุษย์สัตว์และป่าไม้ขึ้นมาอย่างมโหฬาร รวมทั้งยังทำลายทรัพยากรและพลังงานของโลกให้หมดสิ้นไปอย่างมโหฬาร และทำลายสิ่งแวดล้อมให้เสียหาย รวมทั้งยังสร้างมลภาวะให้แก่โลกอย่างมากมาย  จนทำให้โลกมีแต่วิกฤติการณ์ทั้งทางสังคม และทางสภาพแวดล้อมเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย แล้วก็ทำให้สันติภาพของโลกหายไปอย่างเช่นในปัจจุบัน

ส่วนวิธีสร้างสันติภาพโดยใช้ปัญญานั้น ก็ทำได้โดยการเผยแพร่ให้มนุษย์ มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ถึงเรื่องความจริงสูงสุดของชีวิตว่า “มันไม่ได้มีตัวตนของเราหรือของใครๆอยู่จริง ถ้าใครมายึดถือว่าเป็นตนเองจริงๆ ก็จะทำให้จิตใจเป็นทุกข์และทำให้ชีวิตเดือดร้อน รวมทั้งทำให้โลกเกิดวิกฤตการณ์ และอาจทำให้โลกพินาศได้ ถ้ามนุษย์ยังไม่มีความรักและความเมตตาต่อกัน” เมื่อมนุษย์เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเช่นนี้แล้วก็จะทำให้ “ความเห็นแก่ตัว” ลดน้อยลง, แล้วความโลภและโกรธก็จะลดน้อยลง, แล้วการเบียดเบียนมนุษย์สัตว์และป่าไม้ก็จะลดน้อยลง รวมทั้งการทำลายทรัพยากรและพลังงานและสิ่งแวดล้อมก็จะลดน้อยลง และเมื่อการเบียดเบียนกันลดน้อยลง ก็จะทำให้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์สัตว์และป่าไม้ รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมก็จะเกิดขึ้นมาแทน เพราะมนุษย์มีความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์รวมทั้งพืชทั้งหลายด้วยความจริงใจ และเมื่อการเบียดเบียนกันลดน้อยลง รวมทั้งมีการช่วยเหลือกันมากขึ้น วิกฤตการณ์ต่างๆของโลกก็จะลดน้อยลง และเมื่อวิกฤตการณ์ต่างๆลดน้อยลงมากๆ สันติภาพก็จะกลับคืนมาได้หลังจากที่ได้สูญเสียมันไป

สรุปวิธีพิจารณาให้เกิดปัญญา

พระพุทธเจ้าได้ทรงสรุปวิธีการศึกษาให้เกิดปัญญาเอาไว้ว่า ให้เรานำเอาขันธ์ ๕ หรือ ร่างกายกับจิตใจของเรานี้ มาพิจารณาว่า มันอาศัยเหตุปัจจัยอะไร มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับหายไป จนเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัด ถึงความเป็นอนัตตาของร่างกายกับจิตใจ ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดขึ้นมาว่า “มันไม่มีตัวเราและตัวตนของใครๆรวมทั้งของสิ่งใดๆอยู่จริง” ซึ่งนี่ก็คือการเกิดปัญญาขั้นเข้าใจขึ้นมาแล้ว

เมื่อเราเกิดความเข้าใจอย่างแจ้งชัดแล้วว่า “มันไม่มีตัวเราอยู่จริง” ที่เป็นความเข้าใจอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมชาติแล้วก็ตาม (คือมีปัญญาหรือวิชชาแล้วแล้วก็ตาม) แต่จิตใต้สำนึกของเรามันจะยังไม่ยอมรับ เพราะจิตใต้สำนึกของเรา มันยังมีนิสัยหรือความเคยชินของอวิชชาและกิเลส ที่ครอบงำจิตของเราอยู่อย่างแรงกล้า ดังนั้นเมื่อใดที่จิตของเราไม่มีสมาธิ ก็จะทำให้อวิชชาและกิเลส กลับมาเกิดได้อีก อย่างง่ายดายและรุนแรงเหมือนเดิม

ดังนั้นเราจึงต้องมีการหมั่นฝึกฝนจิต ให้มีสมาธิอยู่เสมอๆจนเป็นนิสัย รวมทั้งต้องมีการหมั่นพิจารณาขันธ์ ๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ความสุขที่เราลุ่มหลงอยู่ ที่สร้างปัญหาให้กับชีวิตของเราและโลกอย่างยิ่งนี้ ถึงความเป็นอนิจจัง (ไม่เที่ยง) ทุกขัง (มีสภาวะที่ต้องทนอยู่อย่างยากลำบาก) และอนัตตา (คือไม่ใช่ตัวตนของใครหรือของสิ่งใดจริง) อยู่เสมอให้มากจนเป็นนิสัยที่ยิ่งกว่านิสัย เพื่อให้จิตมีความแหลมคมสามารถตัดกิเลสได้อย่างรวดเร็ว 

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “บุคคลจะล่วงพ้นความทุกข์ได้เพราะความเพียร” คือต้องมีความเพียรหรือความพยายามในการปฏิบัติปัญญา ศีล และสมาธิอยู่เสมอๆ จึงจะหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ ถ้ามีปัญญาเพียงอย่างเดียว แล้วไม่มีความเพียรในการฝึกสมาธิ หรือมีสมาธิแล้วไม่นำปัญญากับสมาธิมาปฏิบัติร่วมกันอย่างต่อเนื่องจริงจัง ก็จะยังไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ได้จริง 

สรุปการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน

เมื่อเราได้ศึกษามาจนเกิดความเข้าใจและเห็นแจ้งแล้วว่า “มันไม่มีตัวเราและตัวตนของใครๆรวมทั้งของสิ่งใดๆอยู่จริง” แล้ว ก็เท่ากับเกิดปัญญาขั้นความเข้าใจขึ้นมาแล้ว และเราก็ได้มีการฝึกสมาธิมาจนชำนาญแล้ว ทีนี้ก็เป็นการปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัตินี้ก็สรุปได้ ๒ ช่วง คือ ช่วงที่มีเวลาว่าง กับ ช่วงที่ต้องพบปะผู้คน

ช่วงที่เรามีเวลาว่าง เราก็มาฝึกสมาธิและหมั่นพิจารณาให้เกิดปัญญาอยู่เสมอๆ เพื่อให้จิตมีความชำนาญของสมาธิมากขึ้น และให้มีปัญญาแหลมคมมากขึ้น จนเป็นความเคยชินของจิตใต้สำนึกหรือเป็นนิสัยในการดับทุกข์ของจิต เพื่อเตรียมเอาไว้ใช้เมื่อต้องเผชิญกับโลก ซึ่งการปฏิบัติสมาธิและปัญญานี้ต้องทำพร้อมกัน โดยการปฏิบัติสมาธิและปัญญานี้ยังแยกได้ ๒ วิธี อันได้แก่

ใช้ปัญญานำหน้าสมาธิ คือมีการตั้งใจพิจารณาให้เกิดปัญญาอย่างจริงจัง ซึ่งการตั้งใจพิจารณาอย่างจริงจังนี้ ก็จะทำให้เกิดสมาธิอย่างพอเหมาะขึ้นมาด้วยเสมอ ซึ่งเมื่อมีปัญญาและสมาธิพร้อม ความทุกข์ก็จะระงับหรือดับหายไปได้ (แม้เพียงชั่วคราว)

ใช้สมาธินำหน้าปัญญา คือเราจะใช้สมาธิมาบังคับจิตให้หยุดการคิดนึกหรือปรุงแต่งให้เกิดกิเลสขึ้นมา โดยมีปัญญาคอยควบคุมอยู่ก็ได้  ซึ่งเมื่อมีปัญญาและสมาธิพร้อม ความทุกข์ก็จะระงับหรือดับหายไปได้ (แม้เพียงชั่วคราว) เหมือนกัน

เมื่อเราต้องเผชิญกับโลกหรือต้องพบปะผู้คน หรือขณะที่เราต้องปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของเรา เราก็ต้องมีสติมาระวัง “ไม่ให้กิเลสที่เป็นความยินดีและยินร้าย รวมทั้งอาการทั้ง ๕ ของกิเลสอ่อนๆ เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา” (ซึ่งนี่ก็คือการมีสมาธินั่นเอง) พร้อมกันนั้นเราก็ต้องมองเห็น (คือมีความเข้าใจอย่างแจ้งชัดด้วยความเคยชินจากจิตใต้สำนึก) ถึงความจริงสูงสุดของธรรมชาติ เรื่องสุญญตา คือเรื่อง “ความว่างจากตัวตนที่แท้จริง” ของทุกสิ่งที่เรากำลังสัมผัสอยู่ด้วย โดยสิ่งที่เราต้องมองเห็นความจริงนี้เป็นพื้นฐานอยู่เสมอก็คือ “ร่างกายและจิตใจของเรา” ในปัจจุบัน

นี่ก็คือการปฏิบัติปัญญาและสมาธิพร้อมๆกัน โดยมีศีลธรรมเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว และเมื่อเราปฏิบัติเช่นนี้ได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้ไม่มีความทุกข์เกิดขึ้นในขณะที่เราต้องเผชิญกับโลก (แม้เพียงชั่วคราว) แต่ถ้ายังปฏิบัติไม่ได้ คือยังมีความทุกข์อยู่ ก็ต้องมาสำรวจตัวเราว่ายังขาดอะไรไป คือ ไม่ศีลธรรม หรือไม่มีสมาธิ หรือไม่มีปัญญา ถ้ารู้ตัวว่าขาดอะไรไป ก็ต้องกลับมาตั้งใจปฏิบัติสิ่งที่ขาดไปนั้นให้ได้  

แต่ถ้ายังทำไม่ได้อีก ก็ต้องให้ความทุกข์มันแผดเผา จนเราเกิดความรู้สึกว่า ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว หรือเบื่อหน่ายต่อความทุกข์อย่างเต็มที่แล้ว ทีนี้จิตมันก็จะอยากมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ขึ้นมาได้เองในภายหลัง ซึ่งนี่คือประโยชน์ จากการที่เรามีความเข้าใจและเห็นแจ้งชีวิตแล้ว แม้เราจะยังไม่พร้อมที่จะมาปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ในขณะนี้ก็ตาม คือเมื่อเรามีความรู้แล้ว เราจะนำมาใช้เมื่อไรก็ได้ ซึ่งจะต่างกับคนที่ไม่มีความรู้ ที่ไม่สามารถนำความรู้มาใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไรก็ตาม

ดังนั้นการมีความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้อง ในหลักอริยสัจ ๔ ของพระพุทธเจ้า จึงเป็นประโยชน์แก่ทุกคน เพราะเหมือนกับการที่เรามีอาวุธเอาไว้ป้องกันตัว ที่แม้ว่าจะยังไม่ถูกนำมาใช้ ก็ไม่ได้เสียหาย แต่เมื่อใดที่มีภัย เราก็สามารถนำมาอาวุธนั้นมาใช้ป้องกันตัวได้ทันที  ซึ่งจะต่างกับคนที่ไม่มีอาวุธ ที่เมื่อมีภัยเมื่อใด ก็จะไม่มีอะไรมาป้องกันตัวได้เลย

***************

(ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บ ฉันคืออะไร? “เว็บไซต์สำหรับผู้แสวงหาความจริง” www.whatami.net หรือ www.whatami.6te.net หรือ www.whatami.tk)


ถ้าต้องการปริ้นหนังสือนี้เป็นรูปเล่มให้คลิ๊กที่นี่